แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SME แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SME แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ITonnews-เศรษฐีนอกเวลาเสกเศษผ้าแต่งตุ๊กตาบลายท์(Blythe)สร้างรายได้

จบไปแล้วสำหรับการสัมมนา “เตรียมความพร้อม SMEs ไทย สู่สากล” และ Export Clinic “เจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ” กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการส่งออก เสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ให้เกิดความพร้อมในการเจาะตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกันก็มีเสียงเตือนจากนายปราโมทย์ วิทยาสุข อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในงานสัมมนา”ผลกระทบเขตการค้าเสรีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) โดยขอให้ผู้ประกอบการศึกษาประเทศคู่ค้าให้ดี ส่วนการเปิดตัวนั้นของให้เปิดตัวผ่านเว็บไซต์หรือร่วมกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ และขอให้นำข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเจรจากับคู่ค้า
เสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมงานการสัมมนา “เตรียมความพร้อม SMEs ไทย สู่สากล” และ Export Clinic “เจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ” แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะได้หาความรู้เพิ่มเติมในนิตยสาร SME Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำตลาดต่างประเทศของ SME อยู่ พร้อมกันนี้ตอน IT Zone มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “โอเพ่นซอร์ช เทคโนโลยี ตัวช่วย SME ฝ่าวิกฤติ” และการปรับเว็บไซต็ให้ยอดขายกระจุยภาค 3 ตอน เขียนบทความดีๆ Google รัก-เว็บไซต์ดังไม่รู้ตัว ซึ่งก็คือการทำ SEO นั่นเอง โดยแนะนำการเขียนโดยเฉพาะคีย์เวิร์ด(Keyword)ทอง และการจัดวาง
แต่ที่น่าสนใจและนำมาเป็นหัวเรื่องครั้งนี้ก็คือเรื่องของเศรษฐีนอกเวลาตามที่ นิตยสาร SME Thailand ได้นำมามาเป็นบทเด่นของฉบันเดือนนี้ โดยเฉพาะการแต่งตุ๊กตาบลายท์ (Blythe) ที่กำลังฮิตในคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะดารา ของคุณรังสินี ประมูลวงศ์ และลูกสาว ทั้งๆที่เธอเองก็มีโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ที่จังหวัดนครปฐมอยู่แล้ว
คุณรังสินีเห็นลูกสาวสนใจและเข้าสู่ชุมชนชาวบลายท์ จึงได้ทุ่มเทให้กับการแต่งตุ๊กตาบลายท์ (Blythe) แบบไร้ขีดจำกัด โดยได้ขอเศษผ้าจากญาติที่มีอาชีพเย็บผ้ามาทดลองเย็บ และได้ชักชวนให้ญาติและคนรู้จักมาร่วมกันทำ และขยายงานไปสู่กลุ่ม OTOPชุมชน แล้วจำหน่ายผ่านทางเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ www.blythethailand.com จนทำให้มีออร์เดอร์เข้ามาอย่างแต่เนื่อง และมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท
คุณรังสินีบอกว่า ไม่ใช่เรามีความสุขแต่คนรอบข้างก็มีความสุข กลุ่มคนเย็บผ้าซึ่งมีช่วงว่างงานก็มีงานทำ มีรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านป้าๆ ยายๆ มีความสุข จากที่อยู่ว่างๆก็มีรายได้ขึ้นมา คนซื้อไปก็มีความสุข คงต้องบอกว่าสุขกันทั่วหน้า ใครจะเอาอย่างก็คงไม่มีใครห้าม

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ITonnews-SMEหนุนงานThailand Software Fair 2009เงินสะพัด10ล้าน

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ดร.รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ร่วมกับนายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือ เอทีเอสไอ (ATSI) แถลงถึงผลการจัดงาน Thailand Software Fair 2009 ระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ ที่ห้างสรรพสินค้าพารากอน โดย ดร.รุ่งเรือง กล่าวว่า สรุปโดยรวมการซื้อขายซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นจริงภายในงานมีกว่า 10 ล้านบาท แต่ผลพวงจากงานนี้คาดว่าจะมีการซื้อขายตามมารวมทั้งสิ้น 80 ล้านบาท
ดร.รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า โซลูชั่นส์ซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ซอฟต์แวร์แพคเกจ ที่มีการรวบรวมหลายระบบไว้ในโปรแกรมเดียว อาทิ ระบบคลังสินค้า, ระบบบุคคล, ระบบ POS, ระบบ Security และระบบรายงาน เป็นต้น โดยโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมนี้มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 18,000 บาท กอปรกับการได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในการให้ SMEs สามารถซื้อซอฟต์แวร์ได้ลดราคา 50% หรือไม่เกิน 10,000 บาท จึงทำให้ SMEs และเจ้าของกิจการมีการตัดสินใจซื้อที่ง่ายขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์สามารถปิดการขายได้ภายในงาน

"ส่วนซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ ซอฟต์แวร์บัญชี และบุคคล/เงินเดือน เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ให้เจ้าของกิจการ และนักธุรกิจ ในการทำบัญชีรับ-จ่ายให้กับกิจการได้เป็นอย่างดี ส่วนของซอฟต์แวร์ใหญ่ๆ ที่มีราคาสูงตั้งแต่ 100,000 – ล้านบาท อย่างซอฟต์แวร์ ERP, ซอฟต์แวร์โรงงานที่เจาะจงในแต่ละภาคอุตสาหกรรม ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน" ผอ.ซิป้า กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภทธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการเยอะที่สุด ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมอื่นที่มาเลือกดูซอฟต์แวร์ เช่น ภาคโรงแรม รีสอร์ท สปา, อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ คลินิค โรงพยาบาล, อุตสาหกรรมสิ่งทอ, อุตสาหกรรมอัญมณี และ อุตสาหกรรมการขนส่ง ลอจิสติกส์ เป็นต้น

นายสมเกียรติ กล่าวถึงแนวโน้มตลาดไอทีปี 2552-2553 ว่า น่าจะมีการชะลอการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ โดยสังเกตได้จากข่าวคราวของยักษ์ใญ่ฮาร์ดแวร์หลายค่ายที่ปรับลดคนงานบ้าง และลดจำนวนการผลิตบ้าง แต่ที่เห็นชัดเจนเลยคือในส่วนของซอฟต์แวร์กลับคึกคักมากขึ้นโดยมีการออกโซลูชั่นส์ใหม่ ๆ และโปรโมชั่นเสริมที่เหมาะกับสถานการณ์มาให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ ซึ่งตรงนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบของผู้บริโภคที่จะได้ของมีคุณภาพในราคาเหมาะสม ซึ่งตนคาดว่าในปีนี้ตลาดซอฟต์แวร์น่าจะคึกคัก และขยับทำเม็ดเงินให้แก่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มากกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ITonnews-ก.พาณิชย์จัดสัมมนาSMEsสู่ตลาดโลก

วันนี้ (23ก.พ.) ได้เห็นข่าวโฆษณาของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการส่งออก ทางสื่อสิ่งพิมพ์ ที่กำหนดเกี่ยวกับการจัดการสัมมนา “เตรียมความพร้อม SMEs ไทย สู่สากล” และ Export Clinic “เจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ” ในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ตั้งแต่เวลา 2552 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น
ต้องบอกว่ารู้สึกเสียดายจริงๆ เพราะทางกระทรวงให้กำหนดให้แจงความประสงค์เข้าร่วมการสัมมนาภายในวันที่ 20 ก.พ. ซึ่งกระทรวงได้จับมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ ให้เท่าทันระบบการค้าใหม่ กฎระเบียบทางการค้าตลอดจนเสริมสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ให้เกิดความพร้อมในการเจาะตลาดต่างประเทศ
รวมทั้ง เพื่อสร้างความตระหนักให้เห็นความสำคัญในการปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อรองรับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง และสภาวะทั่วไปที่จำเป็นต้องรู้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่เหมาะสม และสร้างความมั่นคง ต้องเข้าดูข้อมูลของกระทรวงบ่อยๆแล้วคือ
http://www.dbd.go.th จะได้ไม่พลาดโอกาสอีก...อิอิ

ITonnews-สายไปหรือเปล่าใช้อินเทอร์เน็ตเสริมธุรกิจSME

หลังจากได้เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี(SME)เมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ.เรื่อง การทำ SEOสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SME) วันนี้ (23ก.พ.) ได้มีโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์โฟสต์ทูเดย์ คอลัมน์เอสเอ็มอีมือโปรโดยอานนท์ เรื่อง”สายไปหรือหรือเปล่ากับอินเทอร์เน็ตเสริมธุรกิจ” เมื่อได้อ่านเนื้อหาแล้ว ก็มีส่วนสนับสนุนกัน
คุณอานนท์ได้แนะนำให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SME) ควรหันมาสนใจอินเทอร์เน็ตอันดับแรกของให้คลิกเว็บไซต์เกี่ยวกับ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SME) ไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้ทราบข้อดีข้อด้อยของแต่ละเว็บไซต์ แต่จุดอ่อนของเว็บไซต์ที่คุณอานนท์ติงก็คือ บอกราคาของสิ้นค้าไม่ชัดเจน และรูปเล็กเกินไป
หลังจากนั้นคุณอานนท์ก็แนะนำว่า เบื้องต้นให้นำสิ้นค้าไปแปะหรือฝากขายตามเว็บไซต์ขายของไปก่อนและขอให้ความไปตรวจทุกวันว่ามีคนสนใจอ่านหรือไม่
พอมีข้อมูลของสิ้นค้ามากๆถึงค่อยคิดที่จะทำเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เมื่อคิดจะลงมือทำนั้นและถึงจะเข้าสู่กระบวนการการทำ SEO ขอให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมตามที่ได้เขียนไว้หรือจากแหล่งอื่น ก็จะทำให้มีโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น และแล้วรายได้ก็จะลอยมาเอง เนื่องจากว่าทั่วโลกสนใจที่จะซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตนี้เป็นการเปิดเผยของบริษัทอะโดบี ซิสเต็มส์จะบอกให้
และขอให้สนใจศึกษาและติดตามการเคลื่อนไหวของไอทีต่อไป เพราะคุณวสันต์ จาติกวณิช กรรมการผู้จัดการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.ล็อกซเลย์ บอกว่าในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันนี้เช่นกันว่า "ไอที Never Die" จริงๆๆครับ พร้อมกันนี้คุณวสันต์ยังบอกว่า การนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ที่จะทำให้คุณส่วนใหญ่ได้ประโยชน์อย่างรวดเร็วคือการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพราะจะช่วยยกระดับความรู้ของคนไทยในทุกพื้นที่ได้และความรู้จะช่วยให้คนไม่ถูกเอาเปรียบ

AREAเผยตลาดอสังหาฯจาการ์ตที่อยู่อาศัยแบบSMEเหมาะ

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าทรัพย์สิน AREA (บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส) www.area.co.th ได้เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงจาการ์ตาว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA ได้ขยายตลาดไปสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศอาเซียน โดยที่ผ่านมาได้มีแผนการสำรวจในนครโฮชิมินห์ กรุงพนมเปญ กรุงมนิลา และกรุงจาการ์ตา และได้นำเสนอในกรณีของนครโฮชิมินห์และกรุงพนมเปญไปแล้ว ในที่นี้จึงขอเสนอผลการศึกษา ณ กรุงจาการ์ตา
การสำรวจนี้เป็นการสำรวจล่าสุดและมีขนาดใหญ่และกว้างขวางที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย โดยยังไม่มีหน่วยงานใดในกรุงจาการ์ตาได้เคยสำรวจมาก่อนนอกจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA นี้ การสำรวจนี้ดำเนินการในปลายปี 2551 ประกอบด้วยโครงการที่อยู่อาศัยที่กำลังขายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมด 219 โครงการ
การสำรวจนี้ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทั้งหมด 52,184 หน่วย ประกอบด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 3,738 ล้านเหรียญ หรือ 130,830 ล้านบาท โดยราคาเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในกรุงจาการ์ตาเป็นเงินหน่วยละประมาณ 2.5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าพอ ๆ กับราคาที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร
64% ของที่อยู่อาศัยในกรุงจาการ์ตามีผู้จองซื้อไว้แล้ว และขณะนี้เหลือสินค้าที่อยู่อาศัยรอการขายในตลาดอยู่เพียง 18,606 หน่วย ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่ขณะนี้มีหน่วยขายรอการขายอยู่ถึงประมาณ 100,000 หน่วยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับอัตราการขายต่อเดือนเป็นประมาณ 6% ต่อจำนวนหน่วยรวมของแต่ละโครงการ หรือราว 2,145 หน่วยที่สามารถขายได้ในแต่ละเดือน และหากพิจารณาจากจำนวนหน่วยที่ยังเหลืออยู่ในท้องตลาด คาดว่าสินค้าที่อยู่อาศัยในกรุงจาการ์ตาจะหมดไปภายในกำหนด 6 เดือน หากไม่มีการเปิดตัวโครงการเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ สถานการณ์เช่นนี้นับว่าดีกว่าประเทศไทยเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ทั้งหมดนั้น 80% หรือราว 41,747 หน่วย ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552-2554 แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ยังมีความเปราะบางในทางหนึ่ง เพราะหากเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ บ้านที่กำลังสร้างอยู่ ก็อาจหยุดก่อสร้างไปได้ อันอาจสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับในเขตใจกลางกรุงจาการ์ตานั้นมีหน่วยขายรวม 14,837 หน่วย ซึ่งเป็นราว 28% ของหน่วยขายทั้งหมด รวมมูลค่าสูงถึง 1,967 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 68,845 ล้านบาท ซึ่งนับรวมได้ประมาณ 55% ของมูลค่าโครงการทั้งหมดในกรุงจาการ์ตา และส่วนมากที่พัฒนาใจกลางเมือง ก็คล้ายกับกรุงเทพมหานคร ก็คือ เป็นการพัฒนาในส่วนของที่อยู่อาศัยราคาแพงแบบอาคารชุดเป็นสำคัญ
เฉพาะในปี 2551 มีโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 84 โครงการที่เปิดตัวใหม่ รวมจำนวน 16,737 หน่วย หรือมีมูลค่า 1,052 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าน้อยกว่าในเขตกรุงเทพมหานครที่ปี 2551 มีการเปิดตัวถึง 67,791 หน่วย แสดงให้เห็นว่าขนาดของตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครใหญ่กว่าของกรุงจาการ์ตาถึง 4 เท่าตัว ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากรน้อยกว่าประเทศอินโดนีเซียถึงเกือบ 4 เท่าตัว
ราคาที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่ในกรุงจาการ์ตามีราคาเฉลี่ย 2.214 ล้านบาท ต่ำกว่าของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีราคาเฉลี่ย 2.582 ล้านบาท ราคาบ้านใหม่ในกรุงจาการ์ตา มีราคาต่ำกว่าราคาบ้านที่เปิดตัวในปีก่อนหน้าคือปี 2551 และ 2550 แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังหดตัวลง ผู้ประกอบการก็พยายามขายราคาลดลงตามลำดับ
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA ได้จัดลำดับโครงการขายดี 10 อันดับแรกของกรุงจาการ์ตาไว้ดังนี้:
1. กรีนพาร์ควิล เป็นอาคารชุด 900 หน่วย ขายราคาเพียงหน่วยละ 330,000 บาท
2. การ์เดเนีย บูเลวาร์ด อาคารชุดราคาปานกลาง 492 หน่วย ๆ ละ 1,300,000 บาท
3. บุรีเนอร์วานา ทาวน์เฮาส์ชั้นเดียวแสนถูก ราคาหน่วยละ 170,000 บาท
4. โบโกพาร์ค ทาวน์เฮาส์ราคาปานกลาง คือหน่วยละ 1.378 ล้านบาท
5. แองคอลแมนชัน โครงการบ้านเดี่ยวและอาคารชุดราคาแพงใจกลางเมือง
6. เดอะเวฟ อาคารชุดราคาปานกลางใจกลางเมือง
7. วันพาร์คเรซิเดนซ์ อาคารชุดราคาค่อนข้างถูก
8. บิลลาบอง 5 เป็นทาวน์เฮาส์ราคาถูกเพียง 170,000 บาทต่อหน่วย
9. เมเปิล พาร์ค เป็นอาคารชึดราคาปานกลาง
10. แอมบาสเสด เป็นอาคารชุดราคาแพง ตารางเมตรละ 60,000 บาทขึ้นไป
จะสังเกตได้ว่าโครงการเหล่านี้มีชื่อคล้ายคลึงกับชื่อโครงการในกรุงเทพมหานครเช่นกัน โดยเป็นชื่อต่างประเทศเป็นหลัก และอาจมีชื่อพื้นถิ่นผสมอยู่บ้าง เป็นต้น
ข้อที่น่าสังเกตในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงจาการ์ตาก็คือ มีการลดราคากันขนานใหญ่ประมาณ 10-15% เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ อย่างไรก็ตามโครงการที่เจ๊งคาให้เห็นนั้น ไม่พบ แต่ก็เชื่อว่ากำลังซื้อลดลงตามลำดับ
แนวทางการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ในกรุงจาการ์ตาได้แก่การสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อด้วยมาตรการเช่นเดียวกับไทยคือ ระบบคุ้มครองเงินดาวน์ การก่อสร้างแบบกึ่งอุตสาหกรรมเช่นที่ บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท ทำ อาจช่วยให้การก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบ SME ที่ไม่ใช่ขนาดใหญ่จนเกินไป อาจช่วยลดความเสี่ยงของโครงการได้ ประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ยังพอมีความหวังในกรุงจาการ์ตาได้แก่ที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์ราคาถูก และอาคารชุดราคาปานกลางใจกลางเมือง
สำหรับอินโดนีเซียมีความแตกต่างจากไทยตรงที่แม้กรุงจาการ์ตาจะมีขนาดใหญ่เช่นกรุงเทพมหานคร แต่นครขนาดรองลงมา ก็มีศักยภาพสูงมากเช่นกัน เพราะมีประชากรในเขตเมืองอยู่หลายล้านคนเช่นกัน ทำให้โอกาสการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองภูมิภาคอื่น ๆ มีสูงมาก เช่น นครเมดาน นครสุราบายา นครเมดาน นครมาคาสซา และอื่น ๆ
Google