ช่วง "จตุคามฟีเวอร์" มีความเป็นห่วงผู้นับถือโดยเฉพาะชาวพุทธจะงมงายติดอยู่ที่ "ไสยศาสตร์" ติดความขลัง มุ่งแต่คอยแต่จตุคามรามเทพให้โชคให้ลาภโดยไม่ได้ทำการงานอะไรท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัณ จ.นครปฐม ก็ได้เตือนสติในหนังสือ "คติจตุคามรามเทพ" โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะพิมพ์แจกในโอกาสวิสาขบูชาวันที่ 31 พฤษภาคมนี้
ท่านเจ้าคุณได้ระบุว่า จตุคามรามเทพถือว่าเป็นเทพหรือเทวดาที่ดีเป็นชาวพุทธที่ดี คอยรักษาพระธาตุนครศรีธรรมราช มีเมตตากรุณาคอยช่วยเหลือคน มีศรัทธามาทำหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา นับเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าชาวพุทธควรจะบำเพ็ญความดีอย่างเทพองค์นี้
"ไม่ใช่ว่าเทพจตุคามฯทำความดี แต่คนคอยฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์จากการทำความดีของเทพ ชาวพุทธควรเอาเทพที่ดีมาช่วยประกันใจตัวให้มั่นคงไม่หวาดหวั่นพรั่นกลัว และปลุกใจตัวให้มีกำลังใจเข้มแข็งที่จะทำการดีงามให้สำเร็จ ร่วมขบวนกับเทพนั้นในการบำเพ็ญความดีตลอดจนบารมีต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้" ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ กล่าว
เทพหรือเทวดาที่ดีอย่าง "จตุคามรามเทพ" นี้ นับได้ไว่เป็นสิ่งที่ควรระลึกนึกถึงตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเรื่องอนุสสติ 10 ประการ ซึ่งก็มี "เทวตานุสสติ" รวมอยู่ด้วย ประกอบกับเทวตานุสสตินี้ถือเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐานประการหนึ่งใน 40 ประการ หากผู้นับถือจตุคามฯปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญหายใจเข้า "จตุหนอ" เข้าใจออก"คามหนอ" หรือ"จตุคามรามเทพๆๆๆๆๆๆ" มีหรือจิตใจจะไม่สงบ มรรคผลก็คงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องให้หลวงพ่อรูปไหนมานั่งเสกนั่งปรก เราเสกเราปรกของเราเองมีหรืออิทธิฤทธิ์ทั้งหลายจะไม่เกิดมี
"เทวตานุสสติ" นี้ ท่านผู้รู้ได้อธิบายไว้ว่า "เทวตานุสสติ" แปลว่า ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์ เพราะพระพุทธเจ้ายอมรับนับถือเรื่องเทวดา พระองค์เองทรงปรารภแก่บรรดาพุทธสาวกเรื่องเทวดาเสมอ ขอให้ดูตามพุทธประวัติจะพบว่า พุทธศาสนาไม่เคยห่างเทวดาเลย จะเขียนให้ละเอียดในที่นี้ก็เกรงจะเฟ้อเกินไป ขอย้ำว่า พระพุทธศาสนายอมรับนับถือว่า เทวดามีจริง และยอมรับนับถือความดีของเทวดาด้วย พระพุทธเจ้าถึงกับตรัสให้พุทธบริษัทที่มีบารมียังอ่อน ให้ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นปกติเช่น กรรมฐานข้อที่ว่าด้วย เทวตานุสสติ ก็เป็นพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าสอนให้คิดถึงความดีของเทวดาความดีของเทวดาเทวดา แปลว่า ผู้ประเสริฐ ความประเสริฐของเทวดามีอย่างนี้ ถ้าพูดกันตามความนิยมแล้วท่านที่จะเป็นเทวดาก็ต้องเกิดเป็นคนก่อน เมื่อเป็นคนก็ต้องศึกษาหลักสูตรของเทวดาว่า จะเป็นเทวดานั้นต้องเรียนรู้และปฏิบัติอะไรบ้าง หลักสูตรที่ทำคนให้เป็นเทวดานั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่ามี ๒ แบบ คือเทวดาประเภทที่ 1เทวดาแบบที่ 1 เป็นเทวดาชั้นกามาวจร คือ ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามาชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี รวม 6 ชั้นด้วยกัน ทั้ง 6 ชั้นนี้ บวกภูมิเทวดาที่เรียกว่า พระภูมิเจ้าที่ และรุกขเทวดา พวกเทวดาที่มีวิมานอยู่ตามสาขาของต้นไม้ที่เรียกว่านางไม้ เข้ากับเทวดาชั้นจาตุมหาราช เทวดา 6 ชั้นนี้ ท่านว่าใครจะไปเกิดในที่นั้น ๆ เพื่อเป็นเทวดาต้องศึกษาและปฏิบัติตามเทวดาหลักสูตรเสียก่อน คือท่านให้เรียนรู้ เทวธรรม ที่ทำตนให้เป็นเทวดาได้แก่1. หิริ ความละอายต่อความชั่วทั้งหมด ไม่ทำชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง2. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชั่วจะลงโทษ ไม่ยอมประพฤติชั่วทั้งกายวาจาใจทั้งในที่ลับและที่แจ้งทั้งนี้ก็หมายความว่า ต้องเป็นคนมีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ และมีจิตเมตตาปรานี ตลอดกาลตลอดสมัย ถึงแม้ยังไม่ได้ฌานสมาบัติก็ไม่เป็นไร เอากันแค่ศีลบริสุทธิ์ มีจิตเมตตาปรานีใช้ได้ ท่านว่าใครศึกษาและปฏิบัติหลักสูตรนี้ได้ครบถ้วน เกิดเป็นเทวดาได้ ปฏิบัติได้อย่างเลิศ ก็เป็นเทวดาชั้นเลิศ ถ้าปฏิบัติได้อย่างกลางก็เป็นเทวดาปานกลาง ถ้าปฏิบัติได้ครบแต่หยาบ ก็เป็นเทวดาเล็ก ๆ เช่น ภูมิ-เทวดาหรือรุกขเทวดาพระพุทธเจ้าท่านตรัสหลักสูตรของเทวดาประเภทที่ 1 ไว้อย่างนี้ เทวดาประเภทที่ 2 เทวดาประเภทที่ 2 นี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "พรหม" ท่านจัดพรหมรวมหมด20 ชั้น ด้วยกัน แยกประเภทไว้ดังนี้ รูปพรหมมี 16 ชั้นรูปพรหม คือ พรหมที่มีรูปนี้ ท่านแบ่งไว้เป็น 16 ชั้น แยกออกเป็น 2 ประเภท คือ พรหมที่ได้ฌานโลกีย์ ท่านจัดไว้ 11 ชั้น กับพรหมที่เป็นพระอนาคามี และได้ฌาน 4 ด้วย 5 ชั้น รวมพรหมที่มีรูป 16 ชั้นอรูปพรหม 4 ชั้นพรหมที่ไม่มีรูปนี้ เป็นโลกียพรหม มีหมดด้วยกัน 4 ชั้น รวมพรหมทั้งหมด 20 ชั้น หลักสูตรที่จะไปเป็นพรหมการที่จะเกิดเป็นพรหม ต้องศึกษาและฝึกตามหลักวิชชาให้ได้ครบถ้วนเสียก่อน ถ้าสอบตกเป็นไม่มีทางได้เกิดเป็นพรหม จะยัดเงินอุดทอง วิ่งเข้าหาเทวดาหรือพรหมองค์ใดให้ช่วยนั้นไม่มีหวังต้องใช้ความสามารถจริง ๆ จึงจะไปได้ การสอบเป็นเทวดาหรือพรหมไม่มีคอรัปชั่น ท่านสอนกันอย่างนี้ เดี๋ยวก่อนก่อนบอกวิธีสอบ ขอบอกไว้ด้วยว่ากรรมการตรวจสอบนั้นไม่มี ต้องตรวจเองสอบเองถ้าสอบได้ก็เป็นพรหมทันที ถ้าสอบไม่ได้อาจต้องเป็นคนอยู่ต่อไป หรือเป็นเทวดา หรือไม่ก็ลงนรกไปเลยสุดแล้วแต่ใครจะมีกรรมอะไรเป็นเครื่องส่ง ก่อนจะพูดถึงหลักสูตรพรหม ขอพูดถึงหลักสูตรต่ำไปหาพรหมก่อนเพราะจะได้รู้ไว้เป็นเครื่องประดับหลักสูตรอบายภูมิอบายภูมิหมายถึงดินแดน นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดียรัจฉาน ใครจบหลักสูตรนี้ จะได้ไปเกิดในที่ 4 สถานนี้ หลักสูตรนี้มีดังนี้ คือ ไม่รักษาศีล ไม่ให้ทาน ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ เท่านี้ไปเกิดในอบายภูมิได้สบาย ไม่มีใครขัดคอหลักสูตรเกิดเป็นมนุษย์หลักสูตรมนุษย์นี้ ท่านเรียกมนุษยธรรม คือ ธรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์มี ๕ อย่าง คือ1. ไม่ฆ่าสัตว ์และไม่ทรมานสัตว์ให้ลำบากด้วยเจตนา2. ไม่ถือเอาของของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตให้ ด้วยเจตนาขโมย3. ไม่ละเมิดสิทธิในกามารมณ์ที่เจ้าของไม่อนุญาต คือไม่ละเมิดภรรยา สามี ลูก หลานและคนในปกครอง ที่ผู้ปกครองไม่อนุญาต4. ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกร้าวกัน ไม่พูดเพ้อเจ้อ โดยไร้สาระ 5. ไม่ดื่มสุราและเมรัย ที่ทำจิตใจให้มึนเมาไร้สติสัมปชัญญะตามหลักสูตรนี้ ถ้าใครสอบได้ คือปฏิบัติได้ครบถ้วน ท่านว่าตายแล้วเกิดเป็นมนุษย์ได้หลักสูตรรูปพรหม1. ได้ฌานที่ 1 เกิดเป็นพรหมชั้นที่ 1, 2, 32. ได้ฌานที่ 2 เกิดเป็นพรหมชั้นที่ 4, 5, 63. ได้ฌานที่ 3 เกิดเป็นพรหมชั้นที่ 7, 8, 94.ได้ฌานที่ 4 เกิดเป็นพรหมชั้นที่ 10, และ 11 ทั้งหมดนี้เป็นพรหมชั้นโลกีย์หลักสูตรรูปพรหมอนาคามีพรหมอีก 5 ชั้นคือ ชั้นที่ 12-16 รวม 5 ชั้นนี้ ต้องได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอนาคามีได้ฌาน 4 มาก่อนสำหรับอรูปพรหม 4 ชั้นท่านทั้ง 4 ชั้นนี้ ท่านต้องเจริญฌานในกสิณ แล้วเจริญอรูปฌาน 4 ได้อีก จึงจะมาเกิดเป็นอรูปพรหมได้ แต่ท่านก็ได้เพียงฌานโลกีย์ ไม่ใช่พระอริยเจ้า หลักสูตรเทวดาและพรหมมีอย่างนี้ ท่านสอนให้ระลึกนึกถึงความดี คือคุณธรรมที่เทวดาและพรหมปฏิบัติมาแล้วจนเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมได้ ก็ชื่อว่าท่านได้รับผลความดีที่ท่านปฏิบัติมาแล้วถ้าเราปฏิบัติอย่างท่าน เราก็อาจจะมีผลความสุขเช่นท่าน เพราะเทวดาขนาดเลวนั้น ดีกว่ามนุษย์ชั้นดีอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย เพราะเทวดามีกายเป็นทิพย์ มีที่อยู่เป็นทิพย์ ไปไหนก็เหาะไปได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเหมือนเรา ฉะนั้นความดีของเทวดานี้ ถึงจะยังไม่ถึงความดีในนิพพาน แต่ก็เป็นสะพานสำหรับปฏิบัติเพื่อผลในพระนิพพานได้เป็นอย่างดี ดีกว่ามาคิดว่า เทวดาไม่เป็นเรื่อง เทวดาไม่มี เราเป็นพุทธสาวก เมื่อพระพุทธเจ้าท่านว่ามี เราก็ควรเชื่อไว้ก่อน แล้วสร้างสมาธิทำทิพยจักษุ-ญาณให้เกิด ตรวจสอบคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง จะพบว่าที่ท่านสอนว่า เทวดา พรหมนรก สวรรค์ มีจริงนั้น ท่านสอนตรง ไม่ใช่สอนแบบยกเมฆ ท่านบูชาเทวดา ท่านอาจดีตามเทวดาแต่ท่านด่าเทวดาท่านอาจไม่ได้พบเทวดาเลยเทวตานุสสตินี้ ถ้าฝึกจนเกิดอุปจารฌานแล้ว เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณต่อ จะเข้าถึงมรรคผลได้ไม่ยาก เพราะเป็นภูมิธรรมที่ละเอียด และมีแนวโน้มเข้าไปใกล้พระนิพพานมากสิ่งที่น่าสังเกตุประการหนึ่งก็คือว่าผู้ที่จะเป็นเทวดาได้นั้นจะต้องมีธรรม 2 ประการคือ 1. หิริ ความละอายต่อความชั่วทั้งหมด ไม่ทำชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง 2. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชั่วจะลงโทษ ไม่ยอมประพฤติชั่วทั้งกายวาจาใจทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ก็ลองพิจารณาดูว่ามนุษย์ทุกวันนี้มีธรรม 2 ประการนี้มากน้อยเพียงใด ก็เพราะไม่มีโลกถึงได้วุ่นวายอยู่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จตุคาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จตุคาม แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552
จตุคามฟีเวอร์:ฝรั่งหัวใจพุทธไทยพุทธหัวใจไสยศาสตร์แล้วหรือ
เมื่อวานนี้ (15พ.ค.) ได้อ่านข่าวผ่านทางบล็อก ThelastKGB ระบุมี ดาราฝรั่ง 2 คนนับถือศาสนาพุทธคือ ริชาร์ด เกียร์ และคีอานู รีฟส์ โดยทำหน้าที่บรรยายธรรม
ทั้งนี้ภายใต้การดำเนินการขององค์กรสอนศาสนาพุทธนิกายมหายาน "The Foundation for the Preservation of the Mahayana Tradition" หรือ FPMT ซึ่งได้จัดทำวีดีโอ ชุด Discovering Buddhism ด้วยความมุ่งหวังให้คนที่ดูวีดีโอชุดนี้ เข้าใจและปฎิบัติตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ
ThelastKGB ได้อ้างอิงข้อมูลของคุณ angy_11 เจ้าของ blog คีอานูหนึ่งเดียวในประเทศไทย ....เอื้อเฟื้อภาพและข้อมูลประกอบ......http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=keanuthailand
ขณะเดียวกันวันนี้ (16พ.ค.) ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 17-19 พ.ค.หน้าบริหารจัดการ เรื่อง "ปรัชญาพุทธกับนักคิดระดับโลก มาร์แชล โกลด์สมิธ" โดยระบุ เป็นบุคคลที่ได้นำหลักปรัชญาพุทธไปประยุกต์ใช้ในการบริการธุรกิจ
"สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเป็นอดีต เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ ผมจึงให้ความสำคัญต่อการสอนที่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของวันนี้ ดังนั้น ทุก ๆ ครั้งที่สอนมักจะบอกเสมอ ๆ ว่า เมื่อสูดลมหายใจคราใด ให้คิดซะว่านั่นคือคุณคนใหม่"
นี้เป็นคำกล่าวของ มาร์แชล ซึ่งเป็นกูรูผู้มากด้วยความสามารถวัย 58 ปี ได้การจัดอันดับเป็นยอดแห่งนักคิดเป็นยอดนักคิดและผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงอิทธิพลต่อสาขาการบริการจัดการในประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งการพัฒนาความเป็นผู้นำ ทั้งได้รับการยกย่องยอมรับจากสื่อมวลชนทางด้านธุรกิจที่สำคัญ
มองมาที่ประเทศไทย ขณะนี้กระแสจตุคามกำลังฟีเวอร์ พระมีหน้าที่เสก จึงทำให้เกิดความคิดว่าฝรั่งเขามีหัวใจพุทธ ส่วนคนไทยมีหัวใจไสยศาสตร์ไปแล้วหรือ
วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม 2550
ทั้งนี้ภายใต้การดำเนินการขององค์กรสอนศาสนาพุทธนิกายมหายาน "The Foundation for the Preservation of the Mahayana Tradition" หรือ FPMT ซึ่งได้จัดทำวีดีโอ ชุด Discovering Buddhism ด้วยความมุ่งหวังให้คนที่ดูวีดีโอชุดนี้ เข้าใจและปฎิบัติตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ
ThelastKGB ได้อ้างอิงข้อมูลของคุณ angy_11 เจ้าของ blog คีอานูหนึ่งเดียวในประเทศไทย ....เอื้อเฟื้อภาพและข้อมูลประกอบ......http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=keanuthailand
ขณะเดียวกันวันนี้ (16พ.ค.) ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 17-19 พ.ค.หน้าบริหารจัดการ เรื่อง "ปรัชญาพุทธกับนักคิดระดับโลก มาร์แชล โกลด์สมิธ" โดยระบุ เป็นบุคคลที่ได้นำหลักปรัชญาพุทธไปประยุกต์ใช้ในการบริการธุรกิจ
"สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเป็นอดีต เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ ผมจึงให้ความสำคัญต่อการสอนที่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของวันนี้ ดังนั้น ทุก ๆ ครั้งที่สอนมักจะบอกเสมอ ๆ ว่า เมื่อสูดลมหายใจคราใด ให้คิดซะว่านั่นคือคุณคนใหม่"
นี้เป็นคำกล่าวของ มาร์แชล ซึ่งเป็นกูรูผู้มากด้วยความสามารถวัย 58 ปี ได้การจัดอันดับเป็นยอดแห่งนักคิดเป็นยอดนักคิดและผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงอิทธิพลต่อสาขาการบริการจัดการในประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งการพัฒนาความเป็นผู้นำ ทั้งได้รับการยกย่องยอมรับจากสื่อมวลชนทางด้านธุรกิจที่สำคัญ
มองมาที่ประเทศไทย ขณะนี้กระแสจตุคามกำลังฟีเวอร์ พระมีหน้าที่เสก จึงทำให้เกิดความคิดว่าฝรั่งเขามีหัวใจพุทธ ส่วนคนไทยมีหัวใจไสยศาสตร์ไปแล้วหรือ
วันพุธ ที่ 16 พฤษภาคม 2550
ยุคจตุคามฟีเวอร์จะนับถือพุทธอย่างไรไม่ให้เพี้ยน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ุ เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม นอกจากจะให้คติธรรมเกี่ยวกับจตุคามฟีเวอร์ โดยมอบหมายให้สำหนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิมพ์แจกเรื่อง "คติจตุคามรามเทพ" เนื่องในวันวิสาขบูชาที่จะมาถึงนี้แล้ว
ท่านเจ้าคุณยังได้ให้คติเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องวัตถุมงคลไว้ สามารถรับฟังได้ที่
"นับถือพุทธศาสนา อย่าให้เพี้ยน"
วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550
ท่านเจ้าคุณยังได้ให้คติเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องวัตถุมงคลไว้ สามารถรับฟังได้ที่
"นับถือพุทธศาสนา อย่าให้เพี้ยน"
วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม 2550
พระประยุทธ์ให้ทำความดีเช่นเทพจตุคามอย่าเป็นเหยื่อลัทธิบริโภคนิยม
"เจ้าคุณประยุทธ์"วิพากษ์กระแส"จตุคามฯ" วงจรลัทธิบริโภคนิยมกับลัทธิหวังผลดลบันดาลมาบรรจบกัน ทำสังคมไทยหมุนกลิ้ง คนเป็นโรคเส้นตื้น เป็นเหยื่อที่ดีของธุรกิจ "พระ-วัด"ฉวยโอกาสหาลาภ ไม่ยืนอยู่กับพระรัตนตรัยผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เตรียมเผยแพร่บทสนทนาธรรม "คติ : จตุคามรามเทพ" เนื่องในโอกาสวิสาขบูชา วันที่ 31พฤษภาคม จัดพิมพ์โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 10,000 เล่ม เนื้อหาถ่ายทอดผ่านบทสนทนาธรรมระหว่างคณะผู้มาเยี่ยม กับท่านเจ้าคุณปยุต มีทั้งหมด 6 บท ได้แก่ บทสนทนาธรรม "คติ : จตุคามรามเทพ, หลวงพ่อที่ดัง มีเทวดาใหญ่เฝ้าดู, ที่ใหญ่แท้คือธรรม พึ่งกรรมดีกว่ารอเทวดา, เทพดี คนดี บรรจบกันที่ธรรม, ผู้มีปัญญา เชิญเทพพรหมมาช่วยพัฒนาบ้านเมือง และยุคธุรกิจฟู่ฟ่า เงินต้องมาเป็นทาสรับใช้ธรรม รวม 24 หน้า ท่านเจ้าคุณปยุตตอบคำถามของผู้มาเยี่ยมที่แสดงความเป็นห่วงปรากฏการณ์จตุคามฯ ว่ากระแสจตุคามฯเป็นเพียงอาการหนึ่งของโรคนี้ที่สังคมไทยเป็นมานานแล้ว เรื่องพระพรหม พระราหู พระพิฆเนศ คนไทยเอาทั้งนั้น เดี๋ยวก็ฮือๆ แต่ตอนนี้อาการแรงขึ้นๆ ถ้าปล่อยกันอยู่ ก็คงแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงจุดหนึ่งก็อาจจะเป็นสังคมหลักลอย ที่ผู้คนเลื่อนลอย หาอะไรเป็นหลักยึดไม่ได้ บางคนอาจจะเรียกว่า "โรคเส้นตื้น" มองอีกแง่หนึ่ง เรื่องนี้ ถ้าคนเป็นชาวพุทธจริง ไม่ต้องไปห่วง ถึงจะนับถือของพวกนี้ ก็จะมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ให้เกิดผลเสียหายท่านเจ้าคุณปยุตกล่าวว่า พวกที่พาสังคมเคว้งคว้างน่าห่วงแน่ คือพวกตื่นตามกระแส หรือพวกเหยื่อกระแส พวกนี้นอกจากไม่มีหลักอะไร พระพุทธศาสนาที่ตัวว่านับถือ ก็ไม่รู้จักเลย นอกจากนั้นแล้ว แม้แต่สิ่งที่ตัวไปรับเอามา อย่างจตุคามฯนั้น ตัวก็ไม่รู้หน้ารู้หลังว่าเป็นอะไร ไปอย่างไรมาอย่างไรกันแน่ ได้แต่ว่าไปตามเสียงที่ปั่นกระแสเท่านั้นเอง นี่ด้านชาวบ้าน แต่ไม่ใช่แค่โยมเท่านั้น มาเป็นเรื่องของพระกับวัด ที่พลอยเข้ากระแสไปกับชาวบ้านด้วย คือ หนึ่ง เหมือนกับถือหรือฉวยโอกาสหาลาภ หารายได้ หาผลประโยชน์ไปด้วย สอง เสียหลัก ไม่ยืนอยู่ในหลักการของตัว คือพระรัตนตรัย และพระธรรมวินัย แค่เอาเทพมาปลุกเสกในวัด ถ้าทำพลาด จะกลายเป็นว่าพระไปนับถือเทพเข้า ก็หล่นคะมำเลย นี่ทำไปได้อย่างไร สำหรับพวกที่ไปตื่นหาจตุคามฯนั้น ก็มีแง่ที่น่าเห็นใจอยู่บ้าง แต่ไม่มีแง่ที่จะตามใจ อย่างที่อ่อนแอคอยหวังผลหวังพึ่ง หรือเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีความรู้เข้าใจเรื่องอย่างนี้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร ทำให้ตื่นตูมตามกระแสไปง่ายๆ ต้องมองไปที่คนและสถาบันที่ควรจะทำหน้าที่รับผิดชอบเช่นให้การศึกษา นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณปยุตยังอรรถาธิบายความรู้เข้าใจเรื่องหลักความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับปูชนียวัตถุ-สถานในพระพุทธศาสนา ระหว่างมนุษย์กับเทวดา ระหว่างคนกับเทพ รวมถึงประวัติความเป็นมาของจตุคามฯ โดยบอกว่าเป็นการรู้จักตัวเอง ถ้าแค่เรื่องตัวเองก็ยังไม่รู้ ทางที่ตัวเองเดินมาก็ไม่เห็น แถมข้างหน้าก็มืดอีก แล้วจะมองจะเดินต่อไปให้ดีได้อย่างไรผู้ร่วมสนทนาอีกคนถามว่า เทวดาดีอย่างจตุคามฯที่รักษาพระธาตุนครศรีธรรมราช มีเมตตากรุณาคอยช่วยเหลือคน เลยทำให้คนคอยหวังพึ่ง รอให้มาช่วย แล้วจะทำอย่างไรให้คนไทยเข้มแข็ง รู้จักคิดทำอะไรด้วยตัวเอง ท่านเจ้าคุณปยุตตอบว่า เทพองค์นั้นเป็นชาวพุทธที่ดี มีศรัทธามาทำหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา มาบำเพ็ญความดี นับเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าชาวพุทธควรจะบำเพ็ญความดีอย่างเทพองค์นี้ ไม่ใช่ว่าเทพจตุคามฯทำความดี แต่คนคอยฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์จากการทำความดีของเทพ ชาวพุทธควรเอาเทพที่ดีมาช่วยประกันใจตัวให้มั่นคงไม่หวาดหวั่นพรั่นกลัว และปลุกใจตัวให้มีกำลังใจเข้มแข็งที่จะทำการดีงามให้สำเร็จ ร่วมขบวนกับเทพนั้นในการบำเพ็ญความดีตลอดจนบารมีต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ "ไม่ว่าเรื่องพระพรหม หรือเรื่องจตุคามรามเทพ ผู้รับผิดชอบต่อสังคม เริ่มด้วยผู้บริหารบ้านเมือง จะต้องดูแลให้เกิดโอกาสในการพัฒนาคน เช่น พระพรหมเอราวัณ เราละเลยปล่อยให้คนอยู่กับความหลงหรือการขาดความรู้กันเรื่อยมา แต่ทำอย่างไรจะพัฒนาเขาขึ้นมาได้บ้าง ก็เผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนว่า ท้าวองค์นี้ท่านคือใคร มีอะไรที่ควรรู้บ้าง ในเมื่อเราไม่สามารถหักด้ามพร้าด้วยเข่า เขานับถือลุ่มหลงอยู่ เราก็เอาเป็นจุดบรรจบประสานให้เป็นแนวทางที่เขาจะเดินก้าวหน้าในการพัฒนาตัวต่อไป แต่คนไทย ท่านผู้ปกครอง ไม่เอาเรื่องเลย ไม่มองช่องทางที่จะพัฒนามนุษย์อันนี้ ก็เลยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรทั้งนั้น" ท่านเจ้าคุณปยุตตอบ ผู้มาเยี่ยมกล่าวว่า ถ้าไม่หาความรู้ความเข้าใจกันอย่างที่ว่านั้น ก็ได้แต่ตื่นตูมตามกระแสเรื่อยไป ก็สมที่ว่าเป็นโรคเส้นตื้น พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวเสริมว่า กระแสจตุคามฯไม่ใช่แค่โรคเส้นตื้นเฉยๆ แต่กินลึกเลย แล้วก็หนักหนามาก ฟ้องสภาพสังคม และบ่งบอกปัญหาคุณภาพของคน อาการนี้ ด้านหนึ่งคือแสดงอิทธิพลของระบบธุรกิจ ว่าสังคมไทยนี่ ธุรกิจเฟื่องดีนัก คนอยู่ใต้ครอบงำของระบบธุรกิจ มุ่งหาแต่ผลประโยชน์ขนาดหนัก มองหาแต่เงิน แม้แต่เรื่องทางด้านจิตใจ ก็ไม่เว้น ยังเอามาใช้เป็นช่องทางหรือเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ อีกด้านหนึ่ง อาการนี้แสดงว่าคนไทยเวลานี้ตื่นตูมง่ายมาก ปั่นกระแสขึ้นดีนัก เลยสอดรับกับข้อแรกที่ว่าไปแล้ว คือเป็นเหยื่อที่ดีของธุรกิจ ทำไมจึงตื่นตูมง่าย ก็เพราะพื้นฐานของตัวชอบหวังผลจากการดลบันดาล ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย คิดแต่จะพึ่งอำนาจภายนอกมาทำให้ อย่างที่ว่า "หวังลาภลอย นอนคอยโชค" แล้วระยะยาว คนก็อ่อนแอ ไม่มีความเพียรพยายามที่จะทำการให้เกิดผลสำเร็จด้วยเรี่ยวแรงของตนเอง ได้แต่เป็นนักพึ่งพา ถ้าขมวดให้สั้นก็คือวงจรของลัทธิบริโภคนิยม กับลัทธิหวังผลดลบันดาล มาบรรจบประสานกัน แล้วส่งผลเป็นเหตุปัจจัยหนุนกัน ให้ชีวิตและสังคมนี้หมุนกลิ้ง หรือลอยเคว้งคว้างต่อไปผู้ถามถามอีกว่า นิตยสาร "มติชนรายสัปดาห์" ขึ้นปกว่า จตุคามฯทำให้เงินสะพัดกว่า 22,000 ล้านบาท จะหยุดกระแสนี้ได้อย่างไร ท่านเจ้าคุณปยุตตอบว่า รู้อยู่ว่าสังคมนี้กำลังต้องการเงินทองมาก เป็นสังคมธุรกิจ ประสานกับบริโภคนิยม เห็นแก่การเสพบริโภค ระบาดเข้ามากระทั่งในวัด กระแสใหญ่เป็นอย่างนี้ ต้องพยายามดึงกระแสใหญ่เข้ามาหาหลัก "ในท่ามกลางสภาพสังคมอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้ความนิยมหรือกระแสที่เกิดขึ้น เป็นจุดปรารภที่จะสอนให้คนที่มีบทบาทสำคัญในสังคมนั้น หันมาใฝ่ธรรม และนำธรรมไปปฏิบัติดังเช่นเศรษฐีก็ควรจะเอาทรัพย์มาทำประโยชน์ ส่งเสริมธรรม เกื้อกูลสังคม รวมทั้งพัฒนาชีวิตของตนเอง ไม่ลุ่มหลงมัวเมาในการเสพบริโภคหรือใช้อิทธิพลจากทรัพย์และอำนาจไปข่มเหงคนอื่น มาถึงสมัยนี้ก็เหมือนกัน ปัจจุบัน สังคมเป็นอย่างนี้ก็ต้องรู้เข้าใจว่าทำอย่างไรจะให้ธรรมเกิดประโยชน์แก่คนที่ต่างๆ กันได้" พระพรหมคุณาภรณ์กล่าว
ที่มา - มติชนอ่านเรื่องประกอบ - ปาฏิหาริย์จตุคามกับทรรศนะของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2550
ที่มา - มติชนอ่านเรื่องประกอบ - ปาฏิหาริย์จตุคามกับทรรศนะของพระพุทธเจ้า เป็นต้น
วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2550
ปาฏิหาริย์จตุคามกับทรรศนะของพระพุทธเจ้า
ขณะนี้มีความเชื่อในองค์ "จตุคามรามเทพ" ว่าทรงอานุภาพต่างๆ นานา ทรงอิทธิสิทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิปาฏิหาริย์ด้านให้โชคให้ลาภ ส่วนอานุภาพด้านการคุ้มภัยนั้นก็มีบ้างจึงทำให้การสร้างรุ่นต่าง ๆ เพื่อคุ้มภัยจากโจรใต้
ขณะเดียวกันกระแสจตุคามได้แพร่หลายไปยังกลุ่มชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงอย่างกว้างขวางเช่นกัน และรุ่นที่โด่งดังเป็นที่นิยมของชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงคือ "รุ่นสองนคร" หากเป็นของจริงราคาเช่นอยู่ที่หลักแสนบาท หากเป็นของเทียมก็หลักหมื่นบาทแล้ว โดย"รุ่นสองนคร" สร้างที่วัดนางพญา จ.นครราชสีมา
กระแสจตุคามฟีเวอร์ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็คงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ปัจจุบันนี้ได้ครอบคุ้มไปถึงพระสงฆ์ ที่ทำหน้าที่ปลุกเสก โดยอ้างว่าเพื่อหารายได้ในการสร้างวัด(เมื่อใดจะสร้างคนบ้าง) หวังดึงคนเข้าวัดอีกทาง แต่วิธีเช่นนี้ถูกต้องตามพุทธวิธีหรือไม่
หากมองย้อนไปสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์ไว้อย่างไร เรื่องนี้พระพุทธทาสภิกขุ ได้เขียนไว้ในหนังสือพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ตอนที่ 16 เรื่องปาฏิหาริย์โดยมีความสรุปว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามชนบทต่าง ๆ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ เพื่อสั่งสอนเวเนยยสัตว์ก็มีคนจำนวนมากเลื่อมใสยอมเป็นสาวกเป็นจำนวนมาก
แต่พร้อมกันนั้นก็ยังมีศาสดาศาสนาอื่นได้แสดงสิ่งซึ่งประหลาดผิดธรรมดา อันเรียกว่า "ปาฏิหาริย์" ได้ทำให้มหาชนแตกตื่นกัน และมีคนจำนวนมากได้เลื่อมใสและออกปากสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น จนกระทั้งกลายเป็นสาวกของเจ้าลัทธิ ศาสดานั้น ๆ ก็มีอยู่จำนวนมาก
พระภิกษุทั้งหลายก็ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลของร้องให้พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นบ้าง เพื่อประชาชนจักได้เลื่อมใสพอใจและเข้ามาเป็นสาวกมาก ๆ
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "พระองค์ทรงรู้สึกละอายในการที่จะล่อประชาชนให้มีความเชื่อถือ ด้วยการกระทำที่แปลกประหลาดหรือปาฏิหาริย์ทำนองนั้น แต่พระองค์ทรงสามารถทำให้คนเกิดความประหลาดถึงขนาดรู้สึกมหัศจรรย์ให้ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงอย่างอื่น
พระองค์ได้ตรัวแต่ภิกษุเหล่านั้นว่า "ตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมกระทำปาฏิหาริย์ แต่อย่างเดียวเท่านั้นคือ เมื่อพระตถาคตทั้งหลายเห็นมนุษย์ประกอบด้วย กาม กิเลสและตัณหา ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นออกมาเสียจาก กาม กิเลสและตัณหา
เมื่อทรงเห็นว่ามหาชนทั้งหลายตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นเสียจากการตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร เมื่อทรงทราบว่าประชาชนบอดเพราะความเขลาและอวิชชา ก็ทรงเปิดตามของคนเหล่านั้น ช่วยให้เขาพ้นจากความเขลาและอวิชชา ซึ่งเป็นความบอดมืด ยิ่งเสีวกว่าความมืดแห่งราตรี
ภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์อย่างเดียวดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่พระตถาคตทั้งหลายพากันทำ ส่วนปาฏิหาริย์อย่างอื่น ๆ นั้น ท่านเกลียดชังและประณาม ไม่ยอมกระทำปาฏิหาริย์เหล่านั้น
ต่อมาพระปิณโฆลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการเหาะขึ้นไปที่สูงปลดเอาบาตร พระองค์ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ทำหลายบาตรใบนั้นและทรงห้ามมิให้ทำเช่นนั้นอีก พร้อมทั้งทรงบัญญัติว่า ภิกษุทั้งหลายต้องไม่ทำการล่อลวงคนเขลาทั่วๆไปให้นับถือบูชา ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ชนิดนั้น ถ้าขืนทำจักต้องไม่อยู่ร่วมกับพระองค์หรือภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกต่อไป
ข้อบังคับอันนี้ได้ม่อยู่สืบมาเป็นวินัยข้อสำคัญข้อหนึ่งของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา (ถ้าพระภิกษุอวดว่าแสดงปาฏิหาริย์ได้ทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ จะต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ในข้ออุตตริมนุษยธรรมไม่มีในตน) ห้ามไม่ให้ภิกษุใดแสดงปาฏิหาริย์เพื่อให้คนเลื่อมใส เพื่อลาภสักการะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด
ดังนั้นมหาเนชั่นจึงไม่พระที่ทำหน้าที่ปลุกเสกทั้งหลายนั้นจะได้คำนึงคำสอนนี้หรือไม่ จะรู้สึกละอายอย่างที่พระองค์ละอายหรือไม่ หากมีการโอ้อวดแล้วก็เชื่อแน่ว่าไม่ใช่พระอีกต่อไปแล้ว เป็นคนที่หลอกลวงคนเขลาอย่างที่พระองค์ตรัส
วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม 2550
ขณะเดียวกันกระแสจตุคามได้แพร่หลายไปยังกลุ่มชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงอย่างกว้างขวางเช่นกัน และรุ่นที่โด่งดังเป็นที่นิยมของชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงคือ "รุ่นสองนคร" หากเป็นของจริงราคาเช่นอยู่ที่หลักแสนบาท หากเป็นของเทียมก็หลักหมื่นบาทแล้ว โดย"รุ่นสองนคร" สร้างที่วัดนางพญา จ.นครราชสีมา
กระแสจตุคามฟีเวอร์ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็คงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ปัจจุบันนี้ได้ครอบคุ้มไปถึงพระสงฆ์ ที่ทำหน้าที่ปลุกเสก โดยอ้างว่าเพื่อหารายได้ในการสร้างวัด(เมื่อใดจะสร้างคนบ้าง) หวังดึงคนเข้าวัดอีกทาง แต่วิธีเช่นนี้ถูกต้องตามพุทธวิธีหรือไม่
หากมองย้อนไปสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์ไว้อย่างไร เรื่องนี้พระพุทธทาสภิกขุ ได้เขียนไว้ในหนังสือพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ตอนที่ 16 เรื่องปาฏิหาริย์โดยมีความสรุปว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามชนบทต่าง ๆ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ เพื่อสั่งสอนเวเนยยสัตว์ก็มีคนจำนวนมากเลื่อมใสยอมเป็นสาวกเป็นจำนวนมาก
แต่พร้อมกันนั้นก็ยังมีศาสดาศาสนาอื่นได้แสดงสิ่งซึ่งประหลาดผิดธรรมดา อันเรียกว่า "ปาฏิหาริย์" ได้ทำให้มหาชนแตกตื่นกัน และมีคนจำนวนมากได้เลื่อมใสและออกปากสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น จนกระทั้งกลายเป็นสาวกของเจ้าลัทธิ ศาสดานั้น ๆ ก็มีอยู่จำนวนมาก
พระภิกษุทั้งหลายก็ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลของร้องให้พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นบ้าง เพื่อประชาชนจักได้เลื่อมใสพอใจและเข้ามาเป็นสาวกมาก ๆ
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "พระองค์ทรงรู้สึกละอายในการที่จะล่อประชาชนให้มีความเชื่อถือ ด้วยการกระทำที่แปลกประหลาดหรือปาฏิหาริย์ทำนองนั้น แต่พระองค์ทรงสามารถทำให้คนเกิดความประหลาดถึงขนาดรู้สึกมหัศจรรย์ให้ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงอย่างอื่น
พระองค์ได้ตรัวแต่ภิกษุเหล่านั้นว่า "ตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมกระทำปาฏิหาริย์ แต่อย่างเดียวเท่านั้นคือ เมื่อพระตถาคตทั้งหลายเห็นมนุษย์ประกอบด้วย กาม กิเลสและตัณหา ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นออกมาเสียจาก กาม กิเลสและตัณหา
เมื่อทรงเห็นว่ามหาชนทั้งหลายตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นเสียจากการตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร เมื่อทรงทราบว่าประชาชนบอดเพราะความเขลาและอวิชชา ก็ทรงเปิดตามของคนเหล่านั้น ช่วยให้เขาพ้นจากความเขลาและอวิชชา ซึ่งเป็นความบอดมืด ยิ่งเสีวกว่าความมืดแห่งราตรี
ภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์อย่างเดียวดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่พระตถาคตทั้งหลายพากันทำ ส่วนปาฏิหาริย์อย่างอื่น ๆ นั้น ท่านเกลียดชังและประณาม ไม่ยอมกระทำปาฏิหาริย์เหล่านั้น
ต่อมาพระปิณโฆลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการเหาะขึ้นไปที่สูงปลดเอาบาตร พระองค์ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ทำหลายบาตรใบนั้นและทรงห้ามมิให้ทำเช่นนั้นอีก พร้อมทั้งทรงบัญญัติว่า ภิกษุทั้งหลายต้องไม่ทำการล่อลวงคนเขลาทั่วๆไปให้นับถือบูชา ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ชนิดนั้น ถ้าขืนทำจักต้องไม่อยู่ร่วมกับพระองค์หรือภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกต่อไป
ข้อบังคับอันนี้ได้ม่อยู่สืบมาเป็นวินัยข้อสำคัญข้อหนึ่งของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา (ถ้าพระภิกษุอวดว่าแสดงปาฏิหาริย์ได้ทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ จะต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ในข้ออุตตริมนุษยธรรมไม่มีในตน) ห้ามไม่ให้ภิกษุใดแสดงปาฏิหาริย์เพื่อให้คนเลื่อมใส เพื่อลาภสักการะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด
ดังนั้นมหาเนชั่นจึงไม่พระที่ทำหน้าที่ปลุกเสกทั้งหลายนั้นจะได้คำนึงคำสอนนี้หรือไม่ จะรู้สึกละอายอย่างที่พระองค์ละอายหรือไม่ หากมีการโอ้อวดแล้วก็เชื่อแน่ว่าไม่ใช่พระอีกต่อไปแล้ว เป็นคนที่หลอกลวงคนเขลาอย่างที่พระองค์ตรัส
วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม 2550
ห่วงยุคจตุคามฯ เฟื่องทำลายแก่นแท้พุทธศาสนา
วงเสวนา “สำรวจความสุข ยุคจตุคามรามเทพ” ห่วงคนไทยยิ่งไกลธรรมะ ยึดถือเทพ-เทวดา ไม่เข้าใจแก่นธรรมและลืมพระพุทธเจ้าและหลักธรรมถือเป็นปัญหาพุทธศาสนา เรียกร้องรัฐเร่งแก้ปัญหา ชี้หากสำรวจความสุขไม่ยั่งยืนตอนนี้คนนครฯ สุขที่สุด เพราะกำไรดีจากจตุคามฯ แนะชาวพุทธยึดหลักกาลามสูตรอย่าตกเป็นเหยื่อการตลาด
ศูนย์สร้างสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา “สำรวจความสุข ยุคจตุคามรามเทพ” โดยมีพระอาจารย์ดุษฎี เมธังกุโร จากสำนักสงฆ์ทุ่งไผ่ จังหวัดชุมพร และ นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เคยสนทนากับ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช บุคคลคนแรกที่มีส่วนในการสร้างจตุคามรามเทพ ให้เป็นที่รู้จักพระอาจารย์ดุษฎี กล่าวว่า ในอดีตการสร้างพระเครื่องของคนไทยจะสร้างเป็นรูปพระพุทธรูป จากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเป็นพระเครื่อง 2 หน้าด้านหนึ่งเป็นพระพุทธรูป อีกด้านเป็นพระเกจิที่สร้างพระเครื่องดังกล่าว เมื่อเวลาผ่านไป เหลือมานับถือพระเกจิเพียงรูปเดียว จนปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจตุคามฯ ด้านหนึ่ง พระเกจิด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการนับถือบูชาของคนไทยได้ร่นจากการนับถือครูบาอาจารย์มาเป็นคนใกล้ตัว จนปัจจุบันมีการหันไปนับถือเทพ เทวดา ทั้งที่พระพุทธเจ้าอยู่เหนือทุกสิ่งเทวดา จึงไม่ควรอยู่เหนือพระพุทธเจ้า เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลแต่ทางลบให้กับผู้ศรัทธา ซึ่งข้อมูลที่พบขณะนี้ผู้ที่ห้อยจตุคามฯ องค์ใหญ่ๆ หลายองค์ เริ่มมีอาการปวดคอเพราะกล้ามเนื้ออักเสบทำให้เป็นคนที่ห้อยจตุคามฯ หงุดหงิดง่ายจากอาการที่เกิดขึ้น“การที่จตุคามฯ โด่งดังเพราะมีการลงภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์มากและการที่ไม่ใช่พระพุทธรูปจึงมีท่าทางต่างๆ และทำการตลาดได้มากกว่า กลายเป็นกระแสเกิดขึ้น ซึ่งอาตมาเชื่อว่าในสิ้นปีนี้จตุคามฯ จะล้นตลาด” พระอาจารย์ดุษฎี กล่าวและว่า การสร้างจตุคามฯ ขณะนี้พบว่ามีพระเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่จริงแล้วพระสงฆ์บางท่านไม่ได้นับถือจตุคามฯ แต่ก็สร้างจตุคามฯ เพราะเป็นทางระดมทุนเข้าวัดได้ พระถูกหลอกด้วยเงินทำให้กลายเป็นผู้ชี้นำเอาธรรมะเข้าแลกกับเงิน เพื่อให้ได้เงินเข้าวัดสถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นปัญหาของพุทธศาสนาแล้วพระสงฆ์ไม่สามารถคุ้มครองพุทธศาสนาได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและบ้านเมืองเข้ามาดูแลปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นพระอาจารย์ดุษฎี กล่าวอีกว่า การสะสมจตุคามฯ ถือเป็นความสุขแต่ไม่หลุดพ้น จึงอยากฝากให้นับถืออย่างมีธรรมะ มีศีล ปัญญา เหตุผล และต้องปฏิบัติด้วยด้าน นพ.บัญชา กล่าวว่า ยุคจตุคามฯ เฟื่อง คนที่มีความสุขที่สุดตอนนี้คือชาวนครฯ ทุกคนมีความสุข อิ่มเอิบ โดยบอกว่า หลวงพ่อมาช่วยแล้วน้อมนำไปสู่การนับถือศรัทธา เพราะพบว่า การสร้างจตุคามฯ ตอนนี้กำไรดีมากทุกร้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชขายจตุคามฯ ทุกวันนี้ที่วัดพระธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการจองเพื่อจัดทำจตุคามฯ ไปถึงสิ้นปีแล้ว เพื่อเร่งผลิตก่อนที่จะตกกระแส จตุคามฯ รุ่นแรกสร้างขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่สมทบทุนสร้างศาลหลักเมือง แต่ปัจจุบัน การสร้างจตุคามฯ เป็นการสร้างเพื่อจำหน่ายไปทั่ว และเนื่องจากไม่ใช่พระพุทธรูปทำให้เปิดกว้างให้สามารถสร้างสรรค์จตุคามฯ ได้หลากหลายรูปแบบ“จตุคามฯ เกิดมาจากการเข้าทรง ซึ่งขุนพันธ์ฯ เป็นผู้กล่าวขึ้น ขณะนี้คนนครฯ หลายฝ่ายก็เริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้กระแสจตุคามฯ เป็นกระแสที่ยั่งยืนกำลังคิดกันมากทำอย่างไรให้จตุคามฯ ดึงเข้าสู่ธรรมะและถือเป็นการดึงคนเข้าวัดและหันมานึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย” นพ.บัญชา กล่าวและว่า ผลกระทบของความนิยมจตุคามฯ ที่ไม่ได้ปลูกฝังธรรมะที่ถูกต้องจะทำให้เยาวชนปัจจุบันอาจเข้าใจผิดและมีผลต่อสุขภาวะหรือความสุขที่แท้จริงของคนไทยในอนาคต จึงอยากให้คนไทยยึดหลักกาลามสูตรของพุทธศาสนาเข้ามาช่วยอย่าตกเป็นเหยื่อของการตลาด
ที่มา - http://www.komchadluek.net/2007/05/11/e001_115363.php?news_id=115363
วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550
ศูนย์สร้างสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา “สำรวจความสุข ยุคจตุคามรามเทพ” โดยมีพระอาจารย์ดุษฎี เมธังกุโร จากสำนักสงฆ์ทุ่งไผ่ จังหวัดชุมพร และ นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เคยสนทนากับ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช บุคคลคนแรกที่มีส่วนในการสร้างจตุคามรามเทพ ให้เป็นที่รู้จักพระอาจารย์ดุษฎี กล่าวว่า ในอดีตการสร้างพระเครื่องของคนไทยจะสร้างเป็นรูปพระพุทธรูป จากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเป็นพระเครื่อง 2 หน้าด้านหนึ่งเป็นพระพุทธรูป อีกด้านเป็นพระเกจิที่สร้างพระเครื่องดังกล่าว เมื่อเวลาผ่านไป เหลือมานับถือพระเกจิเพียงรูปเดียว จนปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจตุคามฯ ด้านหนึ่ง พระเกจิด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการนับถือบูชาของคนไทยได้ร่นจากการนับถือครูบาอาจารย์มาเป็นคนใกล้ตัว จนปัจจุบันมีการหันไปนับถือเทพ เทวดา ทั้งที่พระพุทธเจ้าอยู่เหนือทุกสิ่งเทวดา จึงไม่ควรอยู่เหนือพระพุทธเจ้า เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลแต่ทางลบให้กับผู้ศรัทธา ซึ่งข้อมูลที่พบขณะนี้ผู้ที่ห้อยจตุคามฯ องค์ใหญ่ๆ หลายองค์ เริ่มมีอาการปวดคอเพราะกล้ามเนื้ออักเสบทำให้เป็นคนที่ห้อยจตุคามฯ หงุดหงิดง่ายจากอาการที่เกิดขึ้น“การที่จตุคามฯ โด่งดังเพราะมีการลงภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์มากและการที่ไม่ใช่พระพุทธรูปจึงมีท่าทางต่างๆ และทำการตลาดได้มากกว่า กลายเป็นกระแสเกิดขึ้น ซึ่งอาตมาเชื่อว่าในสิ้นปีนี้จตุคามฯ จะล้นตลาด” พระอาจารย์ดุษฎี กล่าวและว่า การสร้างจตุคามฯ ขณะนี้พบว่ามีพระเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่จริงแล้วพระสงฆ์บางท่านไม่ได้นับถือจตุคามฯ แต่ก็สร้างจตุคามฯ เพราะเป็นทางระดมทุนเข้าวัดได้ พระถูกหลอกด้วยเงินทำให้กลายเป็นผู้ชี้นำเอาธรรมะเข้าแลกกับเงิน เพื่อให้ได้เงินเข้าวัดสถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นปัญหาของพุทธศาสนาแล้วพระสงฆ์ไม่สามารถคุ้มครองพุทธศาสนาได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและบ้านเมืองเข้ามาดูแลปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นพระอาจารย์ดุษฎี กล่าวอีกว่า การสะสมจตุคามฯ ถือเป็นความสุขแต่ไม่หลุดพ้น จึงอยากฝากให้นับถืออย่างมีธรรมะ มีศีล ปัญญา เหตุผล และต้องปฏิบัติด้วยด้าน นพ.บัญชา กล่าวว่า ยุคจตุคามฯ เฟื่อง คนที่มีความสุขที่สุดตอนนี้คือชาวนครฯ ทุกคนมีความสุข อิ่มเอิบ โดยบอกว่า หลวงพ่อมาช่วยแล้วน้อมนำไปสู่การนับถือศรัทธา เพราะพบว่า การสร้างจตุคามฯ ตอนนี้กำไรดีมากทุกร้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชขายจตุคามฯ ทุกวันนี้ที่วัดพระธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการจองเพื่อจัดทำจตุคามฯ ไปถึงสิ้นปีแล้ว เพื่อเร่งผลิตก่อนที่จะตกกระแส จตุคามฯ รุ่นแรกสร้างขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่สมทบทุนสร้างศาลหลักเมือง แต่ปัจจุบัน การสร้างจตุคามฯ เป็นการสร้างเพื่อจำหน่ายไปทั่ว และเนื่องจากไม่ใช่พระพุทธรูปทำให้เปิดกว้างให้สามารถสร้างสรรค์จตุคามฯ ได้หลากหลายรูปแบบ“จตุคามฯ เกิดมาจากการเข้าทรง ซึ่งขุนพันธ์ฯ เป็นผู้กล่าวขึ้น ขณะนี้คนนครฯ หลายฝ่ายก็เริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้กระแสจตุคามฯ เป็นกระแสที่ยั่งยืนกำลังคิดกันมากทำอย่างไรให้จตุคามฯ ดึงเข้าสู่ธรรมะและถือเป็นการดึงคนเข้าวัดและหันมานึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย” นพ.บัญชา กล่าวและว่า ผลกระทบของความนิยมจตุคามฯ ที่ไม่ได้ปลูกฝังธรรมะที่ถูกต้องจะทำให้เยาวชนปัจจุบันอาจเข้าใจผิดและมีผลต่อสุขภาวะหรือความสุขที่แท้จริงของคนไทยในอนาคต จึงอยากให้คนไทยยึดหลักกาลามสูตรของพุทธศาสนาเข้ามาช่วยอย่าตกเป็นเหยื่อของการตลาด
ที่มา - http://www.komchadluek.net/2007/05/11/e001_115363.php?news_id=115363
วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550
จตุคามจับมืออะดัม สมิท-อาริสโตเติ้ลถล่มสังคมไทย
หลังจากได้เขียนเรื่อง "ความเชื่อจากจตุคามถึงตำนานแร็กน่าร็อก" แล้ว ก็ได้อ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อย ๆ และได้เห็นคอลัมน์ บ้านเขาเมืองเรา เรื่อง "จตุคาม อะดัม สมิทและอาริสโตเติ้ล" ทางหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่เขียนโดย ดร.ไสว บุญมา นักคอลัมนิสต์ประจำ เกิดความสนใจว่า นี้จตุคามลามไปถึง "อะดัม สมิทและอาริสโตเติ้ล" แล้วหรือ เฉพาะตำนาน "แร็กน่าร็อก" ก็ว่าโบราณแล้วนะ พอพูดถึง "อาริสโตเติ้ล" แล้วยิ่งโบราณกว่า
เมื่ออ่านในเนื้อหาแล้วทำให้ทราบว่า แทนที่ ดร.ไสว จะได้สะท้อนให้เห็นถึงความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ความทรงอานุภาพขององค์จตุคาม แต่ ดร.ไสว ได้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมหนึ่งชีวิตของ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" มีอายุยืนถึง 108 ปีและมีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้เป็นต้นกำเนิดของ "จตุคามฟีเวอร์" ในแง่มุมของ การปฏิบัติตัวของ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรและไสยศาสตร์ ถือศีลและสวดมนต์ภาวนา
นั้นแสดงให้เห็นว่า "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ได้มีความรู้ทั้งไสยศาสตร์ สมุนไพรไสยศาสตร์ และพุทธศาสตร์เป็นอย่างดี ที่คนส่วนใหญ่สนใจแต่เรื่องไสยศาสตร์ของ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" เท่านั้น
ดร.ไสว ได้บอกถึงเหตุ "จตุคามฟีเวอร์" พร้อมกับระบุว่า วัตถุมงคลจะช่วยพวกคนตกงานได้หรือไม่ผมไม่แน่ใจนัก แต่ที่ผมแน่ใจก็คือหากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของระบบเศรษฐกิจและการเมือง ความสับสนวุ่นวายจะไม่มีทางยุติและกลียุคจะคืบคลานเข้ามาตามที่ศาสตราจารย์ประเวศ วสี ทำนายไว้เมื่อเดือนที่แล้ว
ดร.ไสว ได้เตือนสติว่า ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจได้ยังยึดแนวตลาดเสรีของ "อะดัม สมิท" แสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน และการเมืองยึดระบอบประชาธิปไตย ที่วิวัฒน์มากว่าสองพันปีจากแนวคิดของ "อาริสโตเติ้ล" แสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน การจะใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก้ แต่คนไทยส่วนใหญ่และรัฐบาลไทยไม่เคยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจัง ความขลังจึงยังไม่ปรากฏ
ดร.ไสว ได้สรุปตอนท้ายว่า "ตามนิยามของความขลังที่ผมให้ไว้ คนไทยจะไม่มีวันได้รับผลของความขลังอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นจากเหรียญจตุคามรามเทพ ตลาดเสรี หรือประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ ในขณะนี้ การไม่ทำตามกฎเกณฑ์มีผลร้ายถึงกำลังจะผลักดันเมืองไทยให้เดินเข้าสู่กลียุคตามคำทำนายของศาสตราจารย์ประเวศ วะสี แม้จะมีการสร้างเหรียญจตุคามรามเทพเพิ่มขึ้นเกือบทุกวัน แต่เหรียญนั้นก็จะไม่ปกป้องเมืองไทยให้พ้นกลียุค"
การที่จะทำให้เมืองไทยให้พ้นกลียุค พ้นวิกฤติในยุคจตุคามฟีเวอร์ได้แล้ว คนไทยต้องรู้จักใช้ไสยศาสตร์ให้เกิดประโยชน์อย่างมีสติ พร้อมกับมีสมุนไพรไสยศาสตร์ และพุทธศาสตร์เป็นตัวกำกับ อย่างเช่น "ขุนพันธรักษ์ราชเดช"
มหาเนชั่นรายงาน
หมายเหตุอ่านเรื่องเกี่ยวข้อง -
1. พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต)แจก"คติจตุคาม"วันวิสาขะ
2.ความเชื่อจากจตุคามถึงตำนานแร็กน่าร็อก
3.คมช.-รัฐบาลอย่าวางใจจตุคามฟรีเวอร์
4.จตุคามรามเทพฟรีเวอร์-ปลอมสะท้อนศรัทธาชาวพุทธ
5.ห่วงยุคจตุคามฯ เฟื่องทำลายแก่นแท้พุทธศาสนา
วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550
เมื่ออ่านในเนื้อหาแล้วทำให้ทราบว่า แทนที่ ดร.ไสว จะได้สะท้อนให้เห็นถึงความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ความทรงอานุภาพขององค์จตุคาม แต่ ดร.ไสว ได้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมหนึ่งชีวิตของ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" มีอายุยืนถึง 108 ปีและมีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้เป็นต้นกำเนิดของ "จตุคามฟีเวอร์" ในแง่มุมของ การปฏิบัติตัวของ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรและไสยศาสตร์ ถือศีลและสวดมนต์ภาวนา
นั้นแสดงให้เห็นว่า "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ได้มีความรู้ทั้งไสยศาสตร์ สมุนไพรไสยศาสตร์ และพุทธศาสตร์เป็นอย่างดี ที่คนส่วนใหญ่สนใจแต่เรื่องไสยศาสตร์ของ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" เท่านั้น
ดร.ไสว ได้บอกถึงเหตุ "จตุคามฟีเวอร์" พร้อมกับระบุว่า วัตถุมงคลจะช่วยพวกคนตกงานได้หรือไม่ผมไม่แน่ใจนัก แต่ที่ผมแน่ใจก็คือหากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของระบบเศรษฐกิจและการเมือง ความสับสนวุ่นวายจะไม่มีทางยุติและกลียุคจะคืบคลานเข้ามาตามที่ศาสตราจารย์ประเวศ วสี ทำนายไว้เมื่อเดือนที่แล้ว
ดร.ไสว ได้เตือนสติว่า ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจได้ยังยึดแนวตลาดเสรีของ "อะดัม สมิท" แสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน และการเมืองยึดระบอบประชาธิปไตย ที่วิวัฒน์มากว่าสองพันปีจากแนวคิดของ "อาริสโตเติ้ล" แสวงหาความร่ำรวยและการบริโภคเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน การจะใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก้ แต่คนไทยส่วนใหญ่และรัฐบาลไทยไม่เคยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจัง ความขลังจึงยังไม่ปรากฏ
ดร.ไสว ได้สรุปตอนท้ายว่า "ตามนิยามของความขลังที่ผมให้ไว้ คนไทยจะไม่มีวันได้รับผลของความขลังอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นจากเหรียญจตุคามรามเทพ ตลาดเสรี หรือประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ ในขณะนี้ การไม่ทำตามกฎเกณฑ์มีผลร้ายถึงกำลังจะผลักดันเมืองไทยให้เดินเข้าสู่กลียุคตามคำทำนายของศาสตราจารย์ประเวศ วะสี แม้จะมีการสร้างเหรียญจตุคามรามเทพเพิ่มขึ้นเกือบทุกวัน แต่เหรียญนั้นก็จะไม่ปกป้องเมืองไทยให้พ้นกลียุค"
การที่จะทำให้เมืองไทยให้พ้นกลียุค พ้นวิกฤติในยุคจตุคามฟีเวอร์ได้แล้ว คนไทยต้องรู้จักใช้ไสยศาสตร์ให้เกิดประโยชน์อย่างมีสติ พร้อมกับมีสมุนไพรไสยศาสตร์ และพุทธศาสตร์เป็นตัวกำกับ อย่างเช่น "ขุนพันธรักษ์ราชเดช"
มหาเนชั่นรายงาน
หมายเหตุอ่านเรื่องเกี่ยวข้อง -
1. พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต)แจก"คติจตุคาม"วันวิสาขะ
2.ความเชื่อจากจตุคามถึงตำนานแร็กน่าร็อก
3.คมช.-รัฐบาลอย่าวางใจจตุคามฟรีเวอร์
4.จตุคามรามเทพฟรีเวอร์-ปลอมสะท้อนศรัทธาชาวพุทธ
5.ห่วงยุคจตุคามฯ เฟื่องทำลายแก่นแท้พุทธศาสนา
วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม 2550
ความเชื่อจากจตุคามถึงตำนานแร็กน่าร็อก
เรื่องจตุคามนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่าที่ "ฟีเวอร์" ทุกวันนี้ นอกจากการประโคมข่าวของสื่อแล้ว สิ่งหนึ่งก็เพราะเกิดจากความเชื่อว่าจะเป็นจริงตามที่ "โปรโมท" นั้น ส่วนเกม "แร็กน่าร็อก" นั้น หลายคนที่ไม่เคยเล่นเกมนี้อาจจะไม่รู้มาก่อนว่า เกมนี้เกิดจากตำนานความเชื่อได้อย่างไร
ต้องยอมรับกันว่า "จตุคามฟีเวอร์" แพร่กระจายไปตามสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภทจริง ๆ แม้นแต่หนังสือ Health Plus ฉบับวันที่ 15 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ ก็ไม่วายที่จะมีบทความเกี่ยวเนื่องกับ "จตุคาม"
หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง "จตุคาม" ในบทความที่ว่า "ความเชื่อ Believe it or not ?" เขียนโดย "สัมพันธ์ สอนเกิด" ได้กล่าวถึงที่มาของความเชื่อ โดยระบุว่า มนุษย์มีความเชื่อมาก่อนจะมีศาสนาเกิดขึ้น
ต่อจากนั้นผู้เขียนก็ได้กล่าวถึงวัตถุที่เป็นบ่อเกิดของความเชื่อ หรือเชื่อให้วัตถุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมเช่น พระสมเด็จ หลวงปู่ทวด จนกระทั้งมาถึง "จตุคามฟีเวอร์" ซึ่งได้กล่าวถึงที่มาถึงประวัติจตุคามว่าเป็นมาอย่างไรถึงได้เกิด "ฟีเวอร์" จนกระทั้งมีการจองและเหยียบกันตาย และมีการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ ตามมา
ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเชื่อในท้องถิ่นไทย อย่างเช่น โจ/กะโจ/กาโจ เป็นความเชื่อของชาวภาคใต้ เช่น ชุมพร การส่งกระแบะกระบาล เป็นความเชื่อของชาวภาคกลาง ประเพณีทำบุญกลางบ้าน เป็นความเชื่อของชาวภาคกลาง เช่น ชลบุรี ศาลปู่ตาหรือศาลตาปู่ เป็นความเชื่อของชาวอีสาน สิ่งมงคลในบ้าน เช่นต้นไม้ที่ปลูก การเลี้ยงแมว
ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเชื่อนานาชาติ เช่น "ทานูกิ" เป็นสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นปีศาจ "มัมมี่" ชาวอียิปต์โบรานมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังการตายว่าดวงวิญญาณจะกลับเข้าร่าวอีกครั้ง
และความเชื่อในตำนาน "แร็กน่าร็อก" นี้ซิน่าสนใจ เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนเนื่องจากไม่ใช่คนชอบเล่นเกม
ผู้เขียนได้กล่าวว่า "แร็กน่าร็อก" เป็นเกมออนไลน์ที่เคยเป็นประเด็นทางสังคมอยู่พักใหญ่ เป็นหนึ่งในตำนานชาวเหนือ ที่กล่าวถึงวาระสุดท้ายของเทพต่าง ๆ โดยแบ่งฝ่ายต่อสู้กันจนตายเกือบทั้งหมดทั้งสามโลก และอาศัยเรื่องราวอันวุ่นวายเหล่านี้ เป็นต้นเรื่องที่ศิลปินชาว "ญี่ปุ่น" เขียนเป็นการ์ตูน ส่งผลให้คนอ่านติดงอมแงม ต่อมาชาว "เกาหลี" ได้นำไปสร้างเป็นเกม จนกระทั้งสามารถออนไลน์กันได้ทางอินเตอร์เน็ตจนฮิตไปทั่วโลก
ชาวเหนือเชื่อกันว่าจักรวาลแบ่งออกเป็นเก้าโลก เป็นของชาวสวรรค์กับพวกเอลฟ์ตัวขาว สามโลก ของมนุษย์ คนแคระ เอลฟ์ตัวดำ และยักษ์น้ำแข็งอีกสี่โลก และใต้พิภพอีกสองโลก แต่ความไม่ลงรอยกันในระหว่างเผ่าพันธุ์เปราะบางเต็มไปด้วยความเกลียดชังระหว่างกัน นานวันความกระหายสงคราม (ไม่มีวันจางหาย) ก็ปะทุขึ้น จนถึงช่วง "แร็กน่าร็อก" ความเดือดดาล ความโลภ และความเกลียดชัง พลังทำลายล้างได้ระเบิดเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานของชาวเหนือ
สงครามที่ชาวไวกิ้งรบแต่ละครั้ง มักน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง และอยู่ในความทรงจำของผู้คนยากลืมเลือน กระทั้งมีการบันทึกไว้ในหลายสถานที่ แต่ในมุมมองของชาวไวกิ้งแล้ว ไม่มีสงครามครั้งใดจะรุ่นแรงได้เท่า "แร็กน่าร็อก"
ผู้เขียนได้สรุปตอนท้ายว่า ก่อนก้าวออกจากถ้ำ มนุษย์โบราณมีความเชื่อบางอย่างอยู่ในหัว และขอทายว่าเขาต้องเชื่อว่าตัวเองอยู่ได้และต้องรอด เขาเชื่อและพิสูจน์แล้ว่าเป็นจริง
ก่อนก้าวออกจากบ้าน มนุษย์ปัจจุบันมีความเชื่อบางอยู่ในหัว และขอภาวนาว่า เขาคงไม่เชื่อแบบนั้น และไม่ทำเป็นอันขาด เพราะถ้าเขาเชื่อและอยากพิสูจน์ "แร็กน่าร็อก" ครั้งใหม่เริ่มต้นแน่นอน
คงไม่ต้องตีความว่า ผู้เขียนหมายถึงอะไร เพราะเท่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ก็น่ากลัวพอแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ของไทย
ต้องยอมรับกันว่า "จตุคามฟีเวอร์" แพร่กระจายไปตามสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภทจริง ๆ แม้นแต่หนังสือ Health Plus ฉบับวันที่ 15 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ ก็ไม่วายที่จะมีบทความเกี่ยวเนื่องกับ "จตุคาม"
หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง "จตุคาม" ในบทความที่ว่า "ความเชื่อ Believe it or not ?" เขียนโดย "สัมพันธ์ สอนเกิด" ได้กล่าวถึงที่มาของความเชื่อ โดยระบุว่า มนุษย์มีความเชื่อมาก่อนจะมีศาสนาเกิดขึ้น
ต่อจากนั้นผู้เขียนก็ได้กล่าวถึงวัตถุที่เป็นบ่อเกิดของความเชื่อ หรือเชื่อให้วัตถุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมเช่น พระสมเด็จ หลวงปู่ทวด จนกระทั้งมาถึง "จตุคามฟีเวอร์" ซึ่งได้กล่าวถึงที่มาถึงประวัติจตุคามว่าเป็นมาอย่างไรถึงได้เกิด "ฟีเวอร์" จนกระทั้งมีการจองและเหยียบกันตาย และมีการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ ตามมา
ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเชื่อในท้องถิ่นไทย อย่างเช่น โจ/กะโจ/กาโจ เป็นความเชื่อของชาวภาคใต้ เช่น ชุมพร การส่งกระแบะกระบาล เป็นความเชื่อของชาวภาคกลาง ประเพณีทำบุญกลางบ้าน เป็นความเชื่อของชาวภาคกลาง เช่น ชลบุรี ศาลปู่ตาหรือศาลตาปู่ เป็นความเชื่อของชาวอีสาน สิ่งมงคลในบ้าน เช่นต้นไม้ที่ปลูก การเลี้ยงแมว
ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเชื่อนานาชาติ เช่น "ทานูกิ" เป็นสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นปีศาจ "มัมมี่" ชาวอียิปต์โบรานมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังการตายว่าดวงวิญญาณจะกลับเข้าร่าวอีกครั้ง
และความเชื่อในตำนาน "แร็กน่าร็อก" นี้ซิน่าสนใจ เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนเนื่องจากไม่ใช่คนชอบเล่นเกม
ผู้เขียนได้กล่าวว่า "แร็กน่าร็อก" เป็นเกมออนไลน์ที่เคยเป็นประเด็นทางสังคมอยู่พักใหญ่ เป็นหนึ่งในตำนานชาวเหนือ ที่กล่าวถึงวาระสุดท้ายของเทพต่าง ๆ โดยแบ่งฝ่ายต่อสู้กันจนตายเกือบทั้งหมดทั้งสามโลก และอาศัยเรื่องราวอันวุ่นวายเหล่านี้ เป็นต้นเรื่องที่ศิลปินชาว "ญี่ปุ่น" เขียนเป็นการ์ตูน ส่งผลให้คนอ่านติดงอมแงม ต่อมาชาว "เกาหลี" ได้นำไปสร้างเป็นเกม จนกระทั้งสามารถออนไลน์กันได้ทางอินเตอร์เน็ตจนฮิตไปทั่วโลก
ชาวเหนือเชื่อกันว่าจักรวาลแบ่งออกเป็นเก้าโลก เป็นของชาวสวรรค์กับพวกเอลฟ์ตัวขาว สามโลก ของมนุษย์ คนแคระ เอลฟ์ตัวดำ และยักษ์น้ำแข็งอีกสี่โลก และใต้พิภพอีกสองโลก แต่ความไม่ลงรอยกันในระหว่างเผ่าพันธุ์เปราะบางเต็มไปด้วยความเกลียดชังระหว่างกัน นานวันความกระหายสงคราม (ไม่มีวันจางหาย) ก็ปะทุขึ้น จนถึงช่วง "แร็กน่าร็อก" ความเดือดดาล ความโลภ และความเกลียดชัง พลังทำลายล้างได้ระเบิดเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานของชาวเหนือ
สงครามที่ชาวไวกิ้งรบแต่ละครั้ง มักน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง และอยู่ในความทรงจำของผู้คนยากลืมเลือน กระทั้งมีการบันทึกไว้ในหลายสถานที่ แต่ในมุมมองของชาวไวกิ้งแล้ว ไม่มีสงครามครั้งใดจะรุ่นแรงได้เท่า "แร็กน่าร็อก"
ผู้เขียนได้สรุปตอนท้ายว่า ก่อนก้าวออกจากถ้ำ มนุษย์โบราณมีความเชื่อบางอย่างอยู่ในหัว และขอทายว่าเขาต้องเชื่อว่าตัวเองอยู่ได้และต้องรอด เขาเชื่อและพิสูจน์แล้ว่าเป็นจริง
ก่อนก้าวออกจากบ้าน มนุษย์ปัจจุบันมีความเชื่อบางอยู่ในหัว และขอภาวนาว่า เขาคงไม่เชื่อแบบนั้น และไม่ทำเป็นอันขาด เพราะถ้าเขาเชื่อและอยากพิสูจน์ "แร็กน่าร็อก" ครั้งใหม่เริ่มต้นแน่นอน
คงไม่ต้องตีความว่า ผู้เขียนหมายถึงอะไร เพราะเท่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ก็น่ากลัวพอแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ของไทย
คมช.-รัฐบาลอย่าวางใจจตุคามฟรีเวอร์
ทุกวันนี้กระแสจตุคามฟรีเวอร์ได้แผ่อิทธิพลไปทุกภาคส่วนของสังคมไทย ดูอย่างการสอบเข้า ม.1 เด็กก็ยังพึ่งบารมีของจตุคามรามเทพ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งคงเกิดจากการโหมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อสิ่งพิมพ์ แม้นกระทั้งหนังสือการ์ตูนก็ยังมีเรื่องจตุคามแล้ว
(รุ่นแรกปี30พิมพ์ใหญ่เนื้อไม้น้ำมันเสือของสามารถ นุชอ่อง หน้าพระเครื่อง 6 พ.ค. http://www.komchadluek.net )
ไม่ต้องพูดถึงสื่อหนังสือพิมพ์ทุกประเภท แถบทุกวันจะต้องมีข่าวและบทความเกี่ยวกับจตุคาม ในจำนวนนั้นต้องยกให้หนังสือพิมพ์ข่าวสด เกือบทุกหน้าจะต้องมีโฆษณาการทำจตุคาม ข่าวทั้งหน้า 1 และหน้าพระเครื่องจะต้องมีจตุคามประกอบ และภายใน 1 สัปดาห์จะมีฉบับพิเศษอีกต่างหาก ขณะที่หนังสือพิมพ์หัวสีหน้าพระเครื่องทุกสัปดาห์จะกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของจตุคามแถบทั้งนั้น
(รุ่นสมทบทุน"เพชรสมุย" หน้าพระเครื่อง 6 พ.ค. http://www.komchadluek.net )
แม้นแต่หนังสือพิมพ์ด้านธุรกิจอย่างฐานเศรษฐกิจและประชาชาติธุรกิจก็ยังมีบทความเกี่ยวกับจตุคามอย่างเช่น ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 26-28 เม.ย.ที่ผ่านมาจะมีบทความถึง 2 แห่งคือ คอลัมน์ซาซือเจ๊ ระบุหัวเรื่องว่า "ที่ไหน ๆ ก็มีจตุคาม ด้านในหน้า 39 ก็มีรายงานเรื่อง"จตุคามรามเทพลามเน็ต กว่า3แสนเว็บไซต์แห่ซื้อ-ขาย" ได้เกี่ยวถึงเว็บไซต์ที่เกียวข้อกับจตุคามที่ติดอันดับมีมากว่า 10 เว็บ และมีเว็บที่เกี่ยวเนื่องอีกกว่า 3 แสนเว็บ
ส่วนวารสารรายสัปดาน์แนวทางเมืองอย่างมติชันและเนชั่นสุดสัปดาห์ก็แข่งกันนำเสนอเรื่องจตุคามมาหลายสัปดาห์แล้ว อย่างเช่นสัปดาห์นี้ทั้งมติชนและเนชั่นได้ขึ้นรูปเหรียญจตุคามทั้งสองฉบับไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาภายในจะมีเรื่องอะไรบ้าง
แม้นว่ากระแสจตุคามฟรีเวอร์ทำให้เงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท ตัวเลขทางเศรษฐกิจดูดีขึ้น เพราะเป็นเกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องดูดีขึ้น แต่กระแสจตุคามฟรีเวอร์เป็นตัวสะท้อนความเป็นไปในสังคมไทยเป็นอย่างไร
ก่อนหน้านี้เทพเจ้าประชานิยมทรงอำนาจค่อยเสก ค่อยแจก เงินให้กับรากหญ้า รวมถึงค่อยเอื้ออำนวยให้กับผู้ที่ก้มหัวให้ หรือคนที่เป็นพวกเขา ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กินดีอยู่ดี โดยไม่ต้องลงแรงอะไรมากก็มีเงินเข้ากระเป๋าไว้จับจ่ายให้สอยอย่างสบาย แทนที่จะแสวงหารายได้ด้วยสติปัญญาหรือพึ่งตัวเอง ก็หวังแต่ให้เทพเจ้าประชานิยมค่อยเสกให้ จนเงินของประเทศแทบให้ไม่เหลือ
เมื่อเทพเจ้าประชานิยมได้หลุดจากอำนาจไปเพราะการยึดอำนาจของ คมช. พวกรากหญ้าที่มีสภาพเป็นลูกนกคอยอ้าปากงับเหยื่อก็ขาดที่พึ่ง พอได้ข่าวจากการโหมโปรโมทผ่านสื่อว่าจตุคามทรงอานุภาพในการเสกให้ทุกคนรวยเป็นเศรษฐี โคตรเศรษฐี อภิมหึมามหาเศรษฐี ลูกนกเหล่านี้โผเข้าหาจึงทำให้เกิดกระแสจตุคามฟรีเวอร์ขึ้น เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เห็นว่าการที่จะแสวงหารายได้จากน้ำแรง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นลำบาก
หากใครหรือกลุ่มใดเข้ามาทำลายที่พึ่งของเขาก็จะออกมากตอบโต้ เพราะกลัวอานุภาพของจตุคามจะลดอำนาจลงเหมือนกับเทพเจ้าประชานิยมอีก ดังนั้น กระแสจตุคามฟรีเวอร์เป็นตัวสะท้อนให้พลังแห่งประชานิยมนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ยังครอบงำ-ฝักหัวสังคมไทยอยู่ทุกหัวละแหง
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่งอกงามในสังคมไทย แม้นว่าจะได้เห็นแววขึ้นมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารพยายามกระตุ้นให้สังคมไทยในทางรอด พยายามสอดแทรกเข้าไปในบทละครอย่างเช่นเรื่อง "ปู่โสมเข้าทรัพย์" หรือย่างเช่นเรื่องล่าสุดเรื่อง "อภิมหึมามหาเศรษฐี" ทางช่อง 7 สี
แต่นั้นหละระยะเวลาของรัฐบาลชุดนี้เหลือน้อยแล้ว หากเมื่อมีการเลือกตั้งที่องค์ประกอบการเมืองไทยยังเป็นอยู่เหมือนเดิม จะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลใหม่จะดึงสังคมไทยออกจากประชานิยม ในที่สุดเดินไปตามกระแสประชานิยมด้วยการยกข้ออ้างตัวเลยทางเศรษฐกิจ ก็หนีไม่พ้นที่จะกระตุ้นให้คนไทยบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างเช่นที่ผ่าน
กระแสประชานิยมกับจตุคามฟรีเวอร์ จึงเป็นสิ่งคมช.-และรัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ หากไม่ล้างเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป ในที่สุดสังคมไทยคงจะถูกเขาชี้หน้าว่า "เป็นพวกเอาแต่ได้ ละเมิดลิกขสิทธิ์ของชาวบ้านไม่เคยคิดสิ่งที่เป็นตัวเอง" อยู่ล้ำไป คนไทยก็ตกเป็นทาสทางความคิด คิดเองไม่เป็น
วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม 2550
(รุ่นแรกปี30พิมพ์ใหญ่เนื้อไม้น้ำมันเสือของสามารถ นุชอ่อง หน้าพระเครื่อง 6 พ.ค. http://www.komchadluek.net )
ไม่ต้องพูดถึงสื่อหนังสือพิมพ์ทุกประเภท แถบทุกวันจะต้องมีข่าวและบทความเกี่ยวกับจตุคาม ในจำนวนนั้นต้องยกให้หนังสือพิมพ์ข่าวสด เกือบทุกหน้าจะต้องมีโฆษณาการทำจตุคาม ข่าวทั้งหน้า 1 และหน้าพระเครื่องจะต้องมีจตุคามประกอบ และภายใน 1 สัปดาห์จะมีฉบับพิเศษอีกต่างหาก ขณะที่หนังสือพิมพ์หัวสีหน้าพระเครื่องทุกสัปดาห์จะกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของจตุคามแถบทั้งนั้น
(รุ่นสมทบทุน"เพชรสมุย" หน้าพระเครื่อง 6 พ.ค. http://www.komchadluek.net )
แม้นแต่หนังสือพิมพ์ด้านธุรกิจอย่างฐานเศรษฐกิจและประชาชาติธุรกิจก็ยังมีบทความเกี่ยวกับจตุคามอย่างเช่น ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 26-28 เม.ย.ที่ผ่านมาจะมีบทความถึง 2 แห่งคือ คอลัมน์ซาซือเจ๊ ระบุหัวเรื่องว่า "ที่ไหน ๆ ก็มีจตุคาม ด้านในหน้า 39 ก็มีรายงานเรื่อง"จตุคามรามเทพลามเน็ต กว่า3แสนเว็บไซต์แห่ซื้อ-ขาย" ได้เกี่ยวถึงเว็บไซต์ที่เกียวข้อกับจตุคามที่ติดอันดับมีมากว่า 10 เว็บ และมีเว็บที่เกี่ยวเนื่องอีกกว่า 3 แสนเว็บ
ส่วนวารสารรายสัปดาน์แนวทางเมืองอย่างมติชันและเนชั่นสุดสัปดาห์ก็แข่งกันนำเสนอเรื่องจตุคามมาหลายสัปดาห์แล้ว อย่างเช่นสัปดาห์นี้ทั้งมติชนและเนชั่นได้ขึ้นรูปเหรียญจตุคามทั้งสองฉบับไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาภายในจะมีเรื่องอะไรบ้าง
แม้นว่ากระแสจตุคามฟรีเวอร์ทำให้เงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท ตัวเลขทางเศรษฐกิจดูดีขึ้น เพราะเป็นเกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องดูดีขึ้น แต่กระแสจตุคามฟรีเวอร์เป็นตัวสะท้อนความเป็นไปในสังคมไทยเป็นอย่างไร
ก่อนหน้านี้เทพเจ้าประชานิยมทรงอำนาจค่อยเสก ค่อยแจก เงินให้กับรากหญ้า รวมถึงค่อยเอื้ออำนวยให้กับผู้ที่ก้มหัวให้ หรือคนที่เป็นพวกเขา ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กินดีอยู่ดี โดยไม่ต้องลงแรงอะไรมากก็มีเงินเข้ากระเป๋าไว้จับจ่ายให้สอยอย่างสบาย แทนที่จะแสวงหารายได้ด้วยสติปัญญาหรือพึ่งตัวเอง ก็หวังแต่ให้เทพเจ้าประชานิยมค่อยเสกให้ จนเงินของประเทศแทบให้ไม่เหลือ
เมื่อเทพเจ้าประชานิยมได้หลุดจากอำนาจไปเพราะการยึดอำนาจของ คมช. พวกรากหญ้าที่มีสภาพเป็นลูกนกคอยอ้าปากงับเหยื่อก็ขาดที่พึ่ง พอได้ข่าวจากการโหมโปรโมทผ่านสื่อว่าจตุคามทรงอานุภาพในการเสกให้ทุกคนรวยเป็นเศรษฐี โคตรเศรษฐี อภิมหึมามหาเศรษฐี ลูกนกเหล่านี้โผเข้าหาจึงทำให้เกิดกระแสจตุคามฟรีเวอร์ขึ้น เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เห็นว่าการที่จะแสวงหารายได้จากน้ำแรง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นลำบาก
หากใครหรือกลุ่มใดเข้ามาทำลายที่พึ่งของเขาก็จะออกมากตอบโต้ เพราะกลัวอานุภาพของจตุคามจะลดอำนาจลงเหมือนกับเทพเจ้าประชานิยมอีก ดังนั้น กระแสจตุคามฟรีเวอร์เป็นตัวสะท้อนให้พลังแห่งประชานิยมนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ยังครอบงำ-ฝักหัวสังคมไทยอยู่ทุกหัวละแหง
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่งอกงามในสังคมไทย แม้นว่าจะได้เห็นแววขึ้นมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารพยายามกระตุ้นให้สังคมไทยในทางรอด พยายามสอดแทรกเข้าไปในบทละครอย่างเช่นเรื่อง "ปู่โสมเข้าทรัพย์" หรือย่างเช่นเรื่องล่าสุดเรื่อง "อภิมหึมามหาเศรษฐี" ทางช่อง 7 สี
แต่นั้นหละระยะเวลาของรัฐบาลชุดนี้เหลือน้อยแล้ว หากเมื่อมีการเลือกตั้งที่องค์ประกอบการเมืองไทยยังเป็นอยู่เหมือนเดิม จะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลใหม่จะดึงสังคมไทยออกจากประชานิยม ในที่สุดเดินไปตามกระแสประชานิยมด้วยการยกข้ออ้างตัวเลยทางเศรษฐกิจ ก็หนีไม่พ้นที่จะกระตุ้นให้คนไทยบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างเช่นที่ผ่าน
กระแสประชานิยมกับจตุคามฟรีเวอร์ จึงเป็นสิ่งคมช.-และรัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ หากไม่ล้างเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป ในที่สุดสังคมไทยคงจะถูกเขาชี้หน้าว่า "เป็นพวกเอาแต่ได้ ละเมิดลิกขสิทธิ์ของชาวบ้านไม่เคยคิดสิ่งที่เป็นตัวเอง" อยู่ล้ำไป คนไทยก็ตกเป็นทาสทางความคิด คิดเองไม่เป็น
วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม 2550
ลองคล้องสัตตคามโจรลักไม่ได้เหมือนจตุคาม
ช่วงนี้"จตุคาม-รามเทพ"กำลังฟรีเวอร์ จนกระทั้งมีคนย่องเบาเข้าไปลักคนที่มีถึงขั้นถูกยิงตาย เจ้าของก็ต้องซื้อตู้นิรภัยมาใส่ สร้างความทุกข์ให้กับคนที่มี แทนที่จตุคามจะคุ้มครองคน เป็นอันว่าคนต้องคุ้มครองจตุคามแทน (นี้ไม่ได้ลบหลู่)
อย่างเช่นวันที่ 30 มีนาคม ก็มีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ภายในบริเวณแผงวัตถุมงคล “ลุงทองส่องพระ” ตั้งอยู่ภายในศูนย์พระเครื่องเมืองนคร “พงศ์พลาซ่า” ถนนกะโรม ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยคนร้ายได้วัตถุมงคลสายจตุคาม-รามเทพไปเป็นจำนวนมาก
วันเดียวกันนี้มีโจรเข้าไปงัดวิหารหลวงพ่อสดวัดจันทรังษี หมู่ที่ 8 ต.โพสะอ.เมือง จ.อ่างทอง ได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก ภายในมหาวิหารขนาดใหญ่มีพระรูปเหมือนโลหะหลวงพ่อสดจันทสโร หรือพระมงคลเทพมุณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หากใครไม่ต้องการมีทรัพย์แล้วไม่ต้องการให้โจรลักหรือโจรลักไม่ได้ ก็ต้องมี "สัตตคาม" หรือ อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจ อย่างประเสริฐ คือ
1. ศรัทธา ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ
3. ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม
3. หิริ ความละอายใจต่อการทำชั่ว
4. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว
5. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
6.จาคะ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
7. ปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณาและรู้ที่จะจัดทำ
อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ ทำใจให้ไม่อ้างว้างยากจนและเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย
ธรรม 7 นี้ เรียกอีกอย่างว่า พหุการธรรม หรือ ธรรม มีอุปการะมาก เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญ คุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่าง กว้างขวางไพบูลย์ เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มากย่อมสามารถใช้จ่าย ทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ ได้ เป็นอันมาก
ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ขยายความเกี่ยวกับอริยทรัพย์ไว้ว่า
ครูบาอาจารย์มักสอนเสมอว่า อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐ ที่สามารถติดตัวเราไปได้ทุกภพทุกชาติตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ นอกไปจากนั้น ท่านยังสอนว่า สำหรับบุคคลอันเป็นที่รักเช่นพระอรหันต์ในบ้านคือคุณแม่คุณพ่อ (หรือกับบุคคลใดๆ ก็ตามที่เราสามารถชี้แนะได้) นอกจากเราจะตอบแทนพระคุณท่านด้วยการดูแลเอาใจใส่ ทะนุบำรุงท่านทางกายและด้วยความรักและกตัญญูแล้ว
สิ่งที่เป็นการทดแทนพระคุณอันประเสริฐยิ่งอีกก็คือ การชี้แนะหรือชักชวนให้ท่านได้ทำบุญทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อีกอย่างก็คือ ชักชวนหรือนำให้ท่านได้สะสมอริยทรัพย์ไว้มากๆ
วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน 2550
อย่างเช่นวันที่ 30 มีนาคม ก็มีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ภายในบริเวณแผงวัตถุมงคล “ลุงทองส่องพระ” ตั้งอยู่ภายในศูนย์พระเครื่องเมืองนคร “พงศ์พลาซ่า” ถนนกะโรม ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยคนร้ายได้วัตถุมงคลสายจตุคาม-รามเทพไปเป็นจำนวนมาก
วันเดียวกันนี้มีโจรเข้าไปงัดวิหารหลวงพ่อสดวัดจันทรังษี หมู่ที่ 8 ต.โพสะอ.เมือง จ.อ่างทอง ได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก ภายในมหาวิหารขนาดใหญ่มีพระรูปเหมือนโลหะหลวงพ่อสดจันทสโร หรือพระมงคลเทพมุณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หากใครไม่ต้องการมีทรัพย์แล้วไม่ต้องการให้โจรลักหรือโจรลักไม่ได้ ก็ต้องมี "สัตตคาม" หรือ อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจ อย่างประเสริฐ คือ
1. ศรัทธา ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ
3. ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม
3. หิริ ความละอายใจต่อการทำชั่ว
4. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว
5. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
6.จาคะ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
7. ปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณาและรู้ที่จะจัดทำ
อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ ทำใจให้ไม่อ้างว้างยากจนและเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย
ธรรม 7 นี้ เรียกอีกอย่างว่า พหุการธรรม หรือ ธรรม มีอุปการะมาก เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญ คุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่าง กว้างขวางไพบูลย์ เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มากย่อมสามารถใช้จ่าย ทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ ได้ เป็นอันมาก
ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ขยายความเกี่ยวกับอริยทรัพย์ไว้ว่า
ครูบาอาจารย์มักสอนเสมอว่า อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐ ที่สามารถติดตัวเราไปได้ทุกภพทุกชาติตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ นอกไปจากนั้น ท่านยังสอนว่า สำหรับบุคคลอันเป็นที่รักเช่นพระอรหันต์ในบ้านคือคุณแม่คุณพ่อ (หรือกับบุคคลใดๆ ก็ตามที่เราสามารถชี้แนะได้) นอกจากเราจะตอบแทนพระคุณท่านด้วยการดูแลเอาใจใส่ ทะนุบำรุงท่านทางกายและด้วยความรักและกตัญญูแล้ว
สิ่งที่เป็นการทดแทนพระคุณอันประเสริฐยิ่งอีกก็คือ การชี้แนะหรือชักชวนให้ท่านได้ทำบุญทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อีกอย่างก็คือ ชักชวนหรือนำให้ท่านได้สะสมอริยทรัพย์ไว้มากๆ
วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน 2550
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)