ฟังการวีดีโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วันที่ 28 มี.ค.มาที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คงไม่ต่างอะไรกับแผ่นเสียงตกร่องซ้ำแล้วซ้ำอีก
แต่ก็มีประเด็นที่เห็นด้วยอย่างยิ่งและควรจะเร่งทำทันทีก็คือการจัดสรรที่ทำกินเพื่อให้ประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ทุกครัวเรือน โดยบอกว่า"เรามีที่รกร้างว่างเปล่าเยอะหวงทำไม นำมาใช้เพื่อการผลิตดีกว่าทิ้งไว้ให้สุนัขขี้"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินแถวรัชดาฯหลังศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติที่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ปล่อยไว้ให้สุนัขขี้แล้วก็เห่าหอน ซึ่งเจ้าของไปเที่ยวจรจัดอยู่ต่างประเทศไม่กลับมาจัดการเสียที น่าจะนำมาจัดสรรให้เป็นประโยชน์เป็นอันดับแรก ไม่ควรที่จะปล่อยให้สุนัขขี้ใส่ หรือไม่ก็ตัดถนนไม่ต้องให้คนใช้ถนนที่ตัดเข้าสู่ถนนพระราม9 ไม่ต้องอ้อมที่ดินว่างเปล่าผืนนี้เสียทั้งเวลาและน้ำมัน
แค่เพียงเท่านี้ก็พอจะอนุมานได้แล้วมั้งว่าเจ้าของที่ดินว่างเปล่าผื้นนี้มีจิตใจเป็นอย่างไร
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552
"วิสาระดี"โด่งดังได้เพราะวลี"ไร้สมอง-ไม่มีสมอง"
ก่อนหน้านี้คนทั่วไปคงจะไม่รู้จักว่า "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" เป็นใครมาจากไหน นอกจากคนเชียงราย เพราะ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" คือ ส.ส.หญิงเชียงราย พรรคเพื่อไทย โดยลงสมัคร ส.ส.แทนพ่อ "วิสาร เตชะธีรวัฒน์" อดีต ส.ส.เชียงราย และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย สมัยที่ผ่านมา
แต่ศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2552 "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ แต่ด้วยกิริยาท่าทางการอภิปรายของ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" นุ่มนิ่มส่งผลให้ "สุพัชรี ธรรมเพชร" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ลึกขึ้นประท้วงเป็นการเอาเอกสารมาอ่าน "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็ไม่สนใจยังคงอภิปรายไม่ไว้วางใจ "กษิต ภิรมย์" ต่อทำให้ ส.ส.หญิงฝ่ายรัฐบาล อีกหลายคนได้ดาหน้าลุกขึ้นมากล่าวโจมตี "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" อย่างรุนแรง เกิดความวุ่นวายในที่ประชุม แม้น "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" จะถูกประท้วงอย่างไร ก็ไม่สนใจยังคงอภิปรายไม่ไว้วางใจ "กษิต ภิรมย์" ต่อไป
แต่จุดตายหรือจุดจบที่เป็นประเด็นของการพลาดหัวข่าววันต่อไป ก็คือเมื่อ "รังสิมา รอดรัศมี" ส.ส.หญิงสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของวลี"ท่านประธานไม่แข็ง ได้ลุกขึ้นกล่าวหา "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ว่า อภิปรายอ่านเอกสารทุกคำพูดถ้าริบเอกสารนั้นมา เขาก็จะพูดไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้พูดจากสมองเขาเอง ถ้าพูดจากใจจริงจะไม่ก้าวร้าวแบบนี้
ทำให้ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ไม่พอใจ ขอให้ "รังสิมา รอดรัศมี" ถอนคำพูดที่ว่า "ไม่มีสมอง" รวมทั้งส.ส.หญิงของพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นมาประท้วงขอให้ถอนคำพูด เพราะถือว่าเป็นการเสียดสีดูถูกผู้หญิงด้วยกัน แต่ "รังสิมา รอดรัศมี" ยังคงตอบโต้ว่าเป็นความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่การใส่ร้าย หาก "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" มั่นใจในตัวเองก็ต้องพูดโดยไม่อ่านเอกสาร และขอให้อภิปรายแบบนี้อีกรอบโดยไม่ต้องอ่าน ก็ยินดีจะถอน ส่งผลให้ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ได้ลุกขึ้นอภิปรายด้วยสีหน้าไม่ดีและขอยุติการอภิปรายในที่สุด จึงเป็นที่มาของการพลาดหัวข่าวใหญ่วันต่อมาว่า "เปิดศึกไร้สมอง"
หลังจากนั้นเป็นต้นมานาม "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็เป็นที่กล่าวขานในวงการเมืองและวงสนทนาทั่วๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวตามมาคือ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ได้ชอบพอดูใจกับ "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ลูกชายของ "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" อดี ตรมว.ต่างประเทศ และจะมีการแต่งงานกันปลายปีนี้ เพราะที่ผ่านมา "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" เป็นพี่เลี้ยงให้กับ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" มาตลอด และมีเสียงกระซิบกันว่าข้อมูลที่ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" อภิปราย "กษิต ภิรมย์" นั้นก็ได้มาจาก "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" เป็นคนป้อนให้
แต่ผลพวงจากการอภิปรายของ "วิสาระดี เตชะธีระวัฒน์ " ดังกล่าว ส่งผลให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ยื่นฟ้องให้ข้อหาหมิ่นประมาทตุลาการรัฐธรรมนูญ เพราะการอภิปรายมีการพาดพิงไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะต้องตั้งทนายแก้ต่างกันไป
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็ได้รับการจับตามองและมีความหมายมาตลอดโดยเฉพาะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็ได้ขึ้นไปบนเวทีปรากฏตัวด้วย หลังจากการโฟนอินของ "ทักษิณ ชินวัตร" วันที่ 26 มี.ค.ที่จะเปิดเผยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นใครในวันที่ 27 มี.ค.โดยได้พูดผ่าน "วิดีโอลิงก์"ระบุคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
แบบนี้แสดงให้เห็นว่า "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" โด่งดังด้วยวลี "ไร้สมอง-ไม่มีสมอง" ซึ่งมีค่าสำหรับ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" จริงๆๆ
แต่ศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2552 "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ แต่ด้วยกิริยาท่าทางการอภิปรายของ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" นุ่มนิ่มส่งผลให้ "สุพัชรี ธรรมเพชร" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ลึกขึ้นประท้วงเป็นการเอาเอกสารมาอ่าน "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็ไม่สนใจยังคงอภิปรายไม่ไว้วางใจ "กษิต ภิรมย์" ต่อทำให้ ส.ส.หญิงฝ่ายรัฐบาล อีกหลายคนได้ดาหน้าลุกขึ้นมากล่าวโจมตี "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" อย่างรุนแรง เกิดความวุ่นวายในที่ประชุม แม้น "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" จะถูกประท้วงอย่างไร ก็ไม่สนใจยังคงอภิปรายไม่ไว้วางใจ "กษิต ภิรมย์" ต่อไป
แต่จุดตายหรือจุดจบที่เป็นประเด็นของการพลาดหัวข่าววันต่อไป ก็คือเมื่อ "รังสิมา รอดรัศมี" ส.ส.หญิงสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของวลี"ท่านประธานไม่แข็ง ได้ลุกขึ้นกล่าวหา "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ว่า อภิปรายอ่านเอกสารทุกคำพูดถ้าริบเอกสารนั้นมา เขาก็จะพูดไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้พูดจากสมองเขาเอง ถ้าพูดจากใจจริงจะไม่ก้าวร้าวแบบนี้
ทำให้ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ไม่พอใจ ขอให้ "รังสิมา รอดรัศมี" ถอนคำพูดที่ว่า "ไม่มีสมอง" รวมทั้งส.ส.หญิงของพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นมาประท้วงขอให้ถอนคำพูด เพราะถือว่าเป็นการเสียดสีดูถูกผู้หญิงด้วยกัน แต่ "รังสิมา รอดรัศมี" ยังคงตอบโต้ว่าเป็นความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่การใส่ร้าย หาก "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" มั่นใจในตัวเองก็ต้องพูดโดยไม่อ่านเอกสาร และขอให้อภิปรายแบบนี้อีกรอบโดยไม่ต้องอ่าน ก็ยินดีจะถอน ส่งผลให้ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ได้ลุกขึ้นอภิปรายด้วยสีหน้าไม่ดีและขอยุติการอภิปรายในที่สุด จึงเป็นที่มาของการพลาดหัวข่าวใหญ่วันต่อมาว่า "เปิดศึกไร้สมอง"
หลังจากนั้นเป็นต้นมานาม "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็เป็นที่กล่าวขานในวงการเมืองและวงสนทนาทั่วๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวตามมาคือ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ได้ชอบพอดูใจกับ "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ลูกชายของ "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" อดี ตรมว.ต่างประเทศ และจะมีการแต่งงานกันปลายปีนี้ เพราะที่ผ่านมา "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" เป็นพี่เลี้ยงให้กับ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" มาตลอด และมีเสียงกระซิบกันว่าข้อมูลที่ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" อภิปราย "กษิต ภิรมย์" นั้นก็ได้มาจาก "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" เป็นคนป้อนให้
แต่ผลพวงจากการอภิปรายของ "วิสาระดี เตชะธีระวัฒน์ " ดังกล่าว ส่งผลให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ยื่นฟ้องให้ข้อหาหมิ่นประมาทตุลาการรัฐธรรมนูญ เพราะการอภิปรายมีการพาดพิงไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะต้องตั้งทนายแก้ต่างกันไป
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็ได้รับการจับตามองและมีความหมายมาตลอดโดยเฉพาะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" ก็ได้ขึ้นไปบนเวทีปรากฏตัวด้วย หลังจากการโฟนอินของ "ทักษิณ ชินวัตร" วันที่ 26 มี.ค.ที่จะเปิดเผยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นใครในวันที่ 27 มี.ค.โดยได้พูดผ่าน "วิดีโอลิงก์"ระบุคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
แบบนี้แสดงให้เห็นว่า "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" โด่งดังด้วยวลี "ไร้สมอง-ไม่มีสมอง" ซึ่งมีค่าสำหรับ "วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์" จริงๆๆ
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552
เชิญกินปู(Crab) ดูทะเลกรุงเทพกับเมนูปูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

· ชมและชิมเมนูปูสุดพิเศษโดยเชฟระดับโรงแรม 5 ดาว อาทิ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โรงแรมรามาดาพลาซา พร้อมอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูปูและอาหารทะเลทั้งไทยและต่างประเทศ พบเมนูปูอลาสก้า สุดยอดอาหารทะเลที่ทุกคนรอคอย
· ชม Museum of Crab in the World ฟอสซิลปูแปลกหายาก อายุกว่า 5,000 ปี และฟอสซิลเปลือกหอยหาชมยาก
· ตระการตากับการประกวด นางงามนานาชาติ ‘’Miss CentralPlaza The World of Crab 2009’’
· อลังการกับ Landmark จาก 5 ประเทศ
· ตื่นตากับ หุ่นยนต์ปู อัฉจริยะ
· ช็อปและชิมเมนูซีฟู้ด จากถนนชายทะเลบางขุนเทียน และร้านอาหารทะเลเลื่องชื่อกว่า 200 ร้าน
· ช้อปจากร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ ครบ 1,000 บาท รับทันที คูปองแทนเงินสด 100 บาท สำหรับซื้ออาหารภายในงาน (จำนวนจำกัด 100 ใบ/วัน)
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ร่วมกับ สำนักงานเขตบางขุนเทียน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โรงแรมรามาดาพลาซา โออิชิ กรุ๊ป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร โกลด์ สวิส ผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ และพันธมิตร จัดกิจกรรมอาหารเมนูปูยิ่งใหญ่ “The World of Crab Festival 2009 : กินปู ดูทะเลกรุงเทพ” ยกทัพอาหารเมนูปูที่ปรุงโดยเชฟจากโรงแรม 5 ดาว พร้อมชมซากฟอสซิลปูที่หายาก มีอายุกว่า 5,000 ปี และฟอสซิลเปลือกหอยที่หาชมยากจากทั่วโลก หุ่นยนต์ปูอัจฉริยะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และครอบครัวหุ่นยนต์ปูที่ประดิษฐ์โดยหนูน้อยนักประดิษฐ์ จากสถาบันโรบอตฟอร์คิดส์ ที่นำมารวบรวมและจัดแสดงในงานนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมสาระและบันเทิงต่างๆอีกมากมาย
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดงาน The World of Crab Festival 2009 : กินปู ดูทะเลกรุงเทพ ในครั้งนี้ว่า ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว ซึ่งยังคงได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน โดยกิจกรรมกินปู ดูทะเลกรุงเทพนี้ จัดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจในปฏิทินท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกด้วย ภายในงานนอกจากจะมีโชว์ไฮไลท์พิเศษเกี่ยวกับเมนูปูแล้ว ยังได้คัดสรร กิจกรรมที่น่าสนใจ ไว้อีกมากมาย เรียกได้ว่าใครที่มาชมงานนี้ต้องเต็มอิ่มอย่างแน่นอน
สำหรับความพิเศษและความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการเนรมิตพื้นที่สวนพักผ่อนเซ็นทรัลพาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ให้กลายเป็นถนนชายทะเลบางขุนเทียน ที่รวมเอาสุดยอดร้านอาหาร รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ มากมายกว่า 200 ร้านค้า มาให้ได้เลือกซื้อในราคาพิเศษ เหมือนซื้อจากชาวประมงโดยตรง พร้อมด้วยการโชว์ไฮไลท์สุดพิเศษของงาน คือ เมนู Alaska King Crab Pine สาคูไส้ปู จาก โรงแรมรามาดาพลาซา ทั้งนี้ทางโรงแรมรามาการ์เด้นส์ยังรังสรรเมนูปู เพื่องานนี้โดยเฉพาะ อาทิ สะดุ้งปูม้า ฉู่ฉี่ปูทะเล หลนปูทะเล พร้อมตบท้ายด้วยของหวานแสนเลิศรส ที่ชิมได้ในงานนี้เพียงงานเดียว คือ ไอศกรีมกลิ่นปู และไอศกรีมกลิ่นต้มยำปู จาก Dream Cone
นอกจากเมนูไฮไลท์แล้ว ยังพบกับซากฟอสซิลปูหายาก ที่มีอายุกว่า 5,000 ปี และฟอสซิลเปลือกหอยที่หายาก หุ่นยนต์ปูอัจฉริยะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ครอบครัวหุ่นยนต์ปูที่ประดิษฐ์โดยหนูน้อยนักประดิษฐ์ จากสถาบันโรบอตฟอร์คิดส์ เครื่องประดับสุดเก๋ที่ดัดแปลงมาจากเปลือกหอย และพบกับครั้งแรกของปรเทศไทย ในการประกวดนางงามนานาชาติ Miss CentralPlaza The World of Crab 2009 พร้อมชม Landmark สุดตระการตาจาก 5 ประเทศ ของแต่ละทวีป
ทั้งนี้ภายในงานยังได้ยกขบวนร้านขายอาหารทะเลสด และร้านค้าต้นตำรับอาหารทะเลเลื่องชื่อ อาทิ ร้านครัวแสวง ร้านครัวลุงแถม ฯลฯ มาออกร้านขายอาหารซีฟู้ดแสนอร่อยในราคาสุดพิเศษ พร้อมพบการออกร้านจำหน่ายอาหารหลากหลายเมนูของเหล่าศิลปินดารามากมาย
และเมื่อช้อปครบ 1,000 บาท รับทันที คูปองแทนเงินสด มูลค่า 100 บาท สำหรับซื้อปูจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ภายในงาน ( 100 ใบ / วัน ) และพลาดไม่ได้กับการแสดงสุดสนุกจากเหล่าศิลปินดารา ทั้งจากไทยและต่างชาติ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ อีกเพียบ
ร่วมคืนความอุดมสมบูรณ์ สู่ป่าชายเลนจากกิจกรรม Workshop เพ้นท์ถุงผ้า โดยรายได้ทั้งหมด (ไม่หักค่าใช้จ่าย ) นำไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปู เพื่อปล่อยคืนสู่ป่าชายเลน บางขุนเทียน
ร่วม ช็อป ชิม และ ชมกิจกรรมอาหารเมนูปูยิ่งใหญ่ The World of Crab Festival 2009 : กินปู ดูทะเลกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 1 – 5 เมษยน 2552 ณ สวนพักผ่อนเซ็นทรัลพาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2
· ชม Museum of Crab in the World ฟอสซิลปูแปลกหายาก อายุกว่า 5,000 ปี และฟอสซิลเปลือกหอยหาชมยาก
· ตระการตากับการประกวด นางงามนานาชาติ ‘’Miss CentralPlaza The World of Crab 2009’’
· อลังการกับ Landmark จาก 5 ประเทศ
· ตื่นตากับ หุ่นยนต์ปู อัฉจริยะ
· ช็อปและชิมเมนูซีฟู้ด จากถนนชายทะเลบางขุนเทียน และร้านอาหารทะเลเลื่องชื่อกว่า 200 ร้าน
· ช้อปจากร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ ครบ 1,000 บาท รับทันที คูปองแทนเงินสด 100 บาท สำหรับซื้ออาหารภายในงาน (จำนวนจำกัด 100 ใบ/วัน)
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ร่วมกับ สำนักงานเขตบางขุนเทียน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โรงแรมรามาดาพลาซา โออิชิ กรุ๊ป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร โกลด์ สวิส ผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ และพันธมิตร จัดกิจกรรมอาหารเมนูปูยิ่งใหญ่ “The World of Crab Festival 2009 : กินปู ดูทะเลกรุงเทพ” ยกทัพอาหารเมนูปูที่ปรุงโดยเชฟจากโรงแรม 5 ดาว พร้อมชมซากฟอสซิลปูที่หายาก มีอายุกว่า 5,000 ปี และฟอสซิลเปลือกหอยที่หาชมยากจากทั่วโลก หุ่นยนต์ปูอัจฉริยะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และครอบครัวหุ่นยนต์ปูที่ประดิษฐ์โดยหนูน้อยนักประดิษฐ์ จากสถาบันโรบอตฟอร์คิดส์ ที่นำมารวบรวมและจัดแสดงในงานนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมสาระและบันเทิงต่างๆอีกมากมาย
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดงาน The World of Crab Festival 2009 : กินปู ดูทะเลกรุงเทพ ในครั้งนี้ว่า ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว ซึ่งยังคงได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน โดยกิจกรรมกินปู ดูทะเลกรุงเทพนี้ จัดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจในปฏิทินท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกด้วย ภายในงานนอกจากจะมีโชว์ไฮไลท์พิเศษเกี่ยวกับเมนูปูแล้ว ยังได้คัดสรร กิจกรรมที่น่าสนใจ ไว้อีกมากมาย เรียกได้ว่าใครที่มาชมงานนี้ต้องเต็มอิ่มอย่างแน่นอน
สำหรับความพิเศษและความยิ่งใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการเนรมิตพื้นที่สวนพักผ่อนเซ็นทรัลพาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ให้กลายเป็นถนนชายทะเลบางขุนเทียน ที่รวมเอาสุดยอดร้านอาหาร รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ มากมายกว่า 200 ร้านค้า มาให้ได้เลือกซื้อในราคาพิเศษ เหมือนซื้อจากชาวประมงโดยตรง พร้อมด้วยการโชว์ไฮไลท์สุดพิเศษของงาน คือ เมนู Alaska King Crab Pine สาคูไส้ปู จาก โรงแรมรามาดาพลาซา ทั้งนี้ทางโรงแรมรามาการ์เด้นส์ยังรังสรรเมนูปู เพื่องานนี้โดยเฉพาะ อาทิ สะดุ้งปูม้า ฉู่ฉี่ปูทะเล หลนปูทะเล พร้อมตบท้ายด้วยของหวานแสนเลิศรส ที่ชิมได้ในงานนี้เพียงงานเดียว คือ ไอศกรีมกลิ่นปู และไอศกรีมกลิ่นต้มยำปู จาก Dream Cone
นอกจากเมนูไฮไลท์แล้ว ยังพบกับซากฟอสซิลปูหายาก ที่มีอายุกว่า 5,000 ปี และฟอสซิลเปลือกหอยที่หายาก หุ่นยนต์ปูอัจฉริยะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ครอบครัวหุ่นยนต์ปูที่ประดิษฐ์โดยหนูน้อยนักประดิษฐ์ จากสถาบันโรบอตฟอร์คิดส์ เครื่องประดับสุดเก๋ที่ดัดแปลงมาจากเปลือกหอย และพบกับครั้งแรกของปรเทศไทย ในการประกวดนางงามนานาชาติ Miss CentralPlaza The World of Crab 2009 พร้อมชม Landmark สุดตระการตาจาก 5 ประเทศ ของแต่ละทวีป
ทั้งนี้ภายในงานยังได้ยกขบวนร้านขายอาหารทะเลสด และร้านค้าต้นตำรับอาหารทะเลเลื่องชื่อ อาทิ ร้านครัวแสวง ร้านครัวลุงแถม ฯลฯ มาออกร้านขายอาหารซีฟู้ดแสนอร่อยในราคาสุดพิเศษ พร้อมพบการออกร้านจำหน่ายอาหารหลากหลายเมนูของเหล่าศิลปินดารามากมาย
และเมื่อช้อปครบ 1,000 บาท รับทันที คูปองแทนเงินสด มูลค่า 100 บาท สำหรับซื้อปูจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ภายในงาน ( 100 ใบ / วัน ) และพลาดไม่ได้กับการแสดงสุดสนุกจากเหล่าศิลปินดารา ทั้งจากไทยและต่างชาติ พร้อมกิจกรรมบันเทิงต่างๆ อีกเพียบ
ร่วมคืนความอุดมสมบูรณ์ สู่ป่าชายเลนจากกิจกรรม Workshop เพ้นท์ถุงผ้า โดยรายได้ทั้งหมด (ไม่หักค่าใช้จ่าย ) นำไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ปู เพื่อปล่อยคืนสู่ป่าชายเลน บางขุนเทียน
ร่วม ช็อป ชิม และ ชมกิจกรรมอาหารเมนูปูยิ่งใหญ่ The World of Crab Festival 2009 : กินปู ดูทะเลกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 1 – 5 เมษยน 2552 ณ สวนพักผ่อนเซ็นทรัลพาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2
Songkran at Jim Thompson Farm
Nakhon Ratchasima – Jim Thompson Farm keeps up activities for pleasure of the whole family by inviting Thais to celebrate the long holiday of Thai New Year in traditional Isan style with ‘Songkran Baan Hao Heet Kao Duen Ha’ festival at Jim Thompson Farm in Pak Thong Chai, Nakhon Ratchasima. The festival promises smiles of happiness to be brought by local traditions of the northeastern region, plus a chance to learn local wisdom of Thai people in environmentally-conscious agriculture. This festive activity takes place on April 12-15, 2009 between 9 am and 5 pm.Ajarn Phahonchai Premjai, the landscape architect who designed Jim Thompson Farm, reveals that ‘Songkran Baan Hao Heet Kao Duen Ha’ is now in its second year and visitors will have an opportunity to relish the summer beauty of nature in addition to an experience of Isan art and culture. Now that the farm has recently expanded its plantation area, the site is more scenic than ever with the green field of rice paddy, the 30-rai hemp field in golden color, and an impressive array of vivid flowers blossoming and waiting to welcome everyone. At Jim Thompson Farm, eco-friendliness is a top priority, which explains why natural and bio-degradable materials are the preferred choice as seen in containers like banana-leaf and areca-palm cups used, and not to mention the well-planned utilization of resources for the entire festival period. This is combination of the old-day Thai lifestyle that goes in perfect harmony with nature.
Khun Jariya Meechuen, Farm Manager of the Thai Silk Company Limited, suggests that visitors to the farm during Songkran festival this year can expect to broaden their knowledge about farming concepts that are closely related to the lifestyle of Thai people, including organic vegetables, germinated brown rice (GABA rice), and flowerpots made of paper or farm weeds.
The northeastern-styled Songkran festival at Jim Thompson this year welcomes its visitors with two zones of attractions:
Zone 1 – Life and Nature
Visitors can enjoy the scenic beauty of nature and broaden their knowledge through demonstrations and experiential activities on local wisdom linked to the natural approach to healthcare and environmental conservation, such as making and tasting of mulberry tea, GABA rice, and chlorophyll drink from rice seedlings, etc. The visitors are also encouraged to take part in a range of activities that help curb global warming, including fabric dying with use of organic dyes and making of eco-friendly flowerpots. Make sure you spare time to shop for natural products and fresh farm produce at this zone.
Zone 2 – Isan Cultural Village
Within the expansive 20-rai area of this zone, visitors can feel the rich culture of Isan lifestyle through the showcase of Isan traditions, performances, and recreational activities that embody the truly unique quality of Isan people. The zone is divided into five sections:
1) Sanook Silpa – water-festival fun
Welcomed with a ‘klong yao’ drum performance, visitors get a chance to learn Isan art and culture, history of Songkran celebrations in the Northeast, and old sayings of Isan people shown through paintings by local artisans, whose skills were passed on to them from generation to generation. This road of culture will be full of fun with water throwing in traditional Isan way and made lively by booths decorated with colorful flowers that line both sides of the road.
2) Boon Raksa – Buddha image clensing
Upholding the belief of merit making by cleansing Buddha image, the Isan way of doing so is by pouring water on a ‘naga’ –shaped spout that guides the water down to Buddha pavilion and not directly on Buddha image. Visitors are invited to join ‘bai sri su kwan’ blessing ceremony for good fortune, which is made even more auspicious with chanting and blessing for the visitors by Buddhist monks. As for visiting families that include the elderly, the ‘rod nam dam hua’ ceremonial bathing of them are facilitated here. Don’t forget to build a very own sand castle of yours and take visual and spiritual pleasure in the 50-meter-long painting that depicts all 13 parts of the Vessantara Jataka.
3) Sabai Sot – shows venue
Keep yourself entertained by Isan-styled shows throughout the day. National Isan Artist (2002) Namphueng Muang Surin Troupe will deliver ‘kantruem’ performance in turn with ‘pong lang’ folk music shows by local performers. This house also hosts exhibitions on the history of Jim Thompson, the bond between silk and Thai lifestyle, the lifecycle of silkworms, silk reeling, and silk weaving, etc.
4) Isan Khan Khaeng – livelihood showcase
This part of the village exhibits the hardworking nature of Isan people through demonstration of how they make their living, ranging from basketwork, pot making, mat making, rice husking, to production of household utensils from coconut shells. Kids can enjoy old-day recreation activities and toys of Isan people at the primitive toy park that boasts an impressive collection of toys that are not widely seen anymore today. Adult visitors may opt for a relaxing countryside spa treat or shop for Jim Thompson products, souvenirs, and a wide array of local items.
5) Khuang Muan Suen Hoe Saew – where fun continues
Keep fun going with activities like ‘Girls & Water’, rowing, shooting game, dart, and ‘ramwong’ retro dance, or indulge yourself in a wide selection of delicacies from all parts of Isan region, plus ‘khao chae’ rice in iced water, the signature fare of Thais for Songkran festival.
As an expert in Isan culture, Khun Thongchai Phopaiboon, who is Manager of Farm 2 and the Thai Silk Company’s Mulberry Farm and Egg Production Center, adds: “Jim Thompson is committed to the conservation and promotion of Isan cultural heritage since Jim Thompson silk has its roots in this region. We want to share to tourists the true sense of Isan people and their lifestyles, and how lovely the people and their culture are. This year, we are showcasing unique traditions of Isan, such as how Isan people make merits, how they earn their livelihood, as well as their summer recreations. All the activities reflect Isan way of thinking that is closely related to Buddhism and exhibit the generosity, hardworking quality, and merry nature of Isan people.”
“Besides an experience of the simple livelihood and charming culture of Isan people,” Khun Thongchai continues, “visitors to Jim Thompson Farm during the ‘Songkran Baan Hao Heet Kao Duen Ha’ festival this year will have a glimpse of how close the ties are between Jim Thompson Farm and local communities in Pak Thong Chai district and Isan region. It is our commitment to promote career development, create jobs, and generate income to the local communities.”
Share the happiness and paint smiles on the face of your family members and local farmers during Songkran holiday at Jim Thompson Farm in Tambon Takob, Amphoe Pak Thong Chai, Nakhon Ratchasima Province between April 12 and 15, 2009. The farm is open to visitors from 9:00 am until 5:00 pm. Admission is Bt50 for adults and Bt30 for kids. For more information, please call 0-2762-2566, 085-660-7336, email farmtour@jimthompson.com, or visit www.jimthompsonfarm.com.
สงกรานต์นี้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอีสานที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

จิม ทอมป์สัน ฟาร์มสานต่อกิจกรรมแห่งความสุขของครอบครัว พร้อมชวนไทยเที่ยวไทยในช่วงวันหยุดยาวฉลองเทศกาลปีใหม่ตามแบบฉบับไทยอีสานโบราณ ในงาน “สงกรานต์บ้านเฮา ฮีตเก่าเดือนห้า” ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม อ.ปักธงชัย จ. นครราชสีมา โปรยความสุขพร้อมรอยยิ้มอย่างชุ่มฉ่ำ กับประเพณีสงกรานต์อีสานพื้นเมือง พร้อมเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยในการเกษตรแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน 2552 เวลา 9.00 – 17.00 น.
อ.พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกผู้ออกแบบภูมิทัศน์ ณ จิม ทอมป์สันฟาร์ม เปิดเผยว่า งานเทศกาล สงกรานต์ บ้านเฮา ฮีตเก่าเดือนห้า ซึ่งเราจัดขึ้นเป็นปีที่สองนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอีสานพื้นบ้านแล้ว ยังจะได้สัมผัสกับธรรมชาติสวยงามในฤดูร้อนที่ขยายพื้นที่ทั้งนาข้าวเขียวขจี ทุ่งปอเทืองสีเหลืองอร่ามกว่า 30 ไร่ และดอกไม้สีสดนานาพันธุ์ที่พร้อมจะผลิบานต้อนรับทุกคน และอีกหนึ่งสิ่งที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์มให้ความสำคัญ คือการใช้วัสดุจากธรรมชาติเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระทงใบตอง กระทงกาบหมาก โดยภาชนะทั้งหมด สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ พร้อมวางแผนการจัดการทรัพยากรตลอดงาน เป็นการผสานวิถีชีวิตคนไทยโบราณที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
อ.พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกผู้ออกแบบภูมิทัศน์ ณ จิม ทอมป์สันฟาร์ม เปิดเผยว่า งานเทศกาล สงกรานต์ บ้านเฮา ฮีตเก่าเดือนห้า ซึ่งเราจัดขึ้นเป็นปีที่สองนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอีสานพื้นบ้านแล้ว ยังจะได้สัมผัสกับธรรมชาติสวยงามในฤดูร้อนที่ขยายพื้นที่ทั้งนาข้าวเขียวขจี ทุ่งปอเทืองสีเหลืองอร่ามกว่า 30 ไร่ และดอกไม้สีสดนานาพันธุ์ที่พร้อมจะผลิบานต้อนรับทุกคน และอีกหนึ่งสิ่งที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์มให้ความสำคัญ คือการใช้วัสดุจากธรรมชาติเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระทงใบตอง กระทงกาบหมาก โดยภาชนะทั้งหมด สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ พร้อมวางแผนการจัดการทรัพยากรตลอดงาน เป็นการผสานวิถีชีวิตคนไทยโบราณที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
.jpg)
คุณจริยา มีชื่น ผู้จัดการฟาร์ม และ ผู้ดูแลกิจกรรมทางการเกษตร บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด กล่าวว่า ในงานสงกรานต์ปีนี้ นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมเรียนรู้แนวความคิดของเกษตรธรรมชาติที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างใกล้ชิด เช่น ผักปลอดสารพิษ ข้าวกล้องงอก กระถางต้นไม้ที่ทำจากกระดาษและวัชพืชทางการเกษตร
งานสงกรานต์อีสาน ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ปีนี้ ได้จัดแบ่งพื้นที่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
.jpg)
จุดท่องเที่ยวที่ 1 ชีวิตกับธรรมชาติ
เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ด้วยกิจกรรมความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น สาธิตการทำชาใบหม่อน และชิมชาใบหม่อน การทำข้าวกล้องงอก (Gaba Rice) การทำน้ำคลอโรฟิลด์จากต้นกล้าข้าว นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมต่างๆ เช่น เรียนรู้วิธีการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติด้วยตนเอง การทำกระถางต้นไม้ลดโลกร้อน และปิดท้ายความสนุกสนานในจุดท่องเที่ยวนี้ด้วยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรสดๆจากฟาร์ม
จุดท่องเที่ยวที่ 2 หมู่บ้านวัฒนธรรมอีสาน
ภายใต้พื้นที่ 20 ไร่ นักท่องเที่ยวทุกท่านจะได้อิ่มเอมกับรูปแบบวิถีชีวิตชาวอีสานพื้นบ้าน สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี การแสดง และการละเล่น ที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาวอีสานอย่างแท้จริง โดยได้แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้
1. สนุกศิลป์ - ริมทางฮดน้ำ
ร่วมต้อนรับทุกท่านด้วยการแสดงกลองยาว รับความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอีสาน ตำนานสงกรานต์อีสาน และคติสอนใจของคนอีสานโบราณ ด้วยภาพวาดโดยช่างฝีมือท้องถิ่นที่สั่งสมประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ร่วมสนุกสนานเล่นน้ำสงกรานต์ตามประเพณีอีสานดั้งเดิมตลอดถนนสายวัฒนธรรมนี้ และชมความสวยงามจากซุ้มที่ประดับประดาด้วยดอกไม้และธงทิวเรียงรายตลอดทาง
2. บุญรักษา - เดิ่นสรงน้ำพระ ตบปะทาย
อิ่มบุญกับการสรงน้ำพระแบบชาวอีสานดั้งเดิมด้วยการสรงน้ำผ่านฮงฮดน้ำรูปพญานาค ซึ่งจะเป็นทางน้ำไหลลงหอพระ โดยไม่สรงน้ำที่องค์พระพุทธรูปโดยตรง ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ และเพิ่มความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์และให้ศีลให้พรผู้มาเที่ยวงานทุกท่าน สำหรับครอบครัวที่มีผู้ใหญ่มาด้วย สามารถรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ได้ในบริเวณนี้ จากนั้นร่วมตบปะทาย (ก่อกองทราย) และอิ่มใจกับภาพวาดเรื่องพระเวสสันดรทั้งสิ้น 13 กัณฑ์ ขนาดความยาว 50 ม.
3. สบายโสต - คุ้มแสดง
สัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานในแบบอีสานบ้านเฮาด้วยการแสดงกันตรึม โดยคณะน้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ศิลปินอีสานแห่งชาติ ปี 2545 สลับด้วยการแสดงโปงลางโดยศิลปินพื้นบ้านตลอดวัน นอกจากนี้ ยังได้จัดแสดงนิทรรศการความเป็นมาของจิม ทอมป์สัน ความผูกพันของผ้าไหมกับวิถีชีวิตคนไทย ชมนิทรรศการวงจรชีวิตหนอนไหม การสาวไหม การทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย ฯลฯ
4.อีสานขันแข็ง - คุ้มเฮ็ดงาน
สะท้อนวิถีชีวิตของชาวอีสานที่สู้งานและมีความขยันขันแข็ง ด้วยการจัดสาธิตการทำงานและการประกอบอาชีพของคนอีสาน เช่น การจักสาน การตีหม้อ การทอเสื่อ การสีข้าว การทำภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือนจากกะลามะพร้าว สำหรับเด็กๆจะได้สนุกสนานกับการละเล่นและของเล่นแบบอีสานพื้นบ้านโบราณ ณ อุทยานของเล่นโบราณ ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน ส่วนผู้ใหญ่สามารถผ่อนคลายด้วยบริการนวดแผนไทย พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของฝากจากจิม ทอมป์สัน และผลิตภัณฑ์พื้นบ้านต่างๆมากมาย
5.ข่วงม่วนซื่นโฮแซว
สนุกสนานกันอย่างต่อเนื่องกับกิจกรรมความบันเทิงมากมาย เช่น สาวน้อยตกน้ำ ยิงปืน ปาเป้า ครื้นเครงไปกับรำวงย้อนยุค และพักอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูอาหารอีสานรสชาติเด็ดจากทั่วทุกแคว้นแดนอีสาน ตบท้ายความอิ่มอร่อยด้วย ข้าวแช่ อาหารประจำเทศกาลสงกรานต์ของคนไทย
คุณธงชัย โพธิ์ไพบูลย์ ผู้จัดการฟาร์ม และส่งเสริมหม่อนไหม บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัฒนธรรมอีสาน ได้กล่าวเสริมอีกว่า “จิม ทอมป์สัน มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมอีสาน เพราะผ้าไหมของจิม ทอมป์สันก็ถือได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากภูมิภาคนี้ จึงต้องการให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของนิสัยและวิถีชีวิตของชาวอีสานอย่างแท้จริง ซึ่งในปีนี้ ได้รวบรวมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน เช่น การทำบุญ การประกอบอาชีพ และสันทนาการยามหน้าร้อนต่างๆ โดยทุกๆกิจกรรมจะบ่งบอกถึงแนวความคิดของคนอีสานที่ผูกพันกับพุทธศาสนา อุปนิสัยโอบอ้อมอารี ขยันขันแข็งและรักความสนุกสนานของชาวอีสานอีกด้วย”
คุณธงชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับกิจกรรม สงกรานต์บ้านเฮา ณ จิมทอมป์สัน ฟาร์มปีนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มาเยือนจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายของชาวอีสานพื้นเมืองแล้ว ยังจะได้สัมผัสถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิม ทอมป์สันฟาร์ม กับชุมชนท้องถิ่นในอำเภอปักธงชัยและภาคอีสาน อันเป็นพันธกิจหลักของเราในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อการกระจายรายได้ และการสร้างงานให้กับชุมชนในท้องถิ่นอีกด้วย”
ร่วมแบ่งปันความสุขที่จะสร้างรอยยิ้มทั้งผู้ให้และผู้รับในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 12-15 เมษายน 2552 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 17.00 น. บัตรเข้างาน สำหรับผู้ใหญ่ราคา 50 บาท เด็กราคา 30 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 762 2566, 085 660 7336 อีเมล์ farmtour@jimthompson.com หรือ www.jimthompsonfarm.com
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552
เรื่องของหมาจนตรอก
หมาจนตรอกมีสภาพเป็นหมาที่ไม่มีทางสู้ไม่ต่างอะไรกับหมาจรจัดหรือหมาข้างถนน มีความระแวงไม่ต่างๆนานาและกัดไม่เลือกหน้า และไม่เลือกที่ต่ำที่สูงเพราะไม่มีทางเลือกอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาตัวที่มีวิทยายุทธสูงเพราะฝึกจาก "สำนักรัตนบุตร" เวลามันจะกัดมันก็ไม่กัดซึ้งหน้า จะใช้วิธีลอบกัดหรือไม่ก็ใช้วิธีหมาหมู่ เพราะมันใช้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่และเห็นว่าสิ่งที่ตัวคิดนั้นถูกต้อง ทั้งๆที่เป็นมิจฉาทิษฐิ
เวลามันจะเห่าหอนมันก็จะไม่เห่าหอนตรงๆ ก็จะใช้วิทยายุทธที่มีเห่าหอนผ่านทางโทรศัพทย์มือถือหรือที่เรียกกันว่า "โฟนอิน" ล่าสุดก็ใช้ "วีดีโอลิงก์" เพราะจะทำให้พวก "ชาดภูษา" สามารถเห็นหน้าตาได้ แต่จะไม่รู้ว่าขณะนั้นหมาจิ้งจอกตัวนั้นหลบมุบอยู่ตรงไหน
หลังจากที่มันเห่าหอนผ่าน "โฟนอิน" หรือ "วีดีโอลิงก์" แล้วพวก "สุนัขรับใช้" ที่หวังเพียงเศษเนื้อติดกระดูกเปลื้อนมลทินที่มันโยนให้ ไม่ต้องคิดกันแล้วว่าอุดมการณ์มันอยู่ตรงไหนขอให้ท้องอิ่ม ได้เสพกามไว้ก่อนเป็นพอ ก็จะทำหน้าที่โปรโมทเสียงและภาพเห่าหอนของมันด้วยวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่ไม่วาจะเป็นพอ ผ่านทางกระดาษที่ใช้สีชาด โทรภาพ หรือแม้นแต่เว็บไซต์
ไม่ใช่เพียงเท่านั้นเพราะมันยังไม่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม จึงต้องมีการจ่ายเงินเพื่อโฆษณาผ่าน กูเกิ้ล จะเห็นได้ว่าหลังจากวันที่มันเห่าหอนที่ อุตรทิศ แล้ว วันถัดมาก็มีจะมีการโฆษณาผ่านกูเกิ้ลเชิญชวนให้คนที่เห็นโฆษณาคลิกเข้าไปชม
โฆษณานี้จะปรากฏทุกเว็บไซต์ที่นำโคตโฆษณาของกูเกิ้ลมาแปะ จะเห็นได้ว่าวันนั้นไม่ว่าจะคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลหน้าไหนของเว็บไซต์นั้นก็จะปรากฏโฆษณาชวนเชื่อนี้ทุกหน้าไป
แสดงให้เห็นว่าหมาจนตรอกตัวนี้มันลอบกัดทุกกระบวนท่าและทุกวิธี ถ้าไม่ระวังตัวอาจจะถูกหมาตัวนี้ลอบกัดเอาง่ายๆ แต่ก็คงไม่ต้องทำอะไรปล่อยให้มันตายไปตามเวรตามกรรม อย่าได้ไปสนใจอะไรมันมาก เพราะหากสนใจมากมันยิ่งได้ใจ พาพวกหมาหมู่มาลอบกัดเรา ปล่อยให้มันเห่าหอนจนหมดเศษเนื้อติดกระดูกแล้วมันก็จะหมดแรงตายไปเอง
เพียงแต่เรารู้ทันมันและสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เราและพวกพ้องเราหลงในเวทมนต์มันเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะเวรกรรมมันมีจริงเห็นกันในชาตินี้ เพราะกรรมติดจรวดด้วยคอยดูกันไป
เวลามันจะเห่าหอนมันก็จะไม่เห่าหอนตรงๆ ก็จะใช้วิทยายุทธที่มีเห่าหอนผ่านทางโทรศัพทย์มือถือหรือที่เรียกกันว่า "โฟนอิน" ล่าสุดก็ใช้ "วีดีโอลิงก์" เพราะจะทำให้พวก "ชาดภูษา" สามารถเห็นหน้าตาได้ แต่จะไม่รู้ว่าขณะนั้นหมาจิ้งจอกตัวนั้นหลบมุบอยู่ตรงไหน
หลังจากที่มันเห่าหอนผ่าน "โฟนอิน" หรือ "วีดีโอลิงก์" แล้วพวก "สุนัขรับใช้" ที่หวังเพียงเศษเนื้อติดกระดูกเปลื้อนมลทินที่มันโยนให้ ไม่ต้องคิดกันแล้วว่าอุดมการณ์มันอยู่ตรงไหนขอให้ท้องอิ่ม ได้เสพกามไว้ก่อนเป็นพอ ก็จะทำหน้าที่โปรโมทเสียงและภาพเห่าหอนของมันด้วยวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่ไม่วาจะเป็นพอ ผ่านทางกระดาษที่ใช้สีชาด โทรภาพ หรือแม้นแต่เว็บไซต์
ไม่ใช่เพียงเท่านั้นเพราะมันยังไม่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม จึงต้องมีการจ่ายเงินเพื่อโฆษณาผ่าน กูเกิ้ล จะเห็นได้ว่าหลังจากวันที่มันเห่าหอนที่ อุตรทิศ แล้ว วันถัดมาก็มีจะมีการโฆษณาผ่านกูเกิ้ลเชิญชวนให้คนที่เห็นโฆษณาคลิกเข้าไปชม
โฆษณานี้จะปรากฏทุกเว็บไซต์ที่นำโคตโฆษณาของกูเกิ้ลมาแปะ จะเห็นได้ว่าวันนั้นไม่ว่าจะคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลหน้าไหนของเว็บไซต์นั้นก็จะปรากฏโฆษณาชวนเชื่อนี้ทุกหน้าไป
แสดงให้เห็นว่าหมาจนตรอกตัวนี้มันลอบกัดทุกกระบวนท่าและทุกวิธี ถ้าไม่ระวังตัวอาจจะถูกหมาตัวนี้ลอบกัดเอาง่ายๆ แต่ก็คงไม่ต้องทำอะไรปล่อยให้มันตายไปตามเวรตามกรรม อย่าได้ไปสนใจอะไรมันมาก เพราะหากสนใจมากมันยิ่งได้ใจ พาพวกหมาหมู่มาลอบกัดเรา ปล่อยให้มันเห่าหอนจนหมดเศษเนื้อติดกระดูกแล้วมันก็จะหมดแรงตายไปเอง
เพียงแต่เรารู้ทันมันและสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เราและพวกพ้องเราหลงในเวทมนต์มันเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะเวรกรรมมันมีจริงเห็นกันในชาตินี้ เพราะกรรมติดจรวดด้วยคอยดูกันไป
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552
10อันดับของสังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด
รายการ 'จุดเปลี่ยน' เมื่อวันเสาร์ที่ 14 และ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา (ช่อง 9 เวลา 13.00 น.) ออกอากาศเรื่อง '10 อันดับของสังฆทาน ที่ทำแล้วพระท่านจะได้ประโยชน์มากที่สุด' อันเนื่องมาจากมีการสำรวจของในถังสังฆทานสำเร็จรูป (ถังเหลือง) ที่เห็นวางขายกันอยู่ทั่วไป พบว่า กว่า 50 % เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานจริงไม่ได้
เช่น ผ้าจีวรสั้นและบางจนแทบจะเป็นผ้าซีทรู ใบชาเหม็นผงซักฟอกที่วางมาข้างๆ (กลายเป็นใบชารสโอโม่) กระดาษชำระหยาบและมีกลิ่นเหม็น แปรงสีฟันแข็งจนพระค่อนประเทศเป็นโรคเหงือกอักเสบ, สบู่ แชมพู ที่ถวายมีกลิ่นหอมแรง และผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ทำให้พระผิดศีลต้องปลงอาบัติกันทุกวัน (มีศีลข้อหนึ่งห้ามการประทินผิวและใช้เครื่องหอม ไม่แน่ใจว่าศีลข้อที่ 6,7 หรือ 8 นี่แหละค่ะ) เครื่องชงดื่มมักหมดอายุ ถ่านไฟฉายหมดอายุ แบตเยิ้ม ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวภาชนะที่ใส่ คือถัง ก็ยังทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ ใส่อะไรได้แป๊บเดียวก็ฉีก แตก พัง เป็นต้นค่ะ
รายการจุดเปลี่ยนจึงได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม 10 อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้
1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ อันดับ 1 จึงตกเป็นของ 'เครื่องเขียน' ไปอย่างพลิกความคาดหมาย (หรือว่าคุณทายถูกล่ะ ? เอ้อ)
2. ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือยี่ห้อยินเลส เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! (>_<) ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกนครั้งแรก ส่วนยินเลสจะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน (-_- )'''
3. ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่ ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกันเถอะนะคะ
4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธก ยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง (ใครติดหุ้นอยู่น่าจะลองไปถวายหนังสือธรรมะแก้เคล็ดนะ ก๊ากกกก)
5. รองเท้า (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร, ธุดงค์, ไปเรียนหนังสือ, ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ, บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า' ที่มักจะขาด เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง
6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง ใช้ ...... (เรารู้นะว่าคุณเติมคำในช่องว่างได้ อิอิอิอิ ต้องไปดูโฆษณา สสส.)
7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้ เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง
8. ชุดคอมพิวเตอร์ อู้วววว ไฮโซไปนิดนึง แต่ถ้าใครรวบรวมเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างกฐิน ผ้าป่า ก็น่าพิจารณาถวายคอมพิวเตอร์แด่วัดที่ขาดแคลน .. ถ้าเป็นวัดที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะดีมากๆ ค่ะ(แอบห่วง กลัวเป็นต้นเหตุของข่าวพระนักแชท)
9. น้ำยาเช็ดพื้น เหอ... งงไปเลย พระท่านจะเอาน้ำยาเช็ดพื้นไปทำอะไร ?? เฉลย ก็เอาไปผสมน้ำ ถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย (เอ...แล้วถ้าพระ 'ฆ่า' เชื้อโรคนี่จะผิดศีลข้อปาณาฯ มั้ยคะคุณ ??)
10. แชมพู อ๊ากกกกก !!! พระท่านไม่มีผมแล้วจะเอาแชมพูไปทำไมเนี่ย แถมยังฮอตฮิตติดท็อปเท็นของที่มีประโยชน์อีกด้วย แซงหน้าไมโล โอวัลติน ชาเขียว ขิงผง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่ ฯลฯ ที่เห็นสลอนอยู่ในถังเหลืองซะด้วยซี คืองี้ เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย
ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตรง แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป เพราะไม่มีผมปกคลุม ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนทีน, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น
แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้ ว่าเราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ เพราะถ้าเกิดเราเลือกสูตร 'เพื่อผมนิ่มสลวยดำเงางาม' ไปถวายท่าน...
ท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าเราแซวได้ค่ะ
การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ
เช่น ผ้าจีวรสั้นและบางจนแทบจะเป็นผ้าซีทรู ใบชาเหม็นผงซักฟอกที่วางมาข้างๆ (กลายเป็นใบชารสโอโม่) กระดาษชำระหยาบและมีกลิ่นเหม็น แปรงสีฟันแข็งจนพระค่อนประเทศเป็นโรคเหงือกอักเสบ, สบู่ แชมพู ที่ถวายมีกลิ่นหอมแรง และผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ทำให้พระผิดศีลต้องปลงอาบัติกันทุกวัน (มีศีลข้อหนึ่งห้ามการประทินผิวและใช้เครื่องหอม ไม่แน่ใจว่าศีลข้อที่ 6,7 หรือ 8 นี่แหละค่ะ) เครื่องชงดื่มมักหมดอายุ ถ่านไฟฉายหมดอายุ แบตเยิ้ม ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวภาชนะที่ใส่ คือถัง ก็ยังทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ ใส่อะไรได้แป๊บเดียวก็ฉีก แตก พัง เป็นต้นค่ะ
รายการจุดเปลี่ยนจึงได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม 10 อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้
1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ อันดับ 1 จึงตกเป็นของ 'เครื่องเขียน' ไปอย่างพลิกความคาดหมาย (หรือว่าคุณทายถูกล่ะ ? เอ้อ)
2. ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือยี่ห้อยินเลส เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! (>_<) ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกนครั้งแรก ส่วนยินเลสจะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน (-_- )'''
3. ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่ ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกันเถอะนะคะ
4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธก ยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง (ใครติดหุ้นอยู่น่าจะลองไปถวายหนังสือธรรมะแก้เคล็ดนะ ก๊ากกกก)
5. รองเท้า (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร, ธุดงค์, ไปเรียนหนังสือ, ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ, บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า' ที่มักจะขาด เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง
6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง ใช้ ...... (เรารู้นะว่าคุณเติมคำในช่องว่างได้ อิอิอิอิ ต้องไปดูโฆษณา สสส.)
7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้ เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง
8. ชุดคอมพิวเตอร์ อู้วววว ไฮโซไปนิดนึง แต่ถ้าใครรวบรวมเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างกฐิน ผ้าป่า ก็น่าพิจารณาถวายคอมพิวเตอร์แด่วัดที่ขาดแคลน .. ถ้าเป็นวัดที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะดีมากๆ ค่ะ(แอบห่วง กลัวเป็นต้นเหตุของข่าวพระนักแชท)
9. น้ำยาเช็ดพื้น เหอ... งงไปเลย พระท่านจะเอาน้ำยาเช็ดพื้นไปทำอะไร ?? เฉลย ก็เอาไปผสมน้ำ ถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย (เอ...แล้วถ้าพระ 'ฆ่า' เชื้อโรคนี่จะผิดศีลข้อปาณาฯ มั้ยคะคุณ ??)
10. แชมพู อ๊ากกกกก !!! พระท่านไม่มีผมแล้วจะเอาแชมพูไปทำไมเนี่ย แถมยังฮอตฮิตติดท็อปเท็นของที่มีประโยชน์อีกด้วย แซงหน้าไมโล โอวัลติน ชาเขียว ขิงผง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่ ฯลฯ ที่เห็นสลอนอยู่ในถังเหลืองซะด้วยซี คืองี้ เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย
ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตรง แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป เพราะไม่มีผมปกคลุม ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนทีน, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น
แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้ ว่าเราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ เพราะถ้าเกิดเราเลือกสูตร 'เพื่อผมนิ่มสลวยดำเงางาม' ไปถวายท่าน...
ท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าเราแซวได้ค่ะ
การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)