พิจิตรา บุษย์ปราชญ์ ได้เขียนหนังสือ "ธรรมาพารวยขึ้น" บทที่สี่เรื่อง"เงินทองกับธรรมะใช่ว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้" เป็นการยกหลักธรรมในนวโกวาทที่ว่าด้วยฆราวาสธรรม ต่อมาพระพรหมคุณาภรณ์ได้เรียบเรียงเพื่อให้เข้าใจง่ายเรียกว่าธรรมนูญชีวิต
นวโกวาทนั้นเป็นชื่อหนังสือที่เป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นหนังสือที่ประมวลหัวข้อธรรมจากพระไตรปิฎกสำหรับสั่งสอนอบรมและศึกษาเล่าเรียนของพระนวกะโดยเฉพาะ ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายต่อมาใช้เป็นหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นตรี
หลักธรรมพารวยดังกล่าวโดยเริ่มจากชั้นของการหาและรักษาทรัพย์คือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในปัจจุบัน 4 ประการ คือ
1.อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่นขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่อง อันเป็นอุบายในการงานนั้น ให้สามารถทำได้สำเร็จ
2.อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ (ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม) เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ไม่ให้ถูกลัก หรือทำลายไปโดยภัยต่างๆ
3.กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคบชั่ว อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่งเป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
4.สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้
อักษรตัวแรกของทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์นี้คือ อุ อา กะ ท่านเรียกว่า คาถาหัวใจเศรษฐี เพื่อเป็นอุบายให้คนปฏิบัติไม่ใช่มัวแต่นั่งสวดหรือเสก
ขั้นที่ 2 คือขั้นของการจัดสรรทรัพย์เป็นส่วนๆหรือเรียกว่าโภควิภาค 4 คือ หรือแบ่งทรัพย์เป็น 4 ส่วนคือ 1 ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบำรุงเลี้ยง และทำประโยชน์2 ส่วน ใช้เป็นทุนประกอบการงาน 1 ส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
และขั้นที่ 3 คือขั้นของการใช้จ่ายทรัพย์หรือเรียกว่า โภคาทิยะ 5 ประการคือได้แก่1. ใช้เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา และคนในปกครองทั้งหลายให้เป็นสุข 2. บำรุงมิตรสหาย และผู้ร่วมกิจการงานให้เป็นสุข 3. ใช้ปกป้องรักษาสวัสดิภาพ ทำตนให้มั่นคงปลอดจากภัยอันตราย ได้แก่ซื้อหาปัจจัย เพื่อการยังชีพคือ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ยานพาหนะ เป็นต้น
4. ทำพลี คือ การสละเพื่อบำรุงและบูชา 5 อย่าง คือ4.1 ญาติพลี การสงเคราะห์ญาติ 4.2 อติถิพลี การต้อนรับแขก 4.3 ปุพพเปตพลี การทำบุญหรือสักการะอุทิศผู้ล่วงลับ 4.4 ราชพลี การบำรุงราชการด้วยการเสียภาษีอากร เป็นต้น 4.5 เทวตาพลี ถวายเทวดา คือ การทำบุญอุทิศสิ่งที่เคารพบูชาตามความเชื่อถือ
5. อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ และเหล่าบรรพชิตผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ไม่ประมาทมัวเมาในไสยศาสตร์ พิธีกรรม ลัทธิอื่นที่ไม่ใช่หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา หรือ ล่อลวงให้หลงไปในอบายภูมิ
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าหลักธรรมพารวยนั้นได้ก็เคยเรียนมาตั้งแต่นักธรรมชั้นตรีแล้วและทำไรเราถึงยังไม่รวยหละหว่า แต่ก็ไม่เป็นไรเราไม่รวยแต่เราก็มีพออยู่พอกินแบบพอเพียง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมพารวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมพารวย แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ธรรมพารวย-เมื่อเจ้านายกลายเป็นเทวดาบริหารองค์กรด้วยทิศ6
พิจิตรา บุษย์ปราชญ์ ได้เขียนหนังสือ "ธรรมาพารวยขึ้น" บทที่สามเรื่อง"เมื่อเจ้านายกลายเป็นเทวดา" เป็นการยกหลักของการบริหารบุคลากรในองค์กรระหว่างเจ้านายกับลูกน้องที่ดีซึ่งต้องประกอบด้วยทิศที่ 5 ในทิศ 6 ถึงจะทำให้บริษัทมีความจริงก้าวหน้า สิ้นปีมีโบนัสจ่ายลูกน้องเป็นขวัญกำลังใจ
ไม่ใช่เจ้านายจะมุ่งแต่ผลงานหรือรายได้ของบริษัทโดยไม่สนใจว่าลูกน้องหรือบริษัทงานจะเป็นอย่างไร เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้าก็โทษลูกน้องหรือพนักงานไม่มีใจไม่ให้ความร่วมมือ โดยไม่ได้พิจารณาตัวเองว่ามีวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรตามหลักทิศ 6 หรือไม่
หลักธรรมในทิศ 6 ที่เกี่ยวกับเจ้านายและลูกน้องนั้นคือ ทิศเบื้องล่าง หรือ เหฏฐิมทิศ ได้แก่ คนรับใช้และคนงาน เพราะเป็นผู้ช่วยทำการงานต่างๆ เป็นฐานกำลังให้ โดยอันดับแรกนายพึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ผู้เป็นทิศเบื้องล่าง ดังนี้
1. จัดการงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลังความสามารถ 2.ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่ 3.จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น 4.ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้ 5.ให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร
ขณะเดียวกันคนรับใช้และคนงานย่อมอนุเคราะห์นาย ดังนี้ 1.เริ่มการงานก่อนนาย 2.เลิกงานหลังนาย 3.ถือเอาแต่ของที่นายให้ 4.ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น 5.นำเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่
ไม่ใช่เจ้านายจะมุ่งแต่ผลงานหรือรายได้ของบริษัทโดยไม่สนใจว่าลูกน้องหรือบริษัทงานจะเป็นอย่างไร เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้าก็โทษลูกน้องหรือพนักงานไม่มีใจไม่ให้ความร่วมมือ โดยไม่ได้พิจารณาตัวเองว่ามีวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรตามหลักทิศ 6 หรือไม่
หลักธรรมในทิศ 6 ที่เกี่ยวกับเจ้านายและลูกน้องนั้นคือ ทิศเบื้องล่าง หรือ เหฏฐิมทิศ ได้แก่ คนรับใช้และคนงาน เพราะเป็นผู้ช่วยทำการงานต่างๆ เป็นฐานกำลังให้ โดยอันดับแรกนายพึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ผู้เป็นทิศเบื้องล่าง ดังนี้
1. จัดการงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลังความสามารถ 2.ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่ 3.จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น 4.ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้ 5.ให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร
ขณะเดียวกันคนรับใช้และคนงานย่อมอนุเคราะห์นาย ดังนี้ 1.เริ่มการงานก่อนนาย 2.เลิกงานหลังนาย 3.ถือเอาแต่ของที่นายให้ 4.ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น 5.นำเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่
ธรรมพารวย-ยึด-มั่นถือกะลายึด-ไม่มั่นถือเงินตรา(พาชาติวิกฤติ)
พิจิตรา บุษย์ปราชญ์ ได้เขียนหนังสือ "ธรรมาพารวยขึ้น" บทที่สองเรื่อง"ยึด-มั่นถือกะลา ยึด-ไม่มั่นถือเงินตรา" ในลักษณะของการเล่านิทานเพื่อให้เข้าใจถึงหลักของอนิจจังและโลกธรรม 8 ประการ คือมีรายได้ก็มีโอกาสเสียเงินได้เช่นกัน หากประมาทขาดสติ และตกอยู่ภายใต้ของอุปาทาน 4 ประการคือการยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง 4 ประการ
1. กามุปาทาน (ความยึนมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ - clinging to sensuality) 2. ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ - clinging to views) 3. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่างๆ ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่ากระทำสืบๆ กันมา หรือปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล - clinging to mere rule and ritual)
4. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลายหรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวงอันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ
ลองพิจารณาดูว่าคนไทยทุกวันนี้ยึดมั่นอยู่ในอุปาทาน 4 ประการนี้หรือไม่ เรามีความต้องการให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อมีคนโยนเศษอาหารมาให้เรากินในเวลาที่หิวโหย เราก็พากินกันและก็ยึดติดในรสแห่งอาหารนั้น มีความโกรธกับคนที่ออกมาเตือนว่าอาหารนั้นมีพิษนะแต่ก็ไม่ฟัง พากันแบ่งสีแบ่งฝ่าย โดยไม่ได้คิดว่าเราก็คือคนไทยด้วยกัน
และยกมือท่วมหัวว่าบุคคลที่โยนเศษอาหารมาให้เรานั้นเป็นคนดี มีบุญคุณ โดยไม่ได้พิจารณาในระยะยาวว่าเศษอาหารนั้นอาจจะมีพิษในระยะยาวทำให้เราเป็นมะเร็งและตายในที่สุดก็เป็นได้
เมื่อคนไทยถูกอุปาทาน 4 ประการแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่าง และออกมาโพนทนาใส่กันหรืออวดกันว่าตัวเองนั้นเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ทั้งๆที่ความเป็นจริงว่าสิ่งที่พูด กระทำ และยึดติดกันอยู่นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือธรรมาธิปไตยแต่อย่างใด ซึ่งการจะออกจากอุปาทาน 4 ประการนี้ต้องใช้ปัญญาและรู้เท่าทัน
1. กามุปาทาน (ความยึนมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ - clinging to sensuality) 2. ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ - clinging to views) 3. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่างๆ ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่ากระทำสืบๆ กันมา หรือปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล - clinging to mere rule and ritual)
4. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลายหรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวงอันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ
ลองพิจารณาดูว่าคนไทยทุกวันนี้ยึดมั่นอยู่ในอุปาทาน 4 ประการนี้หรือไม่ เรามีความต้องการให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อมีคนโยนเศษอาหารมาให้เรากินในเวลาที่หิวโหย เราก็พากินกันและก็ยึดติดในรสแห่งอาหารนั้น มีความโกรธกับคนที่ออกมาเตือนว่าอาหารนั้นมีพิษนะแต่ก็ไม่ฟัง พากันแบ่งสีแบ่งฝ่าย โดยไม่ได้คิดว่าเราก็คือคนไทยด้วยกัน
และยกมือท่วมหัวว่าบุคคลที่โยนเศษอาหารมาให้เรานั้นเป็นคนดี มีบุญคุณ โดยไม่ได้พิจารณาในระยะยาวว่าเศษอาหารนั้นอาจจะมีพิษในระยะยาวทำให้เราเป็นมะเร็งและตายในที่สุดก็เป็นได้
เมื่อคนไทยถูกอุปาทาน 4 ประการแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่าง และออกมาโพนทนาใส่กันหรืออวดกันว่าตัวเองนั้นเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ทั้งๆที่ความเป็นจริงว่าสิ่งที่พูด กระทำ และยึดติดกันอยู่นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือธรรมาธิปไตยแต่อย่างใด ซึ่งการจะออกจากอุปาทาน 4 ประการนี้ต้องใช้ปัญญาและรู้เท่าทัน
ธรรมพารวย-รวยเท่าใดก็ไร้ค่าหากปัญหาสุขภาพมาเยือน
พิจิตรา บุษย์ปราชญ์ ได้เริ่มต้นของการเขียนหนังสือ "ธรรมาพารวยขึ้น" ด้วยเรื่อง"สร้างสุขภาพให้ดีก่อนที่จะสร้างความรวย" อันดับแรก โดยแยกลักษณะของพนักงานของบริษัทเป็น 3 ประเภทคือ
ประเภทแรกเป็นคนมีนิสัยร่าเริง มนุ ษยสัมพันธ์ดี แต่ไม่ค่อยสนใจการงานมักจะลางานอยู่เสมอเพราะตกเย็นก็ไปสังสรรค์กับเพื่อน
ประเภทที่สองคือ เป็นคนมุ่งมั่นทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีคำว่า "ลา" ก็มีความเจริญในหน้าที่การงานดี เป็นที่ยกย่อง แต่ว่าเป็นคนที่สนใจสุขภาพในที่สุดก็เข้าโรงพยาบาลแต่ตายก่อนเวลาอันควร
ประเภทที่สามคือเป็นที่คนมีลักษณะเหมือนกับประเภทที่สองแต่ว่าเป็นคนสนใจเรื่องสุขภาพมาเป็นที่หนึ่งแต่การงานไม่เสีย ปฏิบัติตามหลักบัญญัติของกระทรวงสาธารณสุข 5 อ. คือ อาหารดี อากาศดี อารมณ์ดี ออกกำลังกาย และอุจจาระดี
ตอนท้ายของบทนี้ พิจิตรา ได้ยกหลักธรรมว่าด้วย โพชฌงค์ 7 คือธรรมที่ช่วยกำจัดกิเลสและโรคภัยให้พ้นไปคือ 1. สติ ความระลึกได้ 2. ธรรมวิจยะ การวินิจฉัยธรรม 3. วิริยะ ความเพียร 4. ปีติ ความอิ่มใจ 5. ปัสสัทธิ ความสงบ 6. สมาธิ จิตตั้งมั่น 7. อุเบกขา ความวางเฉย
และท้ายสุดได้ยกถึงสาเหตุของโรคคือ เกิดตามฤดูกาล เกิดเพราะพันธุกรรม เกิดเพราะจิตคิดไปเอง เกิดเพราะผลแห่งกรรม และเกิดจากภายในของบุคคลนั้นๆเอง
ก็มีจุดที่น่าพิจารณาก็คือว่า ชาวพุทธทั่วไปแล้วจะสนใจเกี่ยวกับหลักโพชฌงค์ 7 ประการในแง่ของการนิมนต์พระมาสวดให้ผู้ป่วยได้ฟังบางคนก็หายบางคนก็ไม่หาย แต่ความเป็นจริงแล้วหากนำโพชฌงค์ 7 ประการไปกำกับหลัก 5 อ. ก็จะได้ประโยชน์ยิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหลักธรรมที่รักษาสุขภาพชั้นยอด
อันดับแรกก็คือใช้สติและธรรมวิจยะกำกับอาหารและอากาศว่าสิ่งใดที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย หลังจากนั้นก็ใช้ วิริยะและสมาธิกำกับไม่ให้หลงไปในสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย ก็ย่อมจะเกิดปีติและปัสสัทธิ แต่ถ้าหากได้รับสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายโดยที่เราไม่ตั้งใจบ้างก็ต้องใช้อุเบกขาและหาทางหลีกเลี่ยงอย่างชาญฉลาดโดยที่ไม่ใช้ความโกรธครอบงำ
หากเราใช้หลักโพชฌงค์ 7 ประการมาใช้ในการรักษาสุขภาพของเราเช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรอให้พระมาสวดให้ฟังหรือเวลาที่พระสวดแต่ไม่ได้ยินแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหลักธรรมที่เกี่ยวกับการบริโภคของชาวพุทธโดยรู้จักค่าแท้และคุณค่าเทียมของอาหารและก่อนที่เราจะเอาอะไรเข้าร่างกายก็ต้องพิจารณาก่อนเสมอว่ามีคุณค่าต่อร่างกายหรือไม่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้นแต่เรื่องการกินพระพุทธองค์ก็ยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่ใช่จะมุ่งแต่จะไปนิพพานแบบโลกุตตระเท่านั้นนะ
ประเภทแรกเป็นคนมีนิสัยร่าเริง มนุ ษยสัมพันธ์ดี แต่ไม่ค่อยสนใจการงานมักจะลางานอยู่เสมอเพราะตกเย็นก็ไปสังสรรค์กับเพื่อน
ประเภทที่สองคือ เป็นคนมุ่งมั่นทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีคำว่า "ลา" ก็มีความเจริญในหน้าที่การงานดี เป็นที่ยกย่อง แต่ว่าเป็นคนที่สนใจสุขภาพในที่สุดก็เข้าโรงพยาบาลแต่ตายก่อนเวลาอันควร
ประเภทที่สามคือเป็นที่คนมีลักษณะเหมือนกับประเภทที่สองแต่ว่าเป็นคนสนใจเรื่องสุขภาพมาเป็นที่หนึ่งแต่การงานไม่เสีย ปฏิบัติตามหลักบัญญัติของกระทรวงสาธารณสุข 5 อ. คือ อาหารดี อากาศดี อารมณ์ดี ออกกำลังกาย และอุจจาระดี
ตอนท้ายของบทนี้ พิจิตรา ได้ยกหลักธรรมว่าด้วย โพชฌงค์ 7 คือธรรมที่ช่วยกำจัดกิเลสและโรคภัยให้พ้นไปคือ 1. สติ ความระลึกได้ 2. ธรรมวิจยะ การวินิจฉัยธรรม 3. วิริยะ ความเพียร 4. ปีติ ความอิ่มใจ 5. ปัสสัทธิ ความสงบ 6. สมาธิ จิตตั้งมั่น 7. อุเบกขา ความวางเฉย
และท้ายสุดได้ยกถึงสาเหตุของโรคคือ เกิดตามฤดูกาล เกิดเพราะพันธุกรรม เกิดเพราะจิตคิดไปเอง เกิดเพราะผลแห่งกรรม และเกิดจากภายในของบุคคลนั้นๆเอง
ก็มีจุดที่น่าพิจารณาก็คือว่า ชาวพุทธทั่วไปแล้วจะสนใจเกี่ยวกับหลักโพชฌงค์ 7 ประการในแง่ของการนิมนต์พระมาสวดให้ผู้ป่วยได้ฟังบางคนก็หายบางคนก็ไม่หาย แต่ความเป็นจริงแล้วหากนำโพชฌงค์ 7 ประการไปกำกับหลัก 5 อ. ก็จะได้ประโยชน์ยิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหลักธรรมที่รักษาสุขภาพชั้นยอด
อันดับแรกก็คือใช้สติและธรรมวิจยะกำกับอาหารและอากาศว่าสิ่งใดที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย หลังจากนั้นก็ใช้ วิริยะและสมาธิกำกับไม่ให้หลงไปในสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย ก็ย่อมจะเกิดปีติและปัสสัทธิ แต่ถ้าหากได้รับสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายโดยที่เราไม่ตั้งใจบ้างก็ต้องใช้อุเบกขาและหาทางหลีกเลี่ยงอย่างชาญฉลาดโดยที่ไม่ใช้ความโกรธครอบงำ
หากเราใช้หลักโพชฌงค์ 7 ประการมาใช้ในการรักษาสุขภาพของเราเช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรอให้พระมาสวดให้ฟังหรือเวลาที่พระสวดแต่ไม่ได้ยินแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหลักธรรมที่เกี่ยวกับการบริโภคของชาวพุทธโดยรู้จักค่าแท้และคุณค่าเทียมของอาหารและก่อนที่เราจะเอาอะไรเข้าร่างกายก็ต้องพิจารณาก่อนเสมอว่ามีคุณค่าต่อร่างกายหรือไม่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้นแต่เรื่องการกินพระพุทธองค์ก็ยังไม่ให้ความสำคัญ ไม่ใช่จะมุ่งแต่จะไปนิพพานแบบโลกุตตระเท่านั้นนะ
ธรรมพารวยแบบพิจิตรา บุษย์ปราชญ์
พิจิตรา บุษย์ปราชญ์ ผู้มีผลงานเล่มแรกคือ"ธรรมะกับชีวิตประจำวัน" ได้เขียนหนังสือ "ธรรมาพารวยขึ้น" เมื่อปี 2551 จัดจำหน่ายโดยบริษัทอัมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด ก็ต้องบอกว่าพบหนังสือเล่นนี้โดยบังเอิญก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้มาอย่างไร จึงทำให้เกิดความคิดที่จะเขียนเรื่องธรรมพารวยขึ้นเผื่อจะได้รวยกับเขาบ้าง
พิจิตรา ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ในลักษณะเรื่องเล่าการประกอบธุรกิจด้วยการนำหลักของธรรมะในพระพุทธศาสนามาประกอบโดยแบ่งออกเป็นหัวข้อทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้
สร้างสุขภาพให้ดีก่อนที่จะสร้างความรวย
ยึด-มั่นถือกะลา ยึด-ไม่มั่นถือเงินตรา
เมื่อเจ้านายกลายเป็นเทวดา
เงินทองกับธรรมะใช่ว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้
รู้...เพื่อร่ำรวย
มีปัญญาดีไม่มีดับ
หูไม่เบากระเป๋าหนัก
คุณธรรมนำรวย
เพื่อนพารวย - เพื่อนพาจน
คาถาแก้จน
คนโลภไมีมีวันร่ำรวย
คู่บุญบารมี
ยาจกสู่เศรษฐีเพราะมีความกตัญญู
สักวันคนโง่จะฉลาดขึ้น(และรวยขึ้น)
ยิ่งให้ยิ่งได้กลับคืนมาเท่าทวีคูณ
พิจิตรา ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ในลักษณะเรื่องเล่าการประกอบธุรกิจด้วยการนำหลักของธรรมะในพระพุทธศาสนามาประกอบโดยแบ่งออกเป็นหัวข้อทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้
สร้างสุขภาพให้ดีก่อนที่จะสร้างความรวย
ยึด-มั่นถือกะลา ยึด-ไม่มั่นถือเงินตรา
เมื่อเจ้านายกลายเป็นเทวดา
เงินทองกับธรรมะใช่ว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้
รู้...เพื่อร่ำรวย
มีปัญญาดีไม่มีดับ
หูไม่เบากระเป๋าหนัก
คุณธรรมนำรวย
เพื่อนพารวย - เพื่อนพาจน
คาถาแก้จน
คนโลภไมีมีวันร่ำรวย
คู่บุญบารมี
ยาจกสู่เศรษฐีเพราะมีความกตัญญู
สักวันคนโง่จะฉลาดขึ้น(และรวยขึ้น)
ยิ่งให้ยิ่งได้กลับคืนมาเท่าทวีคูณ
รวมมิตรธรรมพารวยช่วยฟื้นวิกฤติแบบพอเพียง
คำว่า "รวย" นับได้ว่าเป็นคำยอดปารถนาของคนทั่วไป บางคนก็สมปารถนาด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วและอายุยังน้อย แต่หลายคนก็ไม่เคยประสบเลยตลอดชีวิตหรือเรียกว่า "จนจนตาย"
จนกระทั้งเป็นสาเหตุให้นักการเมืองใช้เป็นวิธีในการเรียกคะแนนเสนอสูตรแก้จนพารวยในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ หรือแม้กระทั้งประกาศว่า "หากไม่สามารถทำให้คนไทยหายจนได้ก็จะไปกระโดดแม่น้ำโขงตาย" นี้ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว เปลี่ยนฐานะไปก็หลายตำแหน่งและก็กลับมาประกาศใหม่อีก หรือที่เขาเรียกว่า "สร้างความต้องการแบบลมแล้งๆๆ" หรือ "โฆษณาชวนเชื่อ" ไปเรื่อยๆ
บางคนเกิดมาจจนแล้วรวยก็มี บางคนเกิดมารวยแล้วตกอัพจนมีก็มาก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เรารวยแล้วรวยแบบหยั่งยืนอย่างไร หรือรวยแบบเพียงพอหรือไม่รวยแต่ก็เป็นอยู่อย่างพอเพียงอย่างไร
วิธีการหรือสูตรที่จะนำไปสู่ความรวยก็มีบุคคลนำเสนอวิธีหรือสูตรหลายแนวด้วยกันแต่มันไม่หยั่งยืน คำว่าวิกฤติเศรษฐกิจก็เวียนมาประกบกับชาวโลกอีกครั้งหนึ่งหลักจากเคยประสบมาแล้วเมื่อปี 2540 หรือว่าวิกฤติมันมาทุกครั้งเมื่อครบ 10 ปี จึงทำให้มีผู้เสนอสู่รวยแบบหยั่งยืน
เชื่อแน่ว่าสูตรที่ทำให้รวยแบบหยั่งยืนนั้นก็คือเศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทำให้คนอยู่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอยู่ได้แบบพอเพียงไม่มีความทุกข์มากนักมีความสุขแบบพอประมาณ ส่วนคนที่ไม่หลักพอเพียงก็ตกเป็นเหยื่อของวิกฤติเศรษฐกิจตามหลักของทุนนิยมไปจะเจ็บน้อยหรือเอาชีวิตไม่รอดก็ตามภาวะของแต่ละบุคคล
นอกจากหลักพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและยังมีผู้ที่จะเสนอหลักธรรมพารวยที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้รวยแบบยั่งยืนได้โดยเสนอเป็นรูปแบบของหนังสือ จะได้นำมาเล่าแบบสรุปและใส่ความเห็นที่เป็นก้อนกรวดลงในช่องว่างช่องในแก้วที่เจียรนัยดีแล้วบ้างก็มีความสุขแล้ว อาทิ
ธรรมพารวยแบบพิจิตรา บุษย์ปราชญ์
ธรรมพารวยแบบพระว.วชิรเมธี
ธรรมพารวยแบบ อัจฉรา โยมสินธุ์
ธรรมพารวยแบบWhite Oceanดนัย จันทร์เจ้าฉาย
ทวิตเตอร์พารวย
จนกระทั้งเป็นสาเหตุให้นักการเมืองใช้เป็นวิธีในการเรียกคะแนนเสนอสูตรแก้จนพารวยในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ หรือแม้กระทั้งประกาศว่า "หากไม่สามารถทำให้คนไทยหายจนได้ก็จะไปกระโดดแม่น้ำโขงตาย" นี้ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว เปลี่ยนฐานะไปก็หลายตำแหน่งและก็กลับมาประกาศใหม่อีก หรือที่เขาเรียกว่า "สร้างความต้องการแบบลมแล้งๆๆ" หรือ "โฆษณาชวนเชื่อ" ไปเรื่อยๆ
บางคนเกิดมาจจนแล้วรวยก็มี บางคนเกิดมารวยแล้วตกอัพจนมีก็มาก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เรารวยแล้วรวยแบบหยั่งยืนอย่างไร หรือรวยแบบเพียงพอหรือไม่รวยแต่ก็เป็นอยู่อย่างพอเพียงอย่างไร
วิธีการหรือสูตรที่จะนำไปสู่ความรวยก็มีบุคคลนำเสนอวิธีหรือสูตรหลายแนวด้วยกันแต่มันไม่หยั่งยืน คำว่าวิกฤติเศรษฐกิจก็เวียนมาประกบกับชาวโลกอีกครั้งหนึ่งหลักจากเคยประสบมาแล้วเมื่อปี 2540 หรือว่าวิกฤติมันมาทุกครั้งเมื่อครบ 10 ปี จึงทำให้มีผู้เสนอสู่รวยแบบหยั่งยืน
เชื่อแน่ว่าสูตรที่ทำให้รวยแบบหยั่งยืนนั้นก็คือเศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทำให้คนอยู่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอยู่ได้แบบพอเพียงไม่มีความทุกข์มากนักมีความสุขแบบพอประมาณ ส่วนคนที่ไม่หลักพอเพียงก็ตกเป็นเหยื่อของวิกฤติเศรษฐกิจตามหลักของทุนนิยมไปจะเจ็บน้อยหรือเอาชีวิตไม่รอดก็ตามภาวะของแต่ละบุคคล
นอกจากหลักพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและยังมีผู้ที่จะเสนอหลักธรรมพารวยที่เชื่อแน่ว่าจะทำให้รวยแบบยั่งยืนได้โดยเสนอเป็นรูปแบบของหนังสือ จะได้นำมาเล่าแบบสรุปและใส่ความเห็นที่เป็นก้อนกรวดลงในช่องว่างช่องในแก้วที่เจียรนัยดีแล้วบ้างก็มีความสุขแล้ว อาทิ
ธรรมพารวยแบบพิจิตรา บุษย์ปราชญ์
ธรรมพารวยแบบพระว.วชิรเมธี
ธรรมพารวยแบบ อัจฉรา โยมสินธุ์
ธรรมพารวยแบบWhite Oceanดนัย จันทร์เจ้าฉาย
ทวิตเตอร์พารวย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)