นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า “ งาน ไทยแลนด์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์โป 2009 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและ ภูมิภาคเอเชียครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการก้าวย่างต่อไปในอุตสาหกรรมสารสนเทศ และการสื่อสารของไทยในตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ปัจจุบัน ภาพรวมตลาดอินเทอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดด โดยผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ได้นำมาใช้เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนทางธุรกิจ ประกอบกับการลดต้นทุน การบริหารจัดการขององค์กร จากการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการใช้อินเทอร์เน็ตในภาคประชาชน เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป
การจัดงานครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายไว้ร่วมกันว่า เราจะใช้งานนี้เป็นเวทีสำคัญในการแสดงนวัตกรรมด้านอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ และแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ซื้อ ได้เข้าถึงสินค้าและบริการในธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต อันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้อินเทอร์เน็ตในธุรกิจและชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ภายใต้แนวคิดการจัดงานที่ว่า “ ศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ครบวงจรครั้งแรกในเมืองไทย ; Thailand ' s 1 st Ultimate Internet & Technology Market Place ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
งานไทยแลนด์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์โป 2009 ในครั้งนี้ นับว่ามีความยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากเพราะได้รวบรวมผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ Content e-Business และ สื่อออนไลน์ กว่า 100 บริษัทเข้าร่วมงาน ตลอดระยะทั้ง 3 วัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 30 มกราคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ 1-3 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งถือเป็นการรวมตัวกันครั้งสำคัญของเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจอินเทอร์เน็ตในวงการนี้เลยทีเดียว
และเชื่อมั่นได้ว่างาน ไทยแลนด์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์โป 2009 จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้ประเทศไทย เป็น ศูนย์กลางด้านทาง อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยี ครบวงจรในระดับภูมิภาคต่อไป ”
คุณสมยศ ธนพิรุณธร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จัดงานในครั้งนี้ เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่งานได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยภายในงานตลอดระยะเวลา 3 วัน นอกจากจะมีผู้ประกอบการในธุรกิจอินเทอร์เน็ตมาร่วมเผยแพร่ความรู้และแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งสร้างโอกาสให้แก่ผู้ซื้อได้เข้าถึงสินค้าและบริการ ในธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตแล้วงานนี้ยังมีส่วนช่วยกระตุ้น ให้เกิดการใช้อินเทอร์เน็ต ในธุรกิจและในชีวิตประจำวันของคนไทยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและทำธุรกิจระหว่างผู้ร่วมแสดงงานภายใต้แนวคิดการจัดงานที่ว่า “ ศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ครบวงจรครั้งแรกในเมืองไทย ; Thailand 's 1 st Ultimate Internet & Technology Market Place ”
ภายในงานมีไฮไลท์ที่น่าสนใจคือ การจัดแสดงนิทรรศการ วิวัฒนาการอินเทอร์เน็ตซึ่งแสดงถึงพัฒนาการของอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เริ่มมีการใช้งานครั้งแรกรวมถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องของเทคโนโลยีบนโลกอินเทอร์เน็ตนำไปสู่การหลั่งไหลของวัฒนธรรม การเชื่อมโยง และย่อส่วน ทุกมุมของโลกใบนี้ เข้าด้วยกันอย่างง่ายดายจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ของวงการอินเทอร์เน็ตโลก และมีการจัดสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจ ในแต่ละวันเกี่ยวกับ Technology & Trend, e-commerce, IT Security, Content และ Application รวมไปถึงการจัดประชุมเชิงวิชาการ " Thailand IPv6 summit 2009" โดยสมาคม IPv6 / ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552 เป็นต้น
“ การจัดงานไทยแลนด์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์โป 2009 ครั้งนี้ จะถูกสร้างให้เป็นงานเอ็กซ์โประดับสากล ซึ่งจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และมั่นใจว่าจะอยู่ในความทรงจำ ของผู้ชมงานทุกท่านโดยมีแนวโน้มที่จะจัดขึ้น เป็นประจำทุกปีเพราะจะเห็นได้ว่า อินเทอร์เน็ต คือเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญ ในชีวิตประจำวัน มากขี้นเรื่อยๆ เราสามารถ เชื่อมโยงสังคมที่หลากหลาย / บนโลกใบนี้เข้าด้วยกัน/อย่างง่ายดายด้วยอินเทอร์เน็ต ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของโลกออนไลน์ต่อไปก็คือการพัฒนาคอนเทนท์ และแอพพลิเคชั่นบนอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ” คุณสมยศ ธนพิรุณธร กล่าวทิ้งท้าย
ขณะเดียวกัน"เอมี่"มรกต กิตติสาระ ดาราดังจากค่ายช่อง7 สี ได้เยี่ยมชมบูธเว็บไซต์ ในเครือเนชั่นกรุ๊ป โดยเฉพาะหน้าเว็บไซต์คมชัดลึก ที่มีการดีไซน์ใหม่ที่จะเปิดตัวเร็วๆนี้ ในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เน็ต เอกซ์โป 2009ด้วย
วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552
นศ.สาวล่าแต้มอึ๊บป.6"ถ่ายคลิป"อวดเพื่อน
ฉาวอีกวัยรุ่นสาวระดับปวส.-ปริญญาตรีเมืองพิษณุโลกฮิตแอ้มเด็ก แข่งกันทำแต้มไล่จีบเด็กชาย ป.6 วัย 11-12 ขวบถึงโรงเรียน ก่อนพาไปร่วมหลับนอน ถ่ายคลิปโชว์เพื่อนเป็นหลักฐาน ใครได้เด็กอายุน้อยยิ่งได้แต้มมาก ขณะที่เด็กชายยังคุยอวดกัน เผยหลังเรื่องแพร่สะพัดโรงเรียนเริ่มจับตามอง
เรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวัยเรียนของเด็กนักเรียนบางกลุ่มที่ผู้ปกครอง และอาจารย์ควรสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 มกราคม นายสันติ ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก กล่าวอ้างถึงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมของเด็กนักเรียนบางกลุ่มว่า ขณะนี้มีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ได้พูดคุยอวดเบ่งในหมู่เพื่อนฝูงระหว่างเด็ก ป.6 อายุประมาณ 11-12 ปี มาเล่าให้ฟังว่า ช่วงหลังเลิกเรียนจะมีหญิงสาววัยรุ่นศึกษาระดับอุดมศึกษาใน จ.พิษณุโลก เข้ามาตีสนิทในลักษณะเข้ามาจีบ และชวนไปเที่ยว กระทั่งจบด้วยการมีเพศสัมพันธ์
นายสันติกล่าวต่อว่า เด็กนักเรียนกลุ่มนี้เล่าให้ฟังว่า เรื่องดังกล่าวเกิดประมาณต้นเดือนมกราคม โดยหลังเลิกเรียนในช่วงเย็น เด็กนักเรียนกลุ่มนี้จะรวมตัวเล่นฟุตบอลที่สนามโรงเรียนทุกวัน ระหว่างนั้นมีหญิงสาววัยรุ่นที่ทราบต่อมาภายหลังว่า เรียนอยู่ระดับ ปวส.และปริญญาตรี ในสถาบันการศึกษา 2 แห่ง มานั่งดูเด็กนักเรียนกลุ่มนี้เล่นฟุตบอล จากนั้นจะเข้าไปตีสนิทกับเด็กผู้ชายที่หน้าตาดีด้วยการเข้ามาพูดคุย และแซวเพื่อให้รู้จักกัน
นายสันติกล่าวอ้างต่อว่า จากนั้นเมื่อสนิทกันแล้ว หญิงสาววัยรุ่นจะนัดเด็กชายไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะพาไปที่บ้านของหญิงสาว และจบลงด้วยการมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งขณะนี้ทราบว่าโรงเรียนดังกล่าวมีเด็กผู้ชายไปร่วมหลับนอนกับหญิงสาววัยรุ่นต่างวัย 2 ราย โดยรายหนึ่งไปกับสาวที่กำลังเรียนระดับปริญญาตรี อีกรายหนึ่งไปกับสาวที่เรียนระดับ ปวส. และที่สำคัญคือหญิงสาวได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ขณะที่กลุ่มเด็กชายก็ได้ถ่ายคลิปไว้เช่นกัน
“เด็กชายคุยเบ่งกันในกลุ่มเพื่อนฝูง แถมคุยกับผมด้วยความภูมิใจว่า พวกเขามีอะไรกับสาว ปวส.มาแล้ว แถมยังเอาคลิปมือถือที่ถ่ายมาเปิดอวดกันด้วย ตอนแรกได้ยินก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะไม่คิดว่าสังคมจะไปได้ถึงขนาดนี้ เมื่อถามไปเรื่อยๆ เด็กชายเล่าให้ฟังว่าหญิงสาววัยรุ่นเล่นเกมทำแต้มแข่งขันในหมู่เพื่อนสาวด้วยกันว่าขณะนี้กำลังฮิตเด็ก ใครจะมีความสามารถไปมีสัมพันธ์กับเด็กที่อายุน้อยมากยิ่งมีแต้มมาก และเมื่อจีบเด็กชายถึงขั้นหลับนอนด้วยแล้ว จะต้องถ่ายคลิปในมือถือไปแสดงเป็นหลักฐานด้วย เรื่องนี้ผมก็เห็นด้วยตาของผมเองหลายครั้งว่า วัยรุ่นสาวได้มาตีสนิทกันมาก และบางครั้งแสดงท่าทางกอดกับเด็กชาย ซึ่งตอนนั้นคิดว่าเป็นพี่น้องกัน" นายสันติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเรื่องดังกล่าวแพร่สะพัดออกไป โรงเรียนแห่งนี้ได้เริ่มจับตาและสอดส่องพฤติการณ์ของเด็กนักเรียนทั้งสองฝ่าย พร้อมเรียกเด็กในโรงเรียนไปสอบถาม แต่ยังไม่ได้ความจริง ขณะที่นักเรียนสาว และเด็กนักเรียนชายเริ่มไหวตัวทัน จึงใช้วิธีนัดพบกันนอกโรงเรียน โดยจะนัดไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขณะที่คลิปวิดีโอพบว่ามารดาของเด็กชายที่ถ่ายคลิปได้ยึดโทรศัพท์มือถือไว้แล้ว
ข้อมูลจาก - http://www.komchadluek.net/2009/01/29/x_main_a001_334441.php?news_id=334441
เรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวัยเรียนของเด็กนักเรียนบางกลุ่มที่ผู้ปกครอง และอาจารย์ควรสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 มกราคม นายสันติ ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก กล่าวอ้างถึงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมของเด็กนักเรียนบางกลุ่มว่า ขณะนี้มีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ได้พูดคุยอวดเบ่งในหมู่เพื่อนฝูงระหว่างเด็ก ป.6 อายุประมาณ 11-12 ปี มาเล่าให้ฟังว่า ช่วงหลังเลิกเรียนจะมีหญิงสาววัยรุ่นศึกษาระดับอุดมศึกษาใน จ.พิษณุโลก เข้ามาตีสนิทในลักษณะเข้ามาจีบ และชวนไปเที่ยว กระทั่งจบด้วยการมีเพศสัมพันธ์
นายสันติกล่าวต่อว่า เด็กนักเรียนกลุ่มนี้เล่าให้ฟังว่า เรื่องดังกล่าวเกิดประมาณต้นเดือนมกราคม โดยหลังเลิกเรียนในช่วงเย็น เด็กนักเรียนกลุ่มนี้จะรวมตัวเล่นฟุตบอลที่สนามโรงเรียนทุกวัน ระหว่างนั้นมีหญิงสาววัยรุ่นที่ทราบต่อมาภายหลังว่า เรียนอยู่ระดับ ปวส.และปริญญาตรี ในสถาบันการศึกษา 2 แห่ง มานั่งดูเด็กนักเรียนกลุ่มนี้เล่นฟุตบอล จากนั้นจะเข้าไปตีสนิทกับเด็กผู้ชายที่หน้าตาดีด้วยการเข้ามาพูดคุย และแซวเพื่อให้รู้จักกัน
นายสันติกล่าวอ้างต่อว่า จากนั้นเมื่อสนิทกันแล้ว หญิงสาววัยรุ่นจะนัดเด็กชายไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก่อนจะพาไปที่บ้านของหญิงสาว และจบลงด้วยการมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งขณะนี้ทราบว่าโรงเรียนดังกล่าวมีเด็กผู้ชายไปร่วมหลับนอนกับหญิงสาววัยรุ่นต่างวัย 2 ราย โดยรายหนึ่งไปกับสาวที่กำลังเรียนระดับปริญญาตรี อีกรายหนึ่งไปกับสาวที่เรียนระดับ ปวส. และที่สำคัญคือหญิงสาวได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ขณะที่กลุ่มเด็กชายก็ได้ถ่ายคลิปไว้เช่นกัน
“เด็กชายคุยเบ่งกันในกลุ่มเพื่อนฝูง แถมคุยกับผมด้วยความภูมิใจว่า พวกเขามีอะไรกับสาว ปวส.มาแล้ว แถมยังเอาคลิปมือถือที่ถ่ายมาเปิดอวดกันด้วย ตอนแรกได้ยินก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะไม่คิดว่าสังคมจะไปได้ถึงขนาดนี้ เมื่อถามไปเรื่อยๆ เด็กชายเล่าให้ฟังว่าหญิงสาววัยรุ่นเล่นเกมทำแต้มแข่งขันในหมู่เพื่อนสาวด้วยกันว่าขณะนี้กำลังฮิตเด็ก ใครจะมีความสามารถไปมีสัมพันธ์กับเด็กที่อายุน้อยมากยิ่งมีแต้มมาก และเมื่อจีบเด็กชายถึงขั้นหลับนอนด้วยแล้ว จะต้องถ่ายคลิปในมือถือไปแสดงเป็นหลักฐานด้วย เรื่องนี้ผมก็เห็นด้วยตาของผมเองหลายครั้งว่า วัยรุ่นสาวได้มาตีสนิทกันมาก และบางครั้งแสดงท่าทางกอดกับเด็กชาย ซึ่งตอนนั้นคิดว่าเป็นพี่น้องกัน" นายสันติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเรื่องดังกล่าวแพร่สะพัดออกไป โรงเรียนแห่งนี้ได้เริ่มจับตาและสอดส่องพฤติการณ์ของเด็กนักเรียนทั้งสองฝ่าย พร้อมเรียกเด็กในโรงเรียนไปสอบถาม แต่ยังไม่ได้ความจริง ขณะที่นักเรียนสาว และเด็กนักเรียนชายเริ่มไหวตัวทัน จึงใช้วิธีนัดพบกันนอกโรงเรียน โดยจะนัดไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขณะที่คลิปวิดีโอพบว่ามารดาของเด็กชายที่ถ่ายคลิปได้ยึดโทรศัพท์มือถือไว้แล้ว
ข้อมูลจาก - http://www.komchadluek.net/2009/01/29/x_main_a001_334441.php?news_id=334441
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552
กลุ่มเหล็กหนุนรัฐเร่งผลักดันเหล็กต้นน้ำ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยกรณีกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอโครงการเหล็กต้นน้ำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยมาก จึงทำให้โครงการต้องเลื่อนมา ซึ่งความล่าช้า เป็นปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยรัฐบาลจะต้องเป็นผู้ดำเนินการจัดหา ขณะที่เอกชนโดยเฉพาะ เครือสหวิริยามีความพร้อมจะดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวอยู่แล้ว เพียง ทั้งในเรื่องของเงินทุนและสถานที่ก่อสร้าง
นายชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด(มหาชน)หรือ AMC กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก คาดว่าจะได้รับประโยชน์ด้วยและเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าวให้ได้รับความสนใจและมีคุณภาพมากขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง กล่าวว่า การที่ภาครัฐต้องการให้มีการลงทุนโรงถลุงเหล็ก ถือเป็นข่าวที่ส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุนหุ้น SSI เพราะโครงการสร้างโรงถลุงเหล็กดังกล่าวยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทำให้ประเทศไม่ต้องนำเข้าเหล็กในต้นทุนสูง ลดขาดดุลการค้าและยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้าหากโครงการเหล็กต้นน้ำของเครือสหวิริยาเกิดขึ้นโดยเร็ว จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติการขาดดุลการค้าเหล็กอันมหาศาลของประเทศไทยได้
แรงงานประจวบฯ ยังเฝ้าระวังปัญหาว่างงาน
นางนิยดา ศิริโชติ แรงงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากการทำงานของ คณะทำงานติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการและแรงงาน พบว่า สถานการณ์แรงงานในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบันยังไม่น่าห่วง ทั้งในส่วนของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว โดยแม้มีการเลิกจ้างแต่ก็สามารถหางานทำใหม่ได้โดยเป็นลักษณะของการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งนี้ได้มีการรายงานสถานการณ์ต่อนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 5 โดยการทำงานยังเฝ้าระวังต่อเนื่องแล้ว
ทั้งนี้สำหรับความต้องการแรงงานภาคอุตสาหกรรมนั้น ก่อนหน้านี้เครือสหวิริยาระบุว่า การดำเนินโครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ อ.บางสะพาน ตามแผนเฟสแรกในปี 2552 จะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 5,000 อัตรา อย่างไรก็ตามล่าสุดได้มีการประกาศหยุดดำเนินโครงการซึ่งลงทุนไปแล้วกว่า 3 พันล้านบาทเพื่อรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล
นายชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด(มหาชน)หรือ AMC กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก คาดว่าจะได้รับประโยชน์ด้วยและเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าวให้ได้รับความสนใจและมีคุณภาพมากขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง กล่าวว่า การที่ภาครัฐต้องการให้มีการลงทุนโรงถลุงเหล็ก ถือเป็นข่าวที่ส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุนหุ้น SSI เพราะโครงการสร้างโรงถลุงเหล็กดังกล่าวยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทำให้ประเทศไม่ต้องนำเข้าเหล็กในต้นทุนสูง ลดขาดดุลการค้าและยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้าหากโครงการเหล็กต้นน้ำของเครือสหวิริยาเกิดขึ้นโดยเร็ว จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติการขาดดุลการค้าเหล็กอันมหาศาลของประเทศไทยได้
แรงงานประจวบฯ ยังเฝ้าระวังปัญหาว่างงาน
นางนิยดา ศิริโชติ แรงงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากการทำงานของ คณะทำงานติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการและแรงงาน พบว่า สถานการณ์แรงงานในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบันยังไม่น่าห่วง ทั้งในส่วนของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว โดยแม้มีการเลิกจ้างแต่ก็สามารถหางานทำใหม่ได้โดยเป็นลักษณะของการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งนี้ได้มีการรายงานสถานการณ์ต่อนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 5 โดยการทำงานยังเฝ้าระวังต่อเนื่องแล้ว
ทั้งนี้สำหรับความต้องการแรงงานภาคอุตสาหกรรมนั้น ก่อนหน้านี้เครือสหวิริยาระบุว่า การดำเนินโครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ อ.บางสะพาน ตามแผนเฟสแรกในปี 2552 จะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 5,000 อัตรา อย่างไรก็ตามล่าสุดได้มีการประกาศหยุดดำเนินโครงการซึ่งลงทุนไปแล้วกว่า 3 พันล้านบาทเพื่อรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552
เอกชนลุ้นครม.เศรษฐกิจ ถกมาตราการหนุนอุตสาหกรรมเหล็ก
นายวีรศักดิ์ ชัยสุพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอสพี สตีลเซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CSP เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ประกอบกับกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ อนุมัติแผนการสนับสนุนโครงการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ (โรงถลุงเหล็ก) ในประเทศไทย ภายในเดือนมกราคม 2552คงส่งผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมให้มีทิศทางที่ดีขึ้น
นอกจากนี้หากมีโรงถลุงเหล็กคงช่วยพัฒนาสินค้าเหล็กให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วย นายวีรศักดิ์ กล่าว ปัจจุบันแผนเจรจากับพันธมิตรในประเทศจีน เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจเหล็กอาจยกเลิกหรือชะลอออกไปก่อน จนกว่าภาวะเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น เพราะหากลงทุนในช่วงนี้อาจไม่คุ้มค่านอกจากนี้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นไม่กล้าจับจ่ายซื้อสินค้าสำหรับในปี 2552 บริษัทตั้งเป้ารักษารายได้ใกล้เคียงกับปี 2551 ที่คาดทำได้ 3,500ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่ทำได้ 2,796.14 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ประกอบกับราคาเหล็กยังมีแนวโน้มต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่เคยขึ้นไปสูงสุดตามทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันในตลาดโลก
อุตฯเผยไทยมีแหล่งแร่เหล็กพร้อมพัฒนาเชิงพาณิชย์
นาย ดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกรณีที่มีการระบุว่าไทยไม่มีศักยภาพในการดำเนินโครงการโรงถลุงเหล็กเนื่องจากไม่มีแหล่งแร่ว่า ประเทศไทยมีแหล่งแร่ในพื้นที่จังหวัด ลำพูน และลำปาง ที่ยังรอการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และที่ผ่านมาสามารถส่งออกได้ปีละกว่า 1 แสนตัน ส่วนการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และบราซิลที่เป็นแหล่งแร่เหล็กที่สำคัญของโลกนั้น ถือเป็นความได้เปรียบในเรื่องราคามากกว่าโดยเฉพาะถ้าหากสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า การที่โครงการเหล็กต้นน้ำจะเกิดขึ้นได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ และเอกชนจำต้องเดินไปด้วยกัน
เนื่องจากโครงการนี้จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และระบบขนส่งสูงมาก รวมทั้งยังอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสังคม และชุมชน ซึ่งถ้าชุมชนเห็นด้วยโครงการนี้ก็จะเกิดขึ้นได้นอกจากนี้รัฐบาลต้องลุยเต็มที่ ตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเป็นเจ้าภาพหลักขึ้นมาดูแล เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้หากมีโรงถลุงเหล็กคงช่วยพัฒนาสินค้าเหล็กให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วย นายวีรศักดิ์ กล่าว ปัจจุบันแผนเจรจากับพันธมิตรในประเทศจีน เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจเหล็กอาจยกเลิกหรือชะลอออกไปก่อน จนกว่าภาวะเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น เพราะหากลงทุนในช่วงนี้อาจไม่คุ้มค่านอกจากนี้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นไม่กล้าจับจ่ายซื้อสินค้าสำหรับในปี 2552 บริษัทตั้งเป้ารักษารายได้ใกล้เคียงกับปี 2551 ที่คาดทำได้ 3,500ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่ทำได้ 2,796.14 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ประกอบกับราคาเหล็กยังมีแนวโน้มต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่เคยขึ้นไปสูงสุดตามทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันในตลาดโลก
อุตฯเผยไทยมีแหล่งแร่เหล็กพร้อมพัฒนาเชิงพาณิชย์
นาย ดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกรณีที่มีการระบุว่าไทยไม่มีศักยภาพในการดำเนินโครงการโรงถลุงเหล็กเนื่องจากไม่มีแหล่งแร่ว่า ประเทศไทยมีแหล่งแร่ในพื้นที่จังหวัด ลำพูน และลำปาง ที่ยังรอการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และที่ผ่านมาสามารถส่งออกได้ปีละกว่า 1 แสนตัน ส่วนการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และบราซิลที่เป็นแหล่งแร่เหล็กที่สำคัญของโลกนั้น ถือเป็นความได้เปรียบในเรื่องราคามากกว่าโดยเฉพาะถ้าหากสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า การที่โครงการเหล็กต้นน้ำจะเกิดขึ้นได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ และเอกชนจำต้องเดินไปด้วยกัน
เนื่องจากโครงการนี้จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และระบบขนส่งสูงมาก รวมทั้งยังอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสังคม และชุมชน ซึ่งถ้าชุมชนเห็นด้วยโครงการนี้ก็จะเกิดขึ้นได้นอกจากนี้รัฐบาลต้องลุยเต็มที่ ตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเป็นเจ้าภาพหลักขึ้นมาดูแล เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552
จตุคามฟีเวอร์:ฝรั่งหัวใจพุทธไทยพุทธหัวใจไสยศาสตร์แล้วหรือ
เมื่อวานนี้ (15พ.ค.) ได้อ่านข่าวผ่านทางบล็อก ThelastKGB ระบุมี ดาราฝรั่ง 2 คนนับถือศาสนาพุทธคือ ริชาร์ด เกียร์ และคีอานู รีฟส์ โดยทำหน้าที่บรรยายธรรม
ทั้งนี้ภายใต้การดำเนินการขององค์กรสอนศาสนาพุทธนิกายมหายาน "The Foundation for the Preservation of the Mahayana Tradition" หรือ FPMT ซึ่งได้จัดทำวีดีโอ ชุด Discovering Buddhism ด้วยความมุ่งหวังให้คนที่ดูวีดีโอชุดนี้ เข้าใจและปฎิบัติตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ
ThelastKGB ได้อ้างอิงข้อมูลของคุณ angy_11 เจ้าของ blog คีอานูหนึ่งเดียวในประเทศไทย ....เอื้อเฟื้อภาพและข้อมูลประกอบ......http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=keanuthailand
ขณะเดียวกันวันนี้ (16พ.ค.) ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 17-19 พ.ค.หน้าบริหารจัดการ เรื่อง "ปรัชญาพุทธกับนักคิดระดับโลก มาร์แชล โกลด์สมิธ" โดยระบุ เป็นบุคคลที่ได้นำหลักปรัชญาพุทธไปประยุกต์ใช้ในการบริการธุรกิจ
"สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเป็นอดีต เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ ผมจึงให้ความสำคัญต่อการสอนที่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของวันนี้ ดังนั้น ทุก ๆ ครั้งที่สอนมักจะบอกเสมอ ๆ ว่า เมื่อสูดลมหายใจคราใด ให้คิดซะว่านั่นคือคุณคนใหม่"
นี้เป็นคำกล่าวของ มาร์แชล ซึ่งเป็นกูรูผู้มากด้วยความสามารถวัย 58 ปี ได้การจัดอันดับเป็นยอดแห่งนักคิดเป็นยอดนักคิดและผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงอิทธิพลต่อสาขาการบริการจัดการในประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งการพัฒนาความเป็นผู้นำ ทั้งได้รับการยกย่องยอมรับจากสื่อมวลชนทางด้านธุรกิจที่สำคัญ
มองมาที่ประเทศไทย ขณะนี้กระแสจตุคามกำลังฟีเวอร์ พระมีหน้าที่เสก จึงทำให้เกิดความคิดว่าฝรั่งเขามีหัวใจพุทธ ส่วนคนไทยมีหัวใจไสยศาสตร์ไปแล้วหรือ
วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม 2550
ทั้งนี้ภายใต้การดำเนินการขององค์กรสอนศาสนาพุทธนิกายมหายาน "The Foundation for the Preservation of the Mahayana Tradition" หรือ FPMT ซึ่งได้จัดทำวีดีโอ ชุด Discovering Buddhism ด้วยความมุ่งหวังให้คนที่ดูวีดีโอชุดนี้ เข้าใจและปฎิบัติตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ
ThelastKGB ได้อ้างอิงข้อมูลของคุณ angy_11 เจ้าของ blog คีอานูหนึ่งเดียวในประเทศไทย ....เอื้อเฟื้อภาพและข้อมูลประกอบ......http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=keanuthailand
ขณะเดียวกันวันนี้ (16พ.ค.) ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 17-19 พ.ค.หน้าบริหารจัดการ เรื่อง "ปรัชญาพุทธกับนักคิดระดับโลก มาร์แชล โกลด์สมิธ" โดยระบุ เป็นบุคคลที่ได้นำหลักปรัชญาพุทธไปประยุกต์ใช้ในการบริการธุรกิจ
"สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเป็นอดีต เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ ผมจึงให้ความสำคัญต่อการสอนที่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของวันนี้ ดังนั้น ทุก ๆ ครั้งที่สอนมักจะบอกเสมอ ๆ ว่า เมื่อสูดลมหายใจคราใด ให้คิดซะว่านั่นคือคุณคนใหม่"
นี้เป็นคำกล่าวของ มาร์แชล ซึ่งเป็นกูรูผู้มากด้วยความสามารถวัย 58 ปี ได้การจัดอันดับเป็นยอดแห่งนักคิดเป็นยอดนักคิดและผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงอิทธิพลต่อสาขาการบริการจัดการในประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งการพัฒนาความเป็นผู้นำ ทั้งได้รับการยกย่องยอมรับจากสื่อมวลชนทางด้านธุรกิจที่สำคัญ
มองมาที่ประเทศไทย ขณะนี้กระแสจตุคามกำลังฟีเวอร์ พระมีหน้าที่เสก จึงทำให้เกิดความคิดว่าฝรั่งเขามีหัวใจพุทธ ส่วนคนไทยมีหัวใจไสยศาสตร์ไปแล้วหรือ
วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม 2550
ยุคจตุคามฟีเวอร์จะนับถือพุทธอย่างไรไม่ให้เพี้ยน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ุ เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม นอกจากจะให้คติธรรมเกี่ยวกับจตุคามฟีเวอร์ โดยมอบหมายให้สำหนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิมพ์แจกเรื่อง "คติจตุคามรามเทพ" เนื่องในวันวิสาขบูชาที่จะมาถึงนี้แล้ว
ท่านเจ้าคุณยังได้ให้คติเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องวัตถุมงคลไว้ สามารถรับฟังได้ที่
"นับถือพุทธศาสนา อย่าให้เพี้ยน"
วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550
ท่านเจ้าคุณยังได้ให้คติเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องวัตถุมงคลไว้ สามารถรับฟังได้ที่
"นับถือพุทธศาสนา อย่าให้เพี้ยน"
วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550
พระประยุทธ์ให้ทำความดีเช่นเทพจตุคามอย่าเป็นเหยื่อลัทธิบริโภคนิยม
"เจ้าคุณประยุทธ์"วิพากษ์กระแส"จตุคามฯ" วงจรลัทธิบริโภคนิยมกับลัทธิหวังผลดลบันดาลมาบรรจบกัน ทำสังคมไทยหมุนกลิ้ง คนเป็นโรคเส้นตื้น เป็นเหยื่อที่ดีของธุรกิจ "พระ-วัด"ฉวยโอกาสหาลาภ ไม่ยืนอยู่กับพระรัตนตรัยผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เตรียมเผยแพร่บทสนทนาธรรม "คติ : จตุคามรามเทพ" เนื่องในโอกาสวิสาขบูชา วันที่ 31พฤษภาคม จัดพิมพ์โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 10,000 เล่ม เนื้อหาถ่ายทอดผ่านบทสนทนาธรรมระหว่างคณะผู้มาเยี่ยม กับท่านเจ้าคุณปยุต มีทั้งหมด 6 บท ได้แก่ บทสนทนาธรรม "คติ : จตุคามรามเทพ, หลวงพ่อที่ดัง มีเทวดาใหญ่เฝ้าดู, ที่ใหญ่แท้คือธรรม พึ่งกรรมดีกว่ารอเทวดา, เทพดี คนดี บรรจบกันที่ธรรม, ผู้มีปัญญา เชิญเทพพรหมมาช่วยพัฒนาบ้านเมือง และยุคธุรกิจฟู่ฟ่า เงินต้องมาเป็นทาสรับใช้ธรรม รวม 24 หน้า ท่านเจ้าคุณปยุตตอบคำถามของผู้มาเยี่ยมที่แสดงความเป็นห่วงปรากฏการณ์จตุคามฯ ว่ากระแสจตุคามฯเป็นเพียงอาการหนึ่งของโรคนี้ที่สังคมไทยเป็นมานานแล้ว เรื่องพระพรหม พระราหู พระพิฆเนศ คนไทยเอาทั้งนั้น เดี๋ยวก็ฮือๆ แต่ตอนนี้อาการแรงขึ้นๆ ถ้าปล่อยกันอยู่ ก็คงแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงจุดหนึ่งก็อาจจะเป็นสังคมหลักลอย ที่ผู้คนเลื่อนลอย หาอะไรเป็นหลักยึดไม่ได้ บางคนอาจจะเรียกว่า "โรคเส้นตื้น" มองอีกแง่หนึ่ง เรื่องนี้ ถ้าคนเป็นชาวพุทธจริง ไม่ต้องไปห่วง ถึงจะนับถือของพวกนี้ ก็จะมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ให้เกิดผลเสียหายท่านเจ้าคุณปยุตกล่าวว่า พวกที่พาสังคมเคว้งคว้างน่าห่วงแน่ คือพวกตื่นตามกระแส หรือพวกเหยื่อกระแส พวกนี้นอกจากไม่มีหลักอะไร พระพุทธศาสนาที่ตัวว่านับถือ ก็ไม่รู้จักเลย นอกจากนั้นแล้ว แม้แต่สิ่งที่ตัวไปรับเอามา อย่างจตุคามฯนั้น ตัวก็ไม่รู้หน้ารู้หลังว่าเป็นอะไร ไปอย่างไรมาอย่างไรกันแน่ ได้แต่ว่าไปตามเสียงที่ปั่นกระแสเท่านั้นเอง นี่ด้านชาวบ้าน แต่ไม่ใช่แค่โยมเท่านั้น มาเป็นเรื่องของพระกับวัด ที่พลอยเข้ากระแสไปกับชาวบ้านด้วย คือ หนึ่ง เหมือนกับถือหรือฉวยโอกาสหาลาภ หารายได้ หาผลประโยชน์ไปด้วย สอง เสียหลัก ไม่ยืนอยู่ในหลักการของตัว คือพระรัตนตรัย และพระธรรมวินัย แค่เอาเทพมาปลุกเสกในวัด ถ้าทำพลาด จะกลายเป็นว่าพระไปนับถือเทพเข้า ก็หล่นคะมำเลย นี่ทำไปได้อย่างไร สำหรับพวกที่ไปตื่นหาจตุคามฯนั้น ก็มีแง่ที่น่าเห็นใจอยู่บ้าง แต่ไม่มีแง่ที่จะตามใจ อย่างที่อ่อนแอคอยหวังผลหวังพึ่ง หรือเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีความรู้เข้าใจเรื่องอย่างนี้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร ทำให้ตื่นตูมตามกระแสไปง่ายๆ ต้องมองไปที่คนและสถาบันที่ควรจะทำหน้าที่รับผิดชอบเช่นให้การศึกษา นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณปยุตยังอรรถาธิบายความรู้เข้าใจเรื่องหลักความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับปูชนียวัตถุ-สถานในพระพุทธศาสนา ระหว่างมนุษย์กับเทวดา ระหว่างคนกับเทพ รวมถึงประวัติความเป็นมาของจตุคามฯ โดยบอกว่าเป็นการรู้จักตัวเอง ถ้าแค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้ ทางที่ตัวเองเดินมาก็ไม่เห็น แถมข้างหน้าก็มืดอีก แล้วจะมองจะเดินต่อไปให้ดีได้อย่างไรผู้ร่วมสนทนาอีกคนถามว่า เทวดาดีอย่างจตุคามฯที่รักษาพระธาตุนครศรีธรรมราช มีเมตตากรุณาคอยช่วยเหลือคน เลยทำให้คนคอยหวังพึ่ง รอให้มาช่วย แล้วจะทำอย่างไรให้คนไทยเข้มแข็ง รู้จักคิดทำอะไรด้วยตัวเอง ท่านเจ้าคุณปยุตตอบว่า เทพองค์นั้นเป็นชาวพุทธที่ดี มีศรัทธามาทำหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา มาบำเพ็ญความดี นับเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าชาวพุทธควรจะบำเพ็ญความดีอย่างเทพองค์นี้ ไม่ใช่ว่าเทพจตุคามฯทำความดี แต่คนคอยฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์จากการทำความดีของเทพ ชาวพุทธควรเอาเทพที่ดีมาช่วยประกันใจตัวให้มั่นคงไม่หวาดหวั่นพรั่นกลัว และปลุกใจตัวให้มีกำลังใจเข้มแข็งที่จะทำการดีงามให้สำเร็จ ร่วมขบวนกับเทพนั้นในการบำเพ็ญความดีตลอดจนบารมีต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ "ไม่ว่าเรื่องพระพรหม หรือเรื่องจตุคามรามเทพ ผู้รับผิดชอบต่อสังคม เริ่มด้วยผู้บริหารบ้านเมือง จะต้องดูแลให้เกิดโอกาสในการพัฒนาคน เช่น พระพรหมเอราวัณ เราละเลยปล่อยให้คนอยู่กับความหลงหรือการขาดความรู้กันเรื่อยมา แต่ทำอย่างไรจะพัฒนาเขาขึ้นมาได้บ้าง ก็เผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนว่า ท้าวองค์นี้ท่านคือใคร มีอะไรที่ควรรู้บ้าง ในเมื่อเราไม่สามารถหักด้ามพร้าด้วยเข่า เขานับถือลุ่มหลงอยู่ เราก็เอาเป็นจุดบรรจบประสานให้เป็นแนวทางที่เขาจะเดินก้าวหน้าในการพัฒนาตัวต่อไป แต่คนไทย ท่านผู้ปกครอง ไม่เอาเรื่องเลย ไม่มองช่องทางที่จะพัฒนามนุษย์อันนี้ ก็เลยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรทั้งนั้น" ท่านเจ้าคุณปยุตตอบ ผู้มาเยี่ยมกล่าวว่า ถ้าไม่หาความรู้ความเข้าใจกันอย่างที่ว่านั้น ก็ได้แต่ตื่นตูมตามกระแสเรื่อยไป ก็สมที่ว่าเป็นโรคเส้นตื้น พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวเสริมว่า กระแสจตุคามฯไม่ใช่แค่โรคเส้นตื้นเฉยๆ แต่กินลึกเลย แล้วก็หนักหนามาก ฟ้องสภาพสังคม และบ่งบอกปัญหาคุณภาพของคน อาการนี้ ด้านหนึ่งคือแสดงอิทธิพลของระบบธุรกิจ ว่าสังคมไทยนี่ ธุรกิจเฟื่องดีนัก คนอยู่ใต้ครอบงำของระบบธุรกิจ มุ่งหาแต่ผลประโยชน์ขนาดหนัก มองหาแต่เงิน แม้แต่เรื่องทางด้านจิตใจ ก็ไม่เว้น ยังเอามาใช้เป็นช่องทางหรือเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ อีกด้านหนึ่ง อาการนี้แสดงว่าคนไทยเวลานี้ตื่นตูมง่ายมาก ปั่นกระแสขึ้นดีนัก เลยสอดรับกับข้อแรกที่ว่าไปแล้ว คือเป็นเหยื่อที่ดีของธุรกิจ ทำไมจึงตื่นตูมง่าย ก็เพราะพื้นฐานของตัวชอบหวังผลจากการดลบันดาล ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย คิดแต่จะพึ่งอำนาจภายนอกมาทำให้ อย่างที่ว่า "หวังลาภลอย นอนคอยโชค" แล้วระยะยาว คนก็อ่อนแอ ไม่มีความเพียรพยายามที่จะทำการให้เกิดผลสำเร็จด้วยเรี่ยวแรงของตนเอง ได้แต่เป็นนักพึ่งพา ถ้าขมวดให้สั้นก็คือวงจรของลัทธิบริโภคนิยม กับลัทธิหวังผลดลบันดาล มาบรรจบประสานกัน แล้วส่งผลเป็นเหตุปัจจัยหนุนกัน ให้ชีวิตและสังคมนี้หมุนกลิ้ง หรือลอยเคว้งคว้างต่อไปผู้ถามถามอีกว่า นิตยสาร "มติชนรายสัปดาห์" ขึ้นปกว่า จตุคามฯทำให้เงินสะพัดกว่า 22,000 ล้านบาท จะหยุดกระแสนี้ได้อย่างไร ท่านเจ้าคุณปยุตตอบว่า รู้อยู่ว่าสังคมนี้กำลังต้องการเงินทองมาก เป็นสังคมธุรกิจ ประสานกับบริโภคนิยม เห็นแก่การเสพบริโภค ระบาดเข้ามากระทั่งในวัด กระแสใหญ่เป็นอย่างนี้ ต้องพยายามดึงกระแสใหญ่เข้ามาหาหลัก "ในท่ามกลางสภาพสังคมอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้ความนิยมหรือกระแสที่เกิดขึ้น เป็นจุดปรารภที่จะสอนให้คนที่มีบทบาทสำคัญในสังคมนั้น หันมาใฝ่ธรรม และนำธรรมไปปฏิบัติดังเช่นเศรษฐีก็ควรจะเอาทรัพย์มาทำประโยชน์ ส่งเสริมธรรม เกื้อกูลสังคม รวมทั้งพัฒนาชีวิตของตนเอง ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในการเสพบริโภคหรือใช้อิทธิพลจากทรัพย์และอำนาจไปข่มเหงคนอื่น มาถึงสมัยนี้ก็เหมือนกัน ปัจจุบัน สังคมเป็นอย่างนี้ก็ต้องรู้เข้าใจว่าทำอย่างไรจะให้ธรรมเกิดประโยชน์แก่คนที่ต่างๆ กันได้" พระพรหมคุณาภรณ์กล่าว
ที่มา - มติชนอ่านเรื่องประกอบ - ปาฏิหาริย์จตุคามกับทรรศนะของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2550
ที่มา - มติชนอ่านเรื่องประกอบ - ปาฏิหาริย์จตุคามกับทรรศนะของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2550
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)