วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

เย้....กูเกิลอนุญาตให้นำโฆษณาแปะเว็บภาษาไทยแล้ว

ได้อ่านข่าวดีสำหรับหลายคนที่ต้องการหารายได้เพิ่มเพื่อให้รายรับสมดุลกับรายจ่ายในยุคเศรษฐกิจมะกันวิกฤติดีนะสภาล่างเห็นชอบกับแผนฟื้นฟูของบุช ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป
ตอนแรกก็นึกชมนักการเมืองมะกับนเป็นแก่ประโยชน์ชาติเป็นอันดับแรก แต่พอส.ส.คว่ำร่างฟื้นฟูของบุช ความคิดชมนั้นก็หมดไปทันที นึกว่าธรรมชาตินักเมืองไม่ว่าประเทศไหนก็เหมือนกันยอมเห็นแก่พรรค พวกเป็นอันดับแรก ชาติมาทีหลักไม่ผิดกับนักการเมืองไทย พอถูกด่าหนักๆถึงลงมมติเห็นชอบหลังจากวุฒิสภาลงมติเห็นชอบ
โทษทีเกิ่นยาวหน่อยหนึ่งนานๆเขียนที มาถึงข่าวดีกัน ก็คือได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่สามตุลาคมที่ผ่านมา ที่ว่า
กูเกิลเปิดตัวAdSenseภาษาไทย
กระตุ้นตลาดค้าขายบนเว็บไซต์
โดยมีเนื้อหาสรุปดังนี้ ข่าวจากกูเกิล ประเทศไทย แจ้งว่า กูเกิลประกาศเปิดตัว GoogleAdSense หรือ Google AdSense for Content (AFC) รูปแบบภาษาไทย โปรแกรมที่เน้นการโฆษณาและเปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถแสดงโฆษณาจาก Google AdWords ในรูปแบบของตัวอักษรและรูปภาพที่สัมพันธ์กับเนื้อหาบนหน้าเว็บ ทั้งนี้ เว็บไซต์ภาษาไทยที่มีการโฆษณาบนหน้าเว็บอยู่แล้ว สามารถใช้ GoogleAdSense เสริมรายได้จากค่าโฆษณา
ตัดมาเท่านี้ก็แล้วกันครับเดียวจะผิดกฎหมายคอมพ์ ถ้าสนใจก็หาอ่านได้ตามที่อ้างอิงนั้น หรือที่
www.google.co.th/adsenseบ
หรืออยากจะดูตัวอย่างก็สามารถดูได้ที่เว็บของมหาเนชั่นเอง เป็นเว็บฝึกหัดครับ http://www.mhanation.net/ เพราะได้สมัครเอาโฆษณามาลงได้หลายเดือนแล้วแต่รายได้ยังไม่ไปถึงไหนเลยครับบวกกับก่อนหน้านี้กูเกิ้ลยังไม่อนุญาตสำหรับสำหรับเว็บภาษาไทยก็ลองเอาภาษาอังกฤษมาแปะๆๆแล้วก็สมัครก็ผ่านได้โค้ตมาแปะ
แต่ลองทำดูก็ไม่ได้อย่างที่โปรโมทในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับ แต่ผมว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง แต่พอเห็นข่าวนี้ก็ทำให้ใจชื้นมาบ้างว่าจะลองทำต่ออีกเผื่อจะรุ่งมั้ง ก็ลองศึกษากันดูเผื่อจะมีรายได้เพิ่มมาบ้าง
อย่างไรก็ลองแลกเปลี่ยนความเห็นกันดูครับ อย่างน้อยก็ยึดตามคำโบราณ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกห้าม แต่อย่าให้เป็นแบบ มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดก็แล้วกันนะครับ

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม 2551

Google Thailand Briefting‏

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ผมได้ไปร่วมงาน "Google Thailand" ซึ่งก็ได้สาระความรู้ และแนวคิดมามากมายครับ ผมก็เลยได้รวบรวมเนื้อหาสาระสำคัญที่ได้จากงานนี้มาให้คุณハモテメュ ハチセァノ・ได้อ่านครับ
โดยเนื้อหาทั้งหมดนี้ แต่แรกผมได้เขียนรวบรวมไว้ที่เว็บบอร์ด
www.trawutspace.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกที่ไม่ได้ไปร่วมงานได้อ่านกันครับ เมื่อผมเขียนรวบรวมเสร็จและมีสมาชิกได้อ่าน ก็บอกว่าเนื้อหาจากงาน Google Thailand นี้มีประโยชน์มาก
ผมก็เลยอยากนำมาให้คุณハモテメュ ハチセァノ・ได้อ่านด้วย ก็เลยขอนำเอาสาระสำคัญที่ได้สรุปไว้ใน
www.trawutspace.com มาให้คุณハモテメュ ハチセァノ・ได้อ่านครับ

-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=Google Thailand Briefting
โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
www.trawutspace.com -=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=
สำหรับส่วนแรกสุดนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Online Trend ซึ่งทาง ดร. ปิยะ จาก Truehits ก็ได้ขนสถิติต่างๆ มาให้ดูกันจนเต็มอิ่มครับ จริงๆ ถ้าหากสามารถนำสไลด์มาให้คุณハモテメュ ハチセァノ・ดูประกอบได้ ก็คงจะดีไม่น้อยครับ เพราะข้อมูลสถิติบางอัน ทาง Truehits ก็ไม่ได้เปิดเผยที่ไหนมาก่อนครับ
สถิติต่างๆ มีดังนี้ครับ
1. Google ครองตลาด Search Engine ของประเทศไทย2. Microsoft ครองตลาด Operation System ของประเทศไทย โดยมี Window XP เป็นตัวที่คนใช้มากที่สุดในปัจจุบัน3. Internet Explorer ยังคงครองแชมป์สำหรับประเภท Browser อยู่ โดยมี firefox เริ่มตีตื้นขึ้นมา4. จากสถิติพบว่าทางด้าน Resolution นั้น อีกไม่นาน 1024x748 กำลังจะขึ้นมาเป็นอันดับ 15. กลุ่มอายุที่มีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 24-35 ปี6. อาชีพที่มีการเล่นอินเตอร์เน็ตมากที่สุด คือ อาชีพ นักเรียน นักศึกษา มีมากถึง 39%7. ส่วนระดับรายได้นั้น ก็แน่นอนว่า ในเมื่อนักเรียน นักศึกษาใช้อินเตอร์เน็ตเป็นส่วนมากระดับรายได้ของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตมากสุด ก็เลยอยู่ที่ระดับ ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน
ถัดมา ดร.ปิยะบอกว่า กลุ่มคำค้นหาที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด ตอนนี้คือ
1. Game2. Song/ Music (กำลังมาแรงมากในปัจจุบัน)3. Car4. Mobile5. Jobs
ส่วนลักษณะการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆนั้น พบว่ามีดังนี้
1. Direct หรือ การเข้าเว็บไซต์จากการพิมพ์ URL หรือ BookMark ไว้ มีจำนวนสูงสุด คือ 59.45%2. Search หรือ เข้าเว็บไซต์โดยค้นหาผ่านทาง Search Engine มีจำนวน 29.09%3. Refer Web Site หรือ การเข้าเว็บไซต์ผ่านทางการแนะนำจากเว็บไซต์อื่นๆ มี 11.46%

โดยแนวโน้มของการเข้าเว็บไซต์นั้น ดร. ปิยะย้ำว่า ของ Search มาแรงขึ้นเรื่อยๆครับ และกลุ่มเว็บไซต์ที่มีคนเข้าผ่านทาง Search Engine มากที่สุด คือ กลุ่มของพวก Community Web Site ครับ
สำหรับแนวโน้มทางด้านการท่องเที่ยวนั้น เมื่อดูตามกลุ่มการค้นหาแล้วพบว่า
อันดับที่ 1 คือ เกาะ ทะเลอันดับที่ 2 คือ น้ำตก ภูเขาอันดับที่ 3 คือ ภาคเหนืออันดับที่ 4 คือ ต่างประเทศแสดงให้เห็นได้ชัดว่า ในประเทศไทยคนชอบเที่ยว ทะเลมากที่สุดครับ

อีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ ดร.ปิยะบอกไว้ว่า เราสามารถวัดผลได้ด้วยว่าแคมเปญโฆษณาแบบ Offline ของเราที่ปล่อยออกไปได้ผลดีมากแค่ไหน ด้วยการดูจากแนวโน้มการค้นหา Online ครับ เพราะตามกราฟแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีข่าวอะไรใหม่ๆตามสื่อ Offline ก็จะมีการค้นหาแบบ Online เพิ่มมากขึ้นด้วยครับ
สำหรับกลุ่มเว็บไซต์ที่มีคนเข้ามากที่สุดในปี 2007 คือ
Varitey/ Portal
News
Community
Game Online
และเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทย เมื่อวัดจากจำนวน Unique IP ที่เข้าเว็บไซต์ในแต่ละวัน ก็ยังคงเป็นกลุ่ม Variety/ Portal เป็นหลัก ซึ่งมีแกนนำโดย
Sanook ประมาณ 44%
Kapook ประมาณ 31%
Mthai ประมาณ 22%
*** ค่าเปอร์เซ็นต์นี้หมายความว่า ถ้าหากมีเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าอินเตอร์เน็ตวันนี้ 100 เครื่อง จะต้องมี 31 เครื่องที่เข้าไปยังเว็บไซต์ Kapook ครับ ***และสถิติได้แสดงให้เห็นด้วยว่า ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ยัก ษ์ใหญ่เหล่านี้ส่วนมาก จะเข้าจากทาง Direct เป็นหลัก หรือก็คือ เป็นพวกกลุ่มแฟนพันธ์แท้นั่นเอง ทำให้เว็บไซต์ใหม่ๆอาจจะมีโอกาสโตยากครับ หลังจากที่ได้พูดถึงเรื่องสถิติต่างๆมาอย่างมากมายแล้ว ดร.ปิยะได้ให้แง่คิดทิ้งท้ายเกี่ยวกับการทำ Online Media ว่า เป็นอะไรที่น่าทำอย่างมาก เพราะว่า สื่ออินเตอร์เน็ตนั้นมีความเหนือกว่า สื่อ Offline ทั่วไป ดังนี้
On Demand
Interactive
Two Way Communication
หรือ สรุปง่ายๆคือ สื่ออินเตอร์เน็ต สามารถทำให้คนสนใจได้มากขึ้น และทำให้คนไม่รู้สึกเหมือนถูกแสดงโฆษณาจนเกินไปครับ

---
เมื่อจบส่วนที่ 1 ไปแล้ว ก็มาพบกับเนื้อหาส่วนที่ 2 ที่หลายๆคนอาจจะต้องตั้งใจฟังมากๆ เพราะว่าผู้บรรยายคือ Mr. Richard Kimber ที่มีตำแหน่งเป็นถึง Managing Director, South Asia & Korea ของทาง Google เลยทีเดียว (ที่ต้องตั้งใจฟังคงไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง แต่เกี่ยวกับว่าบรรยายเป็นภาษา อังกฤษมากกว่า) ซึ่งหัวข้อที่ Mr. Richard บรรยายนั้นคือ หัวข้อเรื่อง The Integration Media ซึ่งก็เปิดฉากมาโดยการพูดถึงการเติบโตของอินเตอร์เน็ตในยุคต่างๆ ดังนี้ยุคที่ 1: The Information Wave (1994-1998)ยุคนี้คนจะเข้าเว็บไซต์เพื่อค้นหาและอ่านข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ทำให้เว็บไซต์ที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเว็บ Portal เช่น Yahoo! รวมทั้งเว็บ Search อย่าง Google เองด้วย ยุคที่ 2: The Distribution & Communication Wave (1998-2004)ยุคนี้เว็บไซต์ eCommerce ต่างๆ เริ่มผุดขึ้นมา และคนเริ่มซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น เว็บไซ ต์ดังๆ ช่วงนี้ได้แก่ amazon, eBay, Skype, Expedia เป็นต้นยุคที่ 3: The Networking Wave (2004-?) เป็นยุคที่คนเริ่มเข้าสู่อินเตอร์เน็ตมากขึ้น ผู้คนเริ่มนำเรื่องราวของตนเองออกมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้เกิดสังคมออนไลน์ขึ้นมา เว็บไซต์ช่วงนี้ได้แก่ MySpace, YouTube, FaceBook จากนั้นก็มาเริ่มพูดถึง Online Media หรือ การทำโฆษณา Online ว่า ในปัจจุบันที่มีโฆษณาอยู่จำนวนมากมายมหาศาลทั่วโลก ทั้ง offline และ online การจะทำให้คนสนใจโฆษณานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าหากเราทำโฆษณาอยู่ เราก็ต้องเปลี่ยนตามให้ทันกระแสโลก โดย Media ที่ได้ผลดีมากที่สุดในปัจจุบัน คือ Interaction & Engagement Media นั่นเองคุณハモテメュ ハチセァノ・อาจจะงงว่า แล้ว Interaction & Engagement Media คืออะไรInteraction & Engagement Media คือ สื่อที่มีการโต้ตอบกับผู้ชมได้ สามารถให้ผู้ชมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาได้ผ่านทางกิจกรรมต่างๆแบบ Real Time ครับ เพราะเมื่อคนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะมีเวลาชมโฆษณามากขึ้น และซึมซับแบรนด์ของสินค้ามากขึ้น ถัดมาเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก คือ Google's Visions of Marketing หรือ วิสัยทัศน์ของ Google ด้านการตลาด โดย Mr. Richard ได้นำเสนอ Vision 5 ประการดังนี้Vision#1: It's not about DemographicsVision#2: The Wisdom of CrowdsVision#3: The Internet will become a resource for understanding consumer attitudesVision#4: Offline&Online advertising will be forever integratedVision#5: Marketing will embrace new platformsVision ทั้ง 5 ข้อ ก็สรุปได้ว่า ทาง Google มองว่าด้วยศักยภาพของอินเตอร์เน็ตจะทำให้การทำการตลาดของทั้งโลกเปลี่ยนไป เพราะว่าเราสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ทำให้เรารู้ได้อย่างชัดเจนว่า คนทั่วทั้งโลกกำลังต้องการอะไรอยู่ และสามารถที่จะตอบสนองได้อย่างถูกต้องครับ---หัวข้อในการบรรยายเรื่องสุดท้ายคือ Google AdWords: Secrets of Success โดยคุณพรทิพย์ กองชุน ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเป็น Strategic Partner Manager - South East Asia ของทาง Google ครับซึ่งคุณพรทิพย์ได้มาสรุปให้ฟังว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โฆษณา AdWords ของคุณประสบความสำเร็จก็คือ คุณจำเป็นจะต้องรู้จักลูกค้าของคุณให้ดี และเลือกใช้ Keywords รวมทั้ง Channel ในการทำโฆษณาให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าครับ โดยสำหรับการเลือกใช้ Keywords นั้น คุณพรทิพย์ ได้อธิบายถึง Purchase Funnel ไว้ดังนี้1. Dreaming จะเป็น Keyword กว้างๆที่คนใช้คนหาเยอะในช่วงเริ่มต้นการค้นหา (ในขณะที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตนเองต้องการอะไร) เช่น Andaman Sea, Adventure Trip2. Planning เป็น Keywords ที่คนใช้เพื่อค้นหาในสิ่งที่ตนเองต้องการทราบรายละเอียดมากขึ้น เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ เช่น Vacation at Phuket, Diving at Phi Phi Island3. Purchasing คือ Keywords ที่คนใช้ค้นหาเพื่อที่จะซื้อสินค้าหรือบริการ หลังจากที่ได้ตัดสินใจจะซื้อเรียบร้อยแล้ว เช่น Booking Phuket Hotel, PADI Phuket (PADI คือ ชื่อย่อของสมาคมดำน้ำ) *** เรื่องนี้จะเหมือนกับเรื่องของ Keyword Triangle ที่ผมได้อธิบายไปแล้ว หลายๆครั้งนะครับ ซึ่งก็นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากๆอย่างหนึ่งในการทำโฆษณา AdWords เลยครับ ลองกลับไปทบทวนกับดูนะครับ*** และนอกจากการเลือก Keywords ให้เหมาะสมแล้ว เรายังต้องเลือก Channel ในการทำโฆษณาให้เหมาะสมด้วย เพราะว่าทาง Google มี Content Network อีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถกระจายโฆษณาของเราไปสูงผู้บริโภคได้มากขึ้นครับจากนั้นคุณพรทิพย์ก็ได้ ยก Case Study ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการลงโฆษณากับ Google ให้ดู และมีการแนะนำ Google Analytics เพื่อการใช้งานคู่กับ Google AdWords ด้วยครับและที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากเลย ก็ตอนที่คุณพรทิพย์มีให้เล่นเกมตอบคำถามเพื่อชิงรางวัลจาก Google ซึ่งคำถามที่คุณพรทิพย์นำมาถามนั้นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ Online Advertising นั่นเองครับ และเนื่องจากคำถามไม่ได้ยากมาก ทำให้มีคนยกมือตอบมากมาย จนต้องให้พนักงาน Google มาช่วยกันจับตาดูเลยครับว่า ใครยกมือก่อนกันครับเมื่อเล่นเกมตอบคำถามกันเสร็จแล้ว ทาง Google ก็ได้กล่าวปิดงาน และให้แขกทุกท่านพักผ่อนและพูดคุยกันตามอัธยาศัยครับ---ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ผมได้นำมาฝาก จากงาน Google Thailand Briefting ครับ คิดว่าคงเป็นประโยชน์กับคุณハモテメュ ハチセァノ・บ้างนะครับตราวุทธิ์
เป็นข้อมูลที่คุณ ตราวุทธิ์ ส่งมาให้ศึกษา


วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม 2551

ระวังhi5ปลอมล้วงตับเอาข้อมูลไปแสวงหาผลประโยชน์

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่คงรู้จักเว็บไวต์ไฮไฟว์ และเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกมีเพื่อนมากมาย สำหรับมหาเนชั่นแล้วจะตกขบวนได้งัย ก็มีกับเขาเหมือนกันอยากรู้เป็นงัยบ้างก็เข้าไปชมได้ที่ http://mhanaiton.hi5.com จะแอดเป็นเพื่อนก็ไม่ว่ากันนะ
ยิ่งมีข่าวพระก็เล่นกับเขาเหมือนกันเป็นข่าวใหญ่โต จนทำให้มีผู้เข้าไปสมาชิกเป็นสมาชิกเพิ่มเชื่อว่ามากเลยทีเดียว "เจ้ากู" คงตกเป็นเหยื่อการโปรโมทเว็บไปในตัว แม้นว่าเจ้าของจากมะกันจะแสดงความเสียใจและวางระบบป้องกันแล้วก็ตาม
แต่มาวันนี้ได้อ่านบทความจากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 12 มีนาคมหัวข้อว่า "Hi5ปลอมภัยร้ายรายวัน" แล้วยิ่งจะต้องระวังมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการเขียนบล็อกวันนี้
บทความดังกล่าวเขียนโดย วรัญญู นวกาลัญญู คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยระบุความโดยสรุปว่า ปัจจุบันนี้ได้มี Hi5ปลอม เพื่อลวงเอาข้อมูลไปแสวงหาผลประโยชน์ โดยขอให้สังเกตุคนที่เข้ามาแสดงความเห็นมากผิดปกติ เพื่อให้รีบอ่านรีบติดต่อโดยเร็ว แต่ดูไปดูมาพบรูปโป๊ คลิกไปจนไปพบ "Hi5ปลอม" และให้มีการล็อกอินใหม่
หน้าตาของ "Hi5ปลอม" มีความใกล้เคียงของจริงมาก ถ้าไม่สังเกตจะคิดว่าต้องกรอกอีเมล และ พาสเวิร์ด เพื่อเข้าสู่ระบบอย่างที่เคยทำทุกครั้ง
แต่มีข้อสังเกต "Hi5ปลอม" ช่องกรอกอีเมลจะเป็นสีเหลือง ต่างจากของจริงจะเป็นสีขาว ชื่อ URL หรือแถวบอกชื่อเว็บไซต์อยู่ด้านบน หากอ่านผ่านๆๆจะเป็น Myspace ถ้าตั้งใจดูดีๆๆตัว m เป็นการกดอักษรผสมระหว่าง r กับ n
หากหลงใส่ข้อมูลเข้าไปก็จะถูกขโมยข้อมูลทันที แล้วผู้ไม่ประสงค์ดีก็จะนำอีเมล และพาสเวิร์ดไปล็อกอิน แล้วเข้าไปโพสท์กับเพื่อนที่อยู่ในรายชื่อ เพื่อนๆๆก็จะถูกเล่นงานเหมือนเรา
วิธีป้องกันก็คือหากรู้ว่าถูกเล่นงานก็ให้เข้าไปยังหน้า "Hi5จริง" แล้วเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่
ไม่ใช่เฉพาะ "Hi5" เท่านั้น ฮอตเมล เองก็โดนเหมือนกัน โดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มีนาคมนี้ หน้ากรุงเทพไอที หัวข้อ "แฉลูกไม้ลวงโลกอาศัยเทคโนโลยีเป็นสื่อ(1)" ลักษณะการลวง เป็นการส่งข้อความมาที่อีเมลเรา โดยข้อความจะแจ้งว่า ฮอตเมลจะอัพเกรดโปรแกรมการใช้อีเมลของสมาชิกใหม่ โดยให้สมาชิกแจ้งวันเดือนปีเกิดและพาสเวิร์ดการใช้อีเมลแอคเคาท์ให้ทราบภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะถูกลบอย่างถาวร
เมื่อหลงใส่ข้อมูลเข้าไป ผู้ไม่ประสงค์ดีก็จะเข้าไปล็อกอินแล้วให้ใชอีเมลเราแจ้งไปยังเพื่อน ๆๆเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ได้
หรือแม้แต่ตอนนี้มหาเนชั่นเองก็ได้รับอีเมลบอกว่าคุณถูกลอตเตอรี่หนึ่งล้านปอนด์ ก็นึกว่ารวยเสียแล้ว แต่ที่ไหนได้ก็พวกไม่หวังดีส่งอีเมลมาหลอก
ดังนั้นผู้ที่สนุกกับการเล่น "Hi5" ฮอตเมล และเว็บท่าต่างๆๆ ข้อให้ระวังตัวก็แล้วกันไม่เช่นนั้นภัยจะมาถึงโดยไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม 2551

อาหมักใช้สบู่ยี่ห้อแม้วอะเปล่าถึงตัวสะอาดเหมือนชวน


วันนี้(25ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเป็นประธานเปิดงาน"โพสต์ ฟอรั่ม 2008 มองไปข้างหน้ากับรัฐบาลใหม่" ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมปาฐกถาเรื่อง มองไปข้างหน้ากับรัฐบาลใหม่ โดยมีนักธุรกิจทั้งไทย และ ต่างประเทศ ร่วมรับฟังจำนวนมาก นายสมัครได้กล่าวตอนนี้โดยเปรียบเทียบตัวเองเหมือนกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ว่า
“ผมเป็นนักการเมือง คุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นนักการเมือง และประกาศความสะอาดสะอ้านในตัวของท่าน ผมก็ประกาศได้เหมือนกัน คุณชวนท่านมีชื่อเสียงตลอดชีวิตของท่าน ส่วนผมก็มีชื่อเสียงของผมมาอย่างนี้ คุณชวนไม่โกงอย่างไร ผมก็ไม่โกงอย่างนั้น คุณชวนไม่ซื้อเสียงอย่างไร ผมก็ไม่เคยซื้อเสียงอย่างนั้น คนเราต้องมีอะไรเป็นพิเศษ ถึงได้เดิมาไกลได้ถึงขนาดนี้ คนอย่างผมเป็นคนที่พูดตรงไปตรงมา ไม่ได้ญาติดีอะไรกับสื่อมวลชน และถ้ามาลุกล้ำ ผมก็พร้อมจะฟ้องกลับ สำหรับผมมีคติประจำใจคือ สุจริตเป็นเกราะบัง คนอย่างผมถ้าโกงแม้แต่บาทเดียวคงอยู่ไม่ได้มาจนถึงขนาดนี้” (ข้อมูลจากสำนักข่าวเนชั่น)
ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่นายสมัครพยายามที่จะเปรียบเทียบและต้องการให้เป็นเหมือนนายชวน เพราะก่อนหน้านี้นายสมัครก็เคยพูดไว้ว่า "นายชวนเป็นใครถึงเป็นนายกฯได้ แล้วตนเป็นใครถึงจะเป็นนายกฯไม่ได้"
นั้นก็หมายความว่าใครก็เป็นนายกฯได้ แต่เมื่อเป็นแล้วจะเป็นอย่างไรนั้นต่างหากที่ไม่เหมือนกัน นายชวนเป็นนายกรัฐมนตรีได้เพราะความเห็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนนายสมัครเป็นนายกฯได้เพราะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนก็จริง แต่ก็รู้ๆๆกันอยู่ว่าพรรคพลังประชาชนเป็นอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะใคร ถ้าไม่มีบุคคลคนนี้แล้วมีหรือนายสมัครจะมีโอกาสเช่นนี้
การเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงต่างหากถึงจะภาคภูมิใจ แต่หากเป็นนายกฯนอมินีแล้วตัวเองภูมิใจก็คงได้ แต่คงมีคนที่มองอย่างเย้ยยยย แม้นแต่คำว่า"นายกฯ" ก็ยังไม่อยากเรียกเลย
วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551

การบริโภคจีเอ็มโอตามทรรศนะชาวพุทธ

การบริโภค 2 ลักษณะ จะมีผลทางด้าน เศรษฐกิจต่างกัน หากเป็นการบริโภค เพื่อสนองความต้องการตามแบบเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันนี้ การสนองความต้องการก็ไม่รู้จบ แต่การบริโภคตามแบบชาวพุทธ จะต้องมุ่งที่ความพอดีหรือความสมดุล คือการที่ได้สนองความต้องการคุณภาพชีวิต
การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลผลิตอันเกิดจากจีเอ็มโอ คือผลผลิตที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม โดยใช้เทคนิคการตัดต่อยีน หรือเรียกง่ายๆ ว่า "ผลผลิตอันเกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม" ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า จะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิต ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะถูกทำลายจากการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงอื่นๆ เช่น พืชที่ต้านทานแมลงศัตรูพืช และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น มะเขือเทศที่งอมช้า เป็นต้น
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า จะเกิดปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากบริษัทด้านการเกษตรของสหรัฐ อาจเป็นผู้ถือครองสิทธิบัตรส่วนใหญ่ ความกังวลต่อผลกระทบที่อาจมีต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม และถูกนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช้ภาษี ซึ่งความเห็นที่ขัดแย้งกันนี้ มีทั้งภายในและต่างประเทศ
ฝ่ายที่เห็นด้วย ดูเหมือนจะเป็นกระ-ทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายตรีพล เจาะจิตต์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เป็นประธานสมาคมส่งออกอาหารสัตว์และพืช เป็นต้น ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เช่น องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา
สำหรับประชาชนเดินดินกินข้าวแกงตามท้องถนน ชาวไร่ ชาวนา ทั่วไป ยังเป็นกลางอยู่ เพราะไม่รู้ว่าผลผลิตอาหารที่เกิดจากจีเอ็มโอนั้นคืออะไร มีประโยชน์มีโทษอย่างไร ขอให้มีกินก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร
ในต่างประเทศก็มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างประเทศสหรัฐและสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศสหรัฐนั้น ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะเป็นประเทศรายใหญ่ที่มีผลผลิตที่เกิดจากจีเอ็มโอ และมีการต่อว่ากลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ว่าอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกที่มีโรคฮิทรีเรีย เนื่องจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้น ต่างต้องการให้มีการติดฉลากในสินค้าจีเอ็มโอให้ชัดเจน อีกทั้งมีการกีดกันด้วย
แล้วประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน หรือว่าจะเดินตามก้นพี่เบิ้มสหรัฐอย่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
แม้ว่าการนำเมล็ดพันธุ์พืชตัดต่อพันธุกรรมมาทดลองในประเทศไทยหลายจังหวัด ทั่วประเทศตั้งแต่ต้นปี 2538 จากผลสรุปของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่มีผลออกมาชัดเจน ว่าจะมีความปลอดภัยทางชีวภาพหรือไม่ ซึ่งไม่นับสินค้าทางการเกษตรและอาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้น จะมีจีเอ็มโอเจือปนหรือไม่ อันแสดงให้เห็นว่าระบบการตรวจสอบของเรา ยังด้อยประสิทธิภาพอยู่มาก
ยิ่งการที่กระทรวงพาณิชย์ จะอนุมัติเงิน 31 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งห้องทดสอบ เมื่อสภาพของประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมเช่นนี้แล้ว หากขึ้นปี 2543 ก็จะมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรแล้ว ประเทศไทยจะมีเงื่อนไขที่จะไปต่อสู้ทางการส่งออกกับประเทศอื่นๆ หรือไม่
วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของการพัฒนาจีเอ็มโอ ก็เพื่อให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตขึ้น แน่นอนเป็นวัตถุประสงค์ที่ดี แต่จะมีความชัดเจนว่า จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ หากยังไม่มีความชัดเจน ประเทศไทยนำมาส่งเสริมโดยไม่รู้เท่าทันแล้ว จะไม่เกิดปัญหาในภายหลังหรือ ตัวอย่างก็เห็นอยู่เช่น การเปิดเสรีทางการเงินโดยไม่มีมาตรการควบคุม แล้วผลออกมาอย่างไร นี้คือจุดหมายหรือหลักการของการพัฒนาประเทศในแนวทางที่ถูกต้อง
ประกอบกับประเทศไทย อยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อหลักการของการพัฒนาประเทศ ที่ถูกต้องถือว่าป็นสิ่งที่สำคัญ ขณะนี้คนในรัฐบาลก็ออกมาโฆษณาว่า ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถูกทางแล้ว เศรษฐกิจเริ่มฟื้นแล้ว แต่ก็สงสัยว่าที่บอกว่าถูกทางนั้นถูกทางแบบไหน หรือว่าตามแบบที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก หรือรวมถึงประเทศสหรัฐได้กำหนดไว้ หรือว่ารัฐบาลได้มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามวิถีทางของคนไทย ที่มีหลักที่แข็งแรงอยู่แล้วตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสนอแนวทางของเศรษฐกิจเพียงพอหรือเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่
การพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐศาสตร์ของฝรั่งนั้น คือการผลิตเพื่อการบริโภค โดยมีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ความพอใจ ไม่ได้คำนึงถึงว่าการบริโภคนั้นเกิดผลที่แท้จริงคืออะไร ผลที่แท้จริงที่ชีวิตต้องการคืออะไร การที่มนุษย์บริโภคนั้นเพื่ออะไร คนบริโภคเพื่อได้คุณภาพชีวิต แล้วคุณภาพชีวิตคืออะไร การที่ร่างกายของเราต้องการอาหารมาหล่อเลี้ยง ทำให้เกิดกำลังวังชา ความแข็งแรง และซ่อมแซมร่างกาย อันนี้คือความต้องการคุณภาพชีวิต
ดังนั้น การบริโภคอาหารคือการทำให้ได้มาซึ่งคุณภาพชีวิต ความพอใจกับการได้คุณภาพชีวิต อันไหนเป็นการบริโภคที่ตรงกว่า แต่การบริโภคของคนไม่น้อยเพื่อรสเอร็ดอร่อย คำกล่าวข้างต้นในย่อหน้านี้ เป็นคำกล่าวของท่านเจ้าประคุณพระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตโต) ในหนังสือ "ทางออกจากระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำสังคมไทย" ซึ่งเดิมชื่อ "เศรษฐศาสตร์ตามแนวทางพุทธศาสตร์" ที่ปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 10 มิถุนายน 2531
ท่านเจ้าประคุณพระธรรมปิฎก ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของการบริโภคของมนุษย์ แตกต่างกัน บางคนบริโภคเพื่อต้องการคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นคุณค่าแท้ของการบริโภค แต่บางคนบริโภคเพื่อสนองความต้องการ เช่นการโก้หรู ความเอร็ดอร่อย ซึ่งเป็นคุณค่าเทียม ซึ่ง การบริโภค 2 ลักษณะ จะมีผลทางด้านเศรษฐกิจต่างกัน หากเป็นการบริโภคเพื่อสนองความต้องการตามแบบเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันนี้ การสนองความต้องการก็ไม่รู้จบ แต่การบริโภคตามแบบชาวพุทธ จะต้องมุ่งที่ความพอดีหรือความสมดุล คือการที่ได้สนองความต้องการคุณภาพชีวิต
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยหากจะมีการส่งเสริมผลผลิตจีเอ็มโอ แล้วพฤติกรรมของการบริโภคของคนไทยเป็นอย่างไร ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าแท้หรือคุณค่าเทียม เป็นไปตามแนวทางของชาวพุทธหรือไม่ เพราะหากคนไทยยังไม่รู้คุณค่าของการบริโภคที่แท้จริงแล้ว ต่อให้ 10 จีเอ็มโอ ก็คงสามารถมีผลผลิตที่สนองความต้องการได้ และพฤติกรรมการบริโภคนี้ จะเป็นตัวชี้การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
ถ้าหากประเทศไทยพัฒนาตามแนวทางของหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ประเทศไทยจะไม่ประสบกับปัญหาวิกฤติทุกด้านอย่างนี้ พิจารณาจากหลักธรรมพื้นฐานที่ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น 4 ประการ ที่เรียกว่า "ทิฏฐธัมมิกัตถะ" คือ การขยันหมั่นเพียร รู้จักใช้ปัญญาประกอบวิชาชีพ เมื่อได้ทรัพย์สินมาก็ต้องรู้จักรักษา ต้องมีเพื่อนที่ดี และต้องรู้จักความพอดี
แต่การพัฒนาประเทศของไทยที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ใช้หลักธรรม 4 ประการนี้ให้สมบูรณ์จะเห็นได้ว่า พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มีความขยันในการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจเจริญเติบโต แต่ไม่มีปัญญารู้เท่าทัน จึงทำให้เป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ และรัฐบาลต่อมาไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่รู้จักรักษาทรัพย์สินที่ พล.อ.ชาติชาย หาไว้ โดยวางมาตรการป้องกัน ไม่รู้จักความพอดี หลงตัวเอง กู้เงินต่างประเทศเข้ามามาก ในที่สุด เศรษฐกิจฟองสบู่ก็แตกสมัย พล.อ.ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี จนอยู่ไม่ได้
เวลานี้นายชวนเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก็ยังหาทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจถูกต้องไม่พบ ทั้งๆ ที่ในหลวงก็ทรงเสนอแนวทางให้ แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่ให้ความสำคัญ ดูอย่างเม็ดเงินกู้มิยาซาวาเป็นตัวอย่าง แทนที่จะนำเงินไปส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจชุมชน กลับนำเงินไปแจกประชาชนเท่านั้นแล้วบอกว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว
ท่านเจ้าประคุณพระธรรมปิฎก ได้เสนอทางออกของสังคมไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เคยวิเคราะห์สังคมชาวอเมริกาว่า มีสภาพเป็นอย่างไร ได้วางหลักการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนตามแนวทางพระพุทธศาสนา อย่างเช่น หนังสือทางออกจากระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำ หรือเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ การศึกษาเครื่องมือพัฒนาที่ต้องพัฒนา ทางออกของสังคมไทย ซึ่งเป็นผลงานปี 2531 เมืองไทยจะวิกฤติถ้าคนไทยมีศรัทธาวิปริต ปี 2537
ท่านเจ้าประคุณพระธรรมปิฎก ได้สรุปแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้องจะต้องมองไกล คิดไกล ใฝ่สูง อันได้แก่ การคำนึงถึงส่วนรวม ยึดธรรมเป็นสำคัญ และจะทำให้คนไทยมีท่าทีต่อผลผลิตที่เกิดจากจีเอ็มโออย่างไร
เป็นบทความที่เขียนไว้เมื่อปี 2542

นายกอบจ.แห่ลาออกชิงความได้เปรียบ..ประเทศเป็นอย่างไรชั่งมัน

การลาออกจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดของ "พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์" ก่อนครบวาระ 13 มีนาคม 2551 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น ตามนัยทางการเมืองท้องถิ่นแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าใครเขาก็ทำกัน
แต่มาลาออกช่วงมีการเลือกตั้งส.ส.นี้ซิน่าคิด บ้างก็ว่าเกิดความขัดแย้งกับ "สุวิทย์ คุณกิตติ" หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะไม่ทำตามที่ขอเพื่อให้ช่วยสานฝัน "นายกรัฐมนตรีคนที่ 24"
แต่มาวันนี้ได้ข่าว่ามีนายกอบจ.ลาออกอีก 2 จังหวัดคือชัยภูมิกับอ่างทอง เริ่มแปลกใจว่าทำไมถึงพากันลาออกเช่นนี้ นายกอบจ.ชัยภูมิ คือ "อนันต์ ลิมปคุปตถาวร " ที่ครอบตำแหน่งนี้มายาวนาน ขณะที่นายกอบจ.อ่างทองคือ . "สุรเชษ นิ่มกุล" หรือ กำนันตี๋ อดีตประธานสาขาพรรคชาติไทย ทั้งคู่ต่างอ้างเหตุผลเสียงเดียวกันว่าถูกวิจารณ์วางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง ส.ส.
แม้นอ้างเหตุผลการลาออกอย่างไรก็ตาม แต่เหตุผลประการหนึ่งก็คือ เป็นการชิงโอกาสความได้เปรียบทางการเมืองท้องถิ่น เพื่อให้การเลือกตั้งเร็วขึ้น ทำให้คู่แข่งน้อยและสิ้นเปลืองเงินหาเสียงน้อยลง เพราะหากปล่อยให้หมดวาระปีหน้าแล้ว ย่อมจะทำให้ผู้แข่งเพิ่มมากขึ้น
ผู้ที่อกหักจากการเลือกตั้ง ส.ส.ก็จะไปลงแข่งมากมายอย่างแน่นอน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นกันหลายจังหวัดแล้วที่นักการเมืองระดับชาติลงเล่นการเมืองท้องถิ่นอย่างที่เทศบาลนครหาดใหญ่ อบจ.ภูเก็ต-เชียงใหม่
และความได้เปรียบอีกประการหนึ่งที่ต้องลาออกในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ก็คือเป็นการง่ายในการหาเสียงทางลับ ถ้าหากจะยิงกระสุนหัดเดียวก็จะทำให้ได้นกถึง 2 หัว ซึ่งจะทำให้รักษาฐานที่มั่งท้องถิ่นของตัวเองไว้ได้เช่นเดิม
แต่จะเป็นการทำลายงบประมาณของชาติคือ
"ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 25 ล้านบาทในการจัดการเลือกตั้ง เพราะการลาออกเป็นเหตุผลส่วนตัว เพื่อของความได้เปรียบ ถ้าคนลาออกยอมจ่ายก็ไม่มีใครว่า แต่นี่คืองบประมาณแผ่นดิน และต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องทุกวาระ และประเมินในขณะนี้ ที่มีนายกอบจ.ลาออกสมัครส.ส.และนายกอบจ.ที่ลาออกเพื่อเร่งวันเลือกตั้งก่อนครบวาระทั่วประเทศ จะต้องจ่ายเงินค่าจัดการเลือกตั้งนอกวาระไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท ตอนนี้จึงอยู่ที่กกต.ว่า จะปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของนักการเมืองหรือความเหมาะสมในการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศชาติ"
นี้เป็นความเห็นของ "ประสม ประคุณสุขใจ" นักธุรกิจค้าอุปกรณ์การศึกษารายใหญ่ อดีต ส.ส.ขอนแก่น ที่ประกาศตัวจะลงสมัครตำแหน่งนายก อบจ.ขอนแก่น (ข้อมูลจากสำนักข่าวเนชั่น"
13 มี.ค.51 เข้าใจว่า เป็นวันหมดวาระของอบจ.ทั่วประเทศ จึ่งเชื่อแน่ว่าจะมีนายกอบจ.อีกหลายคนลาออกเช่นนี้อย่างแน่นอน และคราวนี้ กกต.คงจะหัวหมุนนน่าดู ก็ดูกันไปก็แล้วกันว่านักเลือกตั้งเขาทำกันอย่างไร

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน 2550

ปชป.อย่าเกลือกกลั้วกับสิ่งปฏิกูล

เป็นธรรมชาติของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อนหน้านี้ ใครแตะไม่ได้ต้องมีการออกมาตอบโต้ แรกๆๆก็ให้ลูกจ๊อกออกมาก่อน ยังไม่พอเรียงกันเป็นตับไปจนถึงหัวหน้าพรรค พูดง่ายๆๆก็คือจะเรื่องขี้หมูขี้หมาก็ขอให้พูดไว้ก่อนอย่างน้อยๆๆได้เป็นข่าว
แต่เมื่อวานนี้ (17พ.ย.) ได้นั่งดูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เปิดปราศรัยที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังกว่า 2,000 คน ที่บ้านเพราะเป็นวันหยุด สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ปราศรัยจะเน้นเรื่องนโยบายอย่างเช่น พรรคจะผลักดันรถไฟฟ้าให้ขยายต่อมาถึงพื้นที่และจะพัฒนาให้สมุทรปราการเป็นเมืองมหานครอีกแห่งหนึ่ง
พร้อมกันนี้นายอภิสิทธิ์ยังให้ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยของพรรคพลังประชาชนเมื่อค่ำวันที่ 16 พ.ย. ที่โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่ได้ฟัง แต่พรรคจะไม่ตอบโต้โจมตีใคร ปัญหาของบ้านเมืองที่ต้องแก้ไขใหญ่กว่าที่จะมาโจมตีกันไปมา ดังนั้นพรรคการเมืองควรพูดเรื่องนโยบายมากกว่า และการเลือกตั้งเป็นเรื่องของประชาชนไม่ใช่นักการเมืองทะเลาะกันเองไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย
จึงเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะก็การเมืองทุกวันนี้หมดยุคแล้วที่จะมาสาดโคลนใส่กัน ควรที่จะเสนอนโยบายในการพัฒนาประเทศสู้ เพราะอย่างน้อยๆๆเวลาผ่านไปจะได้รู้ว่าใครโกหก จะได้รู้ว่าใครเอาเงินของเด็กไปจากชาวบ้านจนเกิดประชานิยม ดูอย่างการเลือกตั้งที่ประเทศสหรัฐเป็นตัวอย่าง
ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์อย่าได้เกลือกลั้วกับสิ่งปฏิกูล

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน 2550
Google