แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ยิ่งลักษณ์ยันกับเต็ง เส่งจะไม่ให้กลุ่มน้อยใช้ไทยต้านพม่า



นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ และหารือข้อราชการแบบเต็มคณะ ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


เมื่อเวลา 16.20 น.วันที่ 5 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครเนปิดอร์ ภายหลังการเข้าร่วมพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมคารวะนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ และหารือข้อราชการเต็มคณะระหว่างไทยและเมียนมาร์ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณและประทับใจต่อการต้อนรับที่อบอุ่นและสมเกียรติ และแสดงความชื่นชมในพัฒนาการของเมียนมาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยและความปรองดองในเมียนมาร์ โดยใช้โอกาสนี้เชิญประธานาธิบดี เต็ง เส่ง เยือนไทยอย่างเป็นทางการนายกรัฐมนตรีได้ย้ำนโยบายของไทยต่อเมียนมาร์ว่า ความมั่นคงและมั่งคั่งของเมียนมาร์ คือความมั่นคงและมั่งคั่งของไทย ซึ่งไทยยึดมั่นในนโยบายไม่ให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาร์ใช้ไทยเป็นฐานในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเมียนมาร์ และไทยพร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกระดับและทุกมิติ เพื่อร่วมกันก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

สำหรับประเด็นด้านความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมาร์นั้น ทั้งสองฝ่ายต่างยินดีที่จะส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติและทุกระดับ พร้อมสานต่อความร่วมมือระหว่างกันที่มีอยู่ และแสวงหาแนวทางพัฒนาความร่วมมือใหม่ ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือรัฐบาลเมียนมาร์ในการเปิดจุดผ่านแดนเมียวดี – อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเมียนมาร์ปิดมาตั้งแต่ 18 ก.ค 2553 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งการค้าและการไปมาหาสู่ระหว่างกัน ซึ่งประธานาธิบดีเมียนมาร์ยินดีที่จะเร่งเปิดจุดผ่านแดนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการซ่อมแซมบริเวณตอหม้อสะพาน ทั้งนี้ รัฐบาลพม่ายืนยันจะเปิดจุดผ่านแดนเมียวดี - แม่สอดทันทีที่การซ่อมแซมเสร็จสิ้้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามความคืบหน้าในการยกระดับด่านสิงขร เป็นจุดผ่านแดนถาวร เพื่อความสะดวกด้านการค้าและการขนส่ง โดยในการเยือนครั้งนี้ ไทยได้แสดงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค ซึ่งไทยและเมียนมาร์ได้มีการแลกเปลี่ยนหนังสือลงนาม เรื่องการก่อสร้างถนนสายเชิงเขาตะนาวศรี – กอกะเร็ก การปรับปรุงถนนสายเมียวดี – เชิงเขาตะนาวศรี การซ่อมแซมถาวรสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมาร์

ด้านการค้าการลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อหาแนวทางเพิ่มพูนการค้าระหว่างไทย – เมียนมาร์ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาจพิจารณาให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสานต่อแนวทางและความร่วมมือต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้เมียนมาร์ช่วยผลักดันโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงทวาย – กาญจนบุรี ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว

ระหว่างการสนทนา มีการหารือเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน อาทิ ปัญหายาเสพติด ซึ่งไทยและเมียนมาร์ต่างกำหนดให้การแก้ปัญหาและการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยสองฝ่ายต่างเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำลายแหล่งผลิต การสกัดกั้นการลำเลียงข้ามพรมแดน

สำหรับความร่วมมือด้านแรงงานเมียนมาร์ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไทยจะดูแลแรงงานเมียนมาร์ให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และจะเร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จตามที่กำหนดไว้คือ 28 ก.พ 2555 นอกจากนี้ ไทยจะให้ความร่วมมือในการดูแลผู้หนีภัยการสู้รบที่มีจำนวนกว่า 100,000 คนตามหลักมนุษยธรรม และจัดฝึกอาชีพที่จำเป็น เพื่อกลับประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัย

นอกจากนี้ ไทยได้ส่งมอบอุปกรณ์พื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยา มูลค่า 40 ล้านบาท ระหว่างการเดินทางเยือนเมียนมาร์ครั้งนี้ด้วย

โดยภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีพม่าได้เข้าร่วมพิธีมอบอุปกรณ์พื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาตามแผนงานด้านการพัฒนาศักยภาพด้านการพยากรณ์อากาศ ระบบเตือนภัย และการฟื้นฟูพื้นที่ในภาคอิรวดีและภาคย่างกุ้ง ก่อนการร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนหนังสือลงนามเรื่องการก่อสร้างถนนสายเชิงเขาตะนาวศรี – กอกะเร็ก การปรับปรุงถนนสายเมียวดี – เชิงเขาตะนาวศรีและการซ่อมแซมถาวรสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมาร์ ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเมียนมาร์


(ที่มา-http://www.thaigov.go.th)

กองทัพพม่าส่งกำลังทหารเข้าประจำในรัฐฉานกว่า200กองพัน


ขณะที่การเคลื่อนไหวในประเทศพม่า เว็บไซต์Khonkhurtai ซึ่งเป็นสำนักข่าวของชาวไทยใหญ่ในรัฐฉานประเทศพม่าได้รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มเครือข่ายเพื่อประชาธิปไตยและการพัฒนา (Network for Democracy and Development – NDD) ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ได้เผยแพร่หนังสือรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการทหารกองทัพพม่ารวมถึงรายละเอียดพรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา USDP ที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพและชนะการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หนังสือรายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า “การบริหารด้านพลเรือนและกำลังทหารในพม่า” (Civil and Military Administrative Echelon) มีความหนา 450 หน้า ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งกองทัพภาค ที่ตั้งกองพล และกองพัน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพพม่าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

เฉพาะในรัฐฉาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศจีน ไทย และลาว มีกำลังทหารพม่าหน่วยต่างๆ เข้าประจำการมากกว่า 200 กองพัน และยังเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพภาคถึง 4 กองทัพภาค ได้แก่ กองทัพภาคตะวันออก มีบก.อยู่ที่เมืองตองจี (รัฐฉานภาคใต้) กองทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีบก.อยู่ที่เมืองล่าเสี้ยว (รัฐฉานภาคเหนือ) กองทัพภาคสามเหลี่ยม มีบก.อยู่ที่เมืองเชียงตุง (รัฐฉานภาคตะวันออก) และกองทัพภาคตะวันออกกลาง (เพิ่งตั้งใหม่) มีบก.อยู่ที่เมืองกาลิ โขหลำ (รัฐฉานตอนกลาง)

โดยกองทัพภาคตะวันออก มีกำลังทหารในสังกัด 50 กองพัน แบ่งเป็นกองพันทหารราบ 19 กองพัน กองพันทหารราบเบา 31 กองพัน โดยประจำการอยู่ในรัฐคะยาห์ 10 กองพัน ที่เหลือ 40 กองพันอยู่ในรัฐฉาน ส่วนกองทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำลังทหาร 47 กองพัน เป็นกองพันทหารราบ 27 กองพัน กองพันทหารราบเบา 20 กองพัน

กองทัพภาคสามเหลี่ยม (เชียงตุง) มีกำลังทหาร 39 กองพัน แบ่งเป็นกองพันทหารราบ 14 กองพัน และกองพันทหารราบเบา 25 กองพัน ในส่วนของกองทัพภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกองทัพภาคตั้งขึ้นใหม่มีกำลังพลในสังกัด 26 กองพัน เป็นกองพันทหารราบ 16 กองพัน และกองพันทหารราบเบา 10 กองพัน โดยกำลังพลในแต่ละกองพันโดยเฉลี่ยมีประมาณ 200 นาย

นอกจากนี้ ในรัฐฉานยังมีกำลังพลหน่วยต่างๆ ของกองทัพพม่าประจำอีกนับสิบกองพัน เช่น กองพันป้องกันภัยทางอากาศมี 8 กองพัน กองพันรถถัง 4 กองพัน กองพันยานยนต์หุ้มเกราะ 3 กองพัน กองพันทหารช่าง 5 กองพัน กองพันปืนใหญ่ 39 กองพัน กองพันขีปนาวุธ 2 กองพัน และกองพันสื่อสาร 5 กองพัน ซึ่งรวมกำลังพลแล้วมีมากถึง 217 กองพัน ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมกำลังพลจากกองกำลังหน่วยพิทักษ์ชายแดน BGF ซึ่งเป็นกองกำลังจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 5 กองพัน


ทั้งนี้ รัฐฉานถือเป็นรัฐยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลทหารพม่า เนื่องจากเป็นรัฐมีพื้นที่ใหญ่สุดและมีกองกำลังติดอาวุธมากที่สุด ที่สำคัญมีพรมแดนติดกับประเทศไทย ลาว และจีน ที่เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงใหญ่ของพม่า จากการที่มีกำลังทหารเข้าประจำการเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิประชาชน ทั้งการบังคับใช้แรงงาน เกณฑ์ลูกหาบ เกณฑ์ยานพาหนะ การบังคับโยกย้ายหมู่บ้าน ตลอดจนการปล้นสะดม รวมถึงการละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่อง

ตามรายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ SHRF (Shan Human Rights Foundation) และกลุ่มเครือข่ายปฏิบัติงานเพื่อสตรีไทใหญ่ SWAN (Shan Woman's Action Network) ระบุว่า ระหว่างปี 2539-2544 เกิดเหตุทารุณกรรมทางเพศเด็กและสตรีในรัฐฉานจากการกระทำของทหารพม่าถึง 173 เหตุการณ์ มีสตรีตกเป็นเหยื่อ 625 คน ทั้งหมดถูกทารุณกรรมทางเพศโดยทหารพม่าทั้งระดับประทวนและชั้นสัญญาบัตร ขณะที่รายงานหนังสือ "ผู้ถูกช่วงชิง" จากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐฉาน SHRF ระบุ ระหว่างปี 2539 - 2540 กองทัพพม่าได้ใช้ยุทธการตัดสี่ (4 cuts) ต่อกลุ่มต่อต้าน โดยสั่งบังคับโยกย้ายหมู่บ้านกว่า 1,400 แห่งในหลายอำเภอในรัฐฉานภาคใต้ มีชาวบ้านกว่า 3 แสนคนไร้ที่อยู่อาศัยและส่วนใหญ่ได้อพยพเข้าประเทศไทย

สำหรับกลุ่มเครือข่ายเพื่อประชาธิปไตยและการพัฒนา (Network for Democracy and Development – NDD) ได้ทำวิจัยด้านการทหารของกองทัพพม่ามาจัดพิมพ์เป็นหนังสือรายเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาเป็นการรายงานเฉพาะด้านการทหาร แต่ฉบับล่าสุดมีเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดสมาชิกและการบริหารของพรรค USDP ที่ชนะการเลือกตั้งและกำลังบริหารประเทศภายใต้การนำของประธานาธิบดี เต็งเส่ง อยู่ในขณะนี้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

สืบพุทธประวัติจากจิตรกรรมสมัยพุกาม

โครงการบรรยายทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี สถาบันไทยคดีศึกษา เรื่อง “จิตรกรรมพระพุทธศาสนาในสมัยพุกาม” ครั้งที่ ๒ จัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ ในหัวข้อ เรื่องเล่าพุทธประวัติในจิตรกรรมพระพุทธศาสนาสมัยพุกาม โดย ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




เริ่มแรกอาจารย์เสมอชัยได้บรรยายถึงคัมภีร์ที่กล่าวถึงพระพุทธประวัติตั้งแต่ชั้นพระไตรปิฎก อรรกถา ฎีกา และคัมภีร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์มาลาลังการ-ตถาคตอุทาน และปฐมสมโพธิ ที่มีอิทธิพลต่อชาวพุทธอุษาคเนย์ ต่อจากนั้นได้นำเสนอภาพจิตรกรรมพระพุทธศาสนาสมัยพุกามตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ที่มีความเหมือและความต่างกับผลงานจากอินเดียและลังการวมถึงอิทธิพลไปยังประเทศกัมพูชาด้วย









วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความสูญเสียฝั่งพม่าหลังเกิดแผ่นดินไหว

รมต.พม่าจวกไทยไม่จริงใจช่วยปราบกะเหรี่ยง

หนังสือพิมพ์นิว ไลต์ ออฟ เมียนมาร์อ้างรัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารพม่ากล่าวโจมตีประเทศไทย ระบุไม่มีความจริงใจในการช่วยพม่าแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง ทั้งยังให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธกะเหรี่ยงโจมตีพม่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างรัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารของพม่าที่ออกมาระบุว่า ประเทศไทยไทยควรแสดงบทบาทมากกว่าที่เป็นอยู่เพื่อช่วยแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยและกลุ่มติ ดอาวุธชาวกะเหรี่ยงตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ

หนังสือพิมพ์นิว ไลต์ ออฟ เมียนมาร์ ของทางการพม่า รายงานว่านายคยอว์ ฮซัน รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของพม่าออกมาเปิดเผยต่อรัฐสภาพม่าตั้งแต่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่าถ้าประเทศไทยมีจุดยืนที่ต้องการเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรต่อพม่าจริง ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงทางภาคตะวันออกของพม่าก็คงจะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงได้ในไม่ช้า

อย่างไรก็ดีสื่อดังของพม่ายังระบุว่า คยอว์ ฮซัน ได้กล่าวหาว่ากลุ่มติดอาวุธชาวกะเหรี่ยงได้ใช้ค่ายผู้อพยพในประเทศไทยเป็นฐานในการโจ มตีกองทัพพม่าตลอดมา พร้อมอ้างว่า กองกำลังติดอาวุธเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจ องค์กรเอกชนระหว่างประเทศ และประเทศไทย

ทั้งนี้ ชาวกะเหรี่ยงถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดในพม่า และกลุ่มติดอาวุธของชาวกะเหรี่ยงได้ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่ามานานหลายทศวรรษเพื่อเรี ยกร้องสิทธิ์ในการปกครองตนเอง

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

พม่าสั่งใช้ยุทธการตัด4กวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์

เว็บไซต์TAIFREEDOM รายงานว่า มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า มีคำสั่งให้ใช้ยุทธการตัด 4 (Four Cutting) เพื่อทำการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ระลอกใหม่ ในเขตพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มจับอาวุธต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ที่ไม่ยอมแปรเปลี่ยนสถานะกองกำลังไปเป็นกองกำลังอาสาสมัครรักษาชายแดน (BGF)

แต่เดิมนั้น แผนยุทธการตัด 4 (Four Cutting) เป็นแผนยุทธการที่นายพลเนวิน อดีตผู้นำเผด็จการทหารพม่า ใช้ในการวางแผนการยุทธวิธี สำหรับเข้าทำศึกกับกลุ่มสหภาพชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (KNU) และอดีตกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP - ในความเป็นจริงรวมถึงทุกกลุ่มชาติพันธุ์) ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1970 โดยแผนยุทธการตัด 4 (Four Cuttings) มีเป้าหมายเพื่อทำการตัดปัจจัย 4 อย่าง อันได้แก่ อาหาร – ข่าวสาร – การสนับสนุน – มวลชน ของฝ่ายตรงข้าม โดยล่าสุดนั้น ข่าวจากวงในทหารรายงานว่า ขณะนี้ กองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า (ทพม.) มีคำสั่งถึงหน่วยกองกำลังใต้สังกัด ดำเนินแผนยุทธการตัด 4 (Four Cutting) ในพื้นที่รัฐฉาน , รัฐคะเรนนี , รัฐกะเหรี่ยง , รัฐมอญ , รัฐคะฉิ่น และพื้นที่ในภาคตะแนงตาหยี่ของสหภาพพม่า ซึ่งข่าววงในทหารดังกล่าวยังย้ำว่า การดำเนินแผนยุทธการตัด 4 (Four Cutting) ระลอกใหม่นี้ ให้รวมถึงการตัดเส้นทางการประสานงานระหว่างกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ อีกด้วย

U Aung Kyaw Sew นักสังเกตการณ์ทางทหาร ที่พำนักอยู่บริเวณเขตชายแดนประเทศจีน วิเคราะห์ถึงเรื่องดังกล่าวนี้ว่า ยุทธการตัด 4 (Four Cutting) นี้ แม้จะประสบความสำเร็จในบริเวณพื้นที่เทือกเขาบางส่วนมาก่อน แต่หากนำมาใช้ในเขตอิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์นั้น คงไม่เกิดผลกระทบเท่าใดมากนัก

นอกจากนี้ นักสังเกตการณ์รายเดิมยังตั้งข้อสังเกตว่า ยุทธการตัด 4 (Four Cutting) เป็นแผนทางยุทธวิธีที่ใช้สำหรับกวาดล้างกลุ่มกองกำลังที่ตั้งอยู่ตามเทือกเขา โดยเน้นไปที่อดีตกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP) และ กลุ่ม KNU แต่ปัจจุบันนี้ กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีเขตการเคลื่อนไหวอยู่ตามพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนประเทศจีน และแนวตะเข็บชายแดนประเทศไทย

แหล่งข่าวรายงานว่า ขณะนี้ ทพม.ได้สนธิร่วมกับกลุ่ม อส.พม่า และเจ้าหน้าที่ตำรวจพม่า ให้ตั้งด่านตรวจคุมเข้มในบริเวณพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อสกัดกั้นการประสานงานระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนการขนส่งสินค้าเสบียงต่าง ๆ เข้ามาในพื้นที่

ในเวลาเดียวกันนี้ ทพม.มีคำสั่งให้หน่วยทหารในพื้นที่ ส่งกำลังพลออกลาดตระเวนและซุ่มโจมตี ทำการกดดันเขตอิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนเส้นทางสัญจรต่าง ๆ ตามเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงการต่อต้านการเกณฑ์ทหารใหม่ , การเก็บเงิน (ภาษี) ,การหาข่าว ของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนส่งหน่วยพิเศษออกกวาดล้างจับกุมระดับแกนนำของกลุ่มต่าง ๆ

จากข่าวที่เล็ดลอดออกมานี้ ทำให้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองหลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ว่า จากคำสั่งใช้ยุทธการตัด 4 (Four Cutting) ระลอกใหม่นี้ คงส่งผลให้เกิดการทารุณกรรม ด้วยการเกณฑ์ใช้แรงงาน จุดไฟเผาหมู่บ้าน บังคับประชาชนอพยพย้ายถิ่นฐาน รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นในพื้นที่เป้าหมายอย่างรุนแรง

ร.ท.มินเท๊ต อดีตนายทหาร ทพม.เปิดเผยว่า “ขณะนี้ ทพม.เริ่มดำเนินแผนยุทธการตัด 4 (Four Cutting) ระลอกใหม่แล้ว สมัยที่ผมยังประจำอยู่ใน ทมพ.นั้น การใช้ไฟเผาหมู่บ้าน การบังคับประชาชนอพยพย้ายถิ่นฐาน ตลอดจนการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยวิธีการต่าง ๆ นั้น มีรหัสเรียกขานว่า “ปฏิบัติการไม้กวาด”

พ.ต.อ่องลินทุ๊ต อดีตนายทหาร ทพม. ซึ่งขณะนี้ขอลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในสหรัฐอเมริกา (U.S.A.) เปิดเผยต่อสื่อว่า “ผลกระทบที่เกิดขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของสหภาพพม่า (พื้นที่ตั้งของรัฐกลุ่มชาติพันธุ์) จนประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพหนีตายอย่างรุนแรงนั้น ก็เกิดจากที่ ทพม.ใช้แผนยุทธการตัด 4 (Four Cutting) ซึ่งแผนยุทธการดังกล่าวนี้ เป็นคำสั่งตามนโยบายกวาดล้างให้สิ้นซาก (No Man’s Land Policy) ที่กองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า (ทพม) เป็นผู้ลงนามในคำสั่งโดยตรงเมื่อปี ค.ศ.1990”

นโยบายกวาดล้างให้สินซาก (No Man’s Land Policy) นี้ เป็นคำสั่งที่ให้ยิงทิ้งทุกอย่าง ที่พบเห็นในเขตกฎอัยการศึก โดยไม่สนว่าจะเป็นเด็กเล็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ : (ข้อมูล – Irrawaddy)

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พม่าเปิดเส้นทางบินตรงย่างกุ้งมุ่งสู่นครวัด

นายโส มารา (So Mara) รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา และ นายจอ ทุน ออง (Cho Htun Aung) เอกอัครราชทูตพม่าประจำกัมพูชา ได้เข้าร่วมในพิธีพิธีเปิดเส้นทางบินตรงเส้นใหม่ในวานนี้(23 ก.พ.) และกล่าวในพิธีเปิดว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศจะมีเที่ยวบินตรงระหว่างกัน และเส้นทางบินนี้มีความสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ไม่เพียงแต่กระชับและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจเท่านั้น ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนและทำให้ความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พม่าห้ามทัวร์ไทยเข้าเชียงตุงหลัง"ชวน"ดอดเที่ยว


ภาพเมื่อปี 2551

เว็บไซต็ Khonkhurtai รายงานวันที่ 16 กุมภาพันธ์ความว่า ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. เป็นต้นมา กองทัพภาคสามเหลี่ยมพม่า มีบก.อยู่ที่เมืองเชียงตุง รัฐฉานภาคตะวันออก ได้มีคำสั่งห้ามรถทัวร์จากประเทศไทย เดินทางข้ามจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผ่านท่าขี้เหล็กไปยังเมืองเชียงตุงได้อีก โดยทางกองทัพภาคไม่ได้ชี้แจงถึงสาเหตุการสั่งห้ามในครั้งนี้

ขณะที่แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพม่าเปิดเผยว่า การสั่งห้ามรถทัวร์จากไทยเกิดขึ้นหลังจากนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคนสนิทเดินทางเข้าไปเที่ยวเมืองเชียงตุง เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยอดีตนายกรัฐมนตรีได้พักค้างที่เมืองเชียงตุงหนึ่งคืนก่อนเดินทางกลับ

"การเดินทางไปเมืองเชียงตุงของนายชวนทำให้เจ้าหน้าที่ในท้องที่ถูกตำหนิจากเบื้องบน โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ในท้องที่ไม่มีการตรวจเช็คและแจ้งให้เบื้องบนทราบ" แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พม่าประจำด่านตรวจมักไม่มีการเข้มงวดนักท่องเที่ยวจากไทยที่เดินทางไปกับรถทัวร์ขนาดใหญ่ ซึ่งหากผู้นำทาง หรือ ไกด์ลงไปแจ้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่อเจ้าหน้าที่ ทางเจ้าหน้าที่จะไม่มีการขึ้นตรวจเช็คบนรถอย่างละเอียด และเชื่อว่า คณะทัวร์ของนายชวน หลีกภัย อาจไม่ได้ถูกตรวจเช็คบุคคลจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจ ทำให้สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองเชียงตุง และเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของพม่าในพื้นที่ถูกตำหนิ

แหล่งข่าวเผยว่า นายชวนพร้อมคณะได้เดินทางไปสักการะพระธาตุจอมทอง และวัดหัวโข่ง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเชียงตุง จากนั้นได้เดินทางเที่ยวชมตลาดเมืองเชียงตุง ซึ่งระหว่างนั้น มีผู้คนที่จำนายชวนได้จากการดูโทรทัศน์ของไทยต่างสะกิดให้กันดูด้วยความดีใจ ขณะที่บางคนได้หยิบกล้องถ่ายถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกด้วย โดยคณะทัวร์ของนายชวน ได้เดินทางกลับในวันที่ 24 ม.ค. ซึ่งหลังจากคณะทัวร์ของนายชวนเดินทางกลับ ทางแม่ทัพภาคเชียงตุงถึงได้ทราบเรื่อง
Google