การเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3จี มาถึงจุดที่ต้องรอให้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2553 ตามที่นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกมาคาดการณ์ไว้จากเดิมที่กำหนดไว้ประมาณปลายปี2552
กทช.ยังสงสัยอำนาจหน้าที่จัดประมูล3จี
เหตุผลใหญ่อยู่ที่ยังไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของ กทช.ว่า มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการประมูล ตามรัฐธรรมนูญปี2550หรือไม่ หรือว่าจะต้องรอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก่อน
ดังนั้น ในสัปดาห์หน้าประมาณวันอังคารหรือพุธ กทช. จะเรื่องนี้ก่อนทำหนังสือยื่นถามส่งไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ก่อนยื่นสอบถามศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ประมาณกลางปี 2549 คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่าสามารถให้ดำเนินการได้ นั้นเป็นความเห็นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และมีการคาดการณ์ไว้ว่าปี 2550 ประเทศไทยจะมี 3 จีใช้
แต่เมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 และเขียนรัฐธรรมนูญปี 2550 ขึ้นมาโดยมีการรวมคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)ตาม รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)
ทั้งนี้คงไม่มีปัญญาตั้ง กสช. ขึ้นมาได้จึงจับมารวมกันเสียเลยง่ายดี และขณะนี้ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะประกาศใช้ได้เมื่อใด
ขณะเดียวกันหาก กทช.มีมติส่งเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย เมื่อเป็นเช่นนี้จริงก็ไม่มีความชัดเจนอีกว่าเมื่อใดถึงจะพิจารณาเสร็จ เพราะกรอบระยะเวลาการพิจารณาขององค์กรอิสระไม่มีความชัดเจน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบรวมถึงแรงบีบด้วย จึงไม่แน่ว่าเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะได้เริ่มประมูลหรือไม่ตามที่นายเศรษฐพรระบุ
อย่ามองข้ามตัวถ่วงจากภาคการเมือง
หากสมมุติว่ากทช.สามารถเปิดประมูลเสร็จแล้วก็ใช้ว่าเอกชนจะสามารถดำเนินการได้ทันที เชื่อแน่ว่าพวกแรงต้านคงจะต้องดิ้นอย่างแน่นอน ซึ่งก็คงจะเห็นตัวอยู่แล้วว่าแรงต้านคือใครบ้างไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว.หรือแม้นแต่สหภาพ ทีโอที และภาคเอกชน คงจะมีการเข็นเรื่องไปสู่ศาลปกครองอย่างแน่นอนอย่างที่มีการเข็นกันอยู่
ขณะเดียวกันเสียงจากรัฐบาลก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแรงดึงอยู่ไม่น้อยทั้งๆรู้อยู่ว่า 3 จี จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางก็ตาม เพราะจากเสียงของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กทช. มีส่วนสำคัญต่อการเกิดประมูล 3 จี มีหน้าที่กำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ดังนั้น จึงต้องหารือร่วมกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้ได้แนวทางและข้อสรุปชัดเจนในประเด็นต่างๆ ก่อนประมูล 3 จี
"กทช.คงพูดว่าไม่ใช่บทบาทหน้าที่จะช่วยให้ บมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที อยู่รอดได้เมื่อมีบริการ 3 จี เพราะ กทช.ต้องทำให้ทุกคนได้รับความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน และกระทรวงการคลัง แม้ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 องค์กรรัฐวิสาหกิจแต่ก็ต้องการให้มีบริการ 3 จีในไทย หากต้องเกิดความชัดเจนในเรื่องที่ค้างคาก่อน" นายกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ 2 เรื่องหลักที่ กทช.จะต้องหารือร่วมกันเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนประมูลคลื่นความถี่ 3 จี ได้แก่ เรื่องแรก การป้องกันไม่ให้เอกชนที่ได้ใบอนุญาต 3 จี ใช้โอกาสนี้โอนย้ายลูกค้า 2 จี ไปสู่ 3 จี ประการต่อมา กทช.ควรคิดมูลค่าอายุสัมปทานที่เหลือเป็นจำนวนปี และจ่ายเงินเข้ารัฐ ซึ่งรูปแบบรายละเอียด วิธีการต้องหารือร่วมกัน จึงจะเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดแก่ทุกฝ่ายก่อนเริ่มต้นแข่งขันในยุคใหม่ ของผู้ให้บริการมือถือด้วยการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
ทั้งๆที่รัฐบาลไม่มีอาจจะก้าวก่ายการดำเนินการของ กทช.เลยในทางปฏิบัติเพราะเป็นองค์กรอิสระ เพราะรัฐบาลก็มีสิทธิเพียงเสียงหนึ่งเหมือนกับประชาชนทั่วๆ ดังนั้นจะรอดูว่าเวทีประชาพิจารณ์วันที่ 12 พ.ย.นี้จะมีคนในรัฐบาลโผล่หน้าไปร่วมหรือไม่
กทช.กลายเป็นตัวถ่างเสียเอง
คณะองค์ของ กทช.จำนวน 7 คน มีการลาออกไป 1 คน และอีก 3 คนกำลังจะหมดวาระลงรวมถึงนายเศรษฐพรในวันที่ 12 พ.ย.นี้ และวุฒิสภาสรรหาคนมาแทนวันที่ 13 พ.ย.ตัดสินว่าจะเป็นใคร หาก กทช. คนใหม่ 3 คนไม่เห็นด้วยที่จะเร่งการประมูล
ก็คงจะมีการยื้อกันอีกเพราะนายเศรษฐพรเองก็ยอมรับว่า กทช.เองก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่ 1 เสียง
ประเด็นมั่นคง-ต่างด้าว-ถ่ายโอนลูกค้าไร้ปัญหา
ข้อเป็นห่วงของนายกรณ์และบมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที เกี่ยวกับการโอนย้ายลูกค้า 2 จี ไปสู่ 3 จี นั้น ในเวทีสัมมนา "โอกาสและอุปสรรค 3G ในประเทศไทย" ที่หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น จัดขึ้นโดยมีผู้บริหารเอกชนที่จะเข้าประมูลเข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง
ทั้งนายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าการจะถ่ายโอนไม่ใช่สามารถทำได้ภายในวันสองวันซึ่งต้องใช้เวลาเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้าขณะเดียวกันประเด็นนี้นายเศรษฐพรก็ยังได้เปิดเผยว่าแผนพัฒนาพื้นความคลื่นถี่ของกระทรวงไอซีทีที่เสนอให้ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2552 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานแล้วลูกค้าก็จะถูกถ่ายโอนกลับ บมจ.กสท โทร
คมนาคม และ บมจ.ทีโอที เช่นเดิม
ข้อวิตกที่บริหารต่างชาติเข้าร่วมประมลไม่เปิดโอกาสให้บริษัทไทยได้เข้ามาดำเนินการอย่างความเห็นของนายศุภชัยนั้น "3 จี ควรคำนึงถึงประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก และเศรษฐกิจโดยรวมของไทย" หากพิจารณาตามนโยบายของรัฐบาล บีโอไอ หรือการเปิดเสรีโทรคมนาคม มีการส่งเสริมให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทั้งนี้ก็อยู่ว่าจะส่งเสริมให้บริษัทลูกไทยมีความเข้มแข็งเทียมประเทศต่างชาติอย่างไร
ขณะที่ประเด็นความมั่นคงนั้นนายวิเชียรได้ยืนยันว่า การดักฟังนั้นก็มีกฎหมายกำกับอยู่ชัดเจน ส่วนเรื่องราคานั้น กทช.ก็ได้มีการเคาะตัวเลขแล้วว่า การประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3จี บนคลื่น 2.1 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 10 เมกกะเฮิร์ตซ ในราคา 4,600 ล้านบาท และ 15 เมกะเฮิร์ตซ ราคา 5,200 ล้านบาท แม้นว่าราคาถูกกว่าคลื่นความถี่ 3 จี ของ
อังกฤษซึ่งมีราคาคลื่นอยู่ทื่ 1 แสนล้านบาทนั้นเป็นเพราะคลื่นความถี่ของไทยไม่สามารถนำไปขายต่อได้ หรือถ้าหากจะโอนก็ต้องถามมายัง กทช. ก่อน ขณะที่คลื่นความถี่ของอังกฤษเป็นการประมูลในลักษณะขายขาดไปเลย ซึ่งก็น่าจะสมเหตุสมผล แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ร่วมในเวทีสัมมนาก็คือ ความไม่ชัดเจนในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบาย แผนงาน ฟังแล้วก็เศร้าใจ เมื่อถึงไฟลนก้นแล้วค่อยมานั่งเถียงกัน
ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทุกคนสนับสนุนให้เดินหน้าผลักดัน 3 จี เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีความล่าช้ามามากแล้ว เพราะต้องคิดว่านี่คือประโยชน์สาธารณะอย่างหนึ่งที่ประชาชนจะได้รับโดยตรง
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ส่อยืดยาวเปิดประมูล3จี(3G)ใครได้ผลประโยชน์แนะชะลอ
เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2552 ได้มีโอกาสไปนั่งฟังการเสวนาเรื่อง “ 3G ความถี่แสนล้าน : ประโยชน์ชาติหรือประโยชน์ใคร ?” ที่รัฐสภา ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มีบุคคลที่เกี่ยวข้องไปร่วมอย่างพอเพียง โดยเฉพาะด้านไอทีอาทิ นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมการการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การสื่อสารและการคมนาคม วุฒิสภา นายธัช บุษฏีกานต์ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น
และคนไอทีก็มีเสียงเดียวกันว่า ควรเร่งรัดให้มีการดำเนินการเรื่อง 3 จีอย่างเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลก็ได้ประกาศนโยบายว่าจะส่งเสริมด้านการสื่อสารและสร้างความเท่าเทียมกัน แต่ที่ผ่านไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งตนเสียดายโอกาสนักลงทุนและเสียดายที่เงินที่จะเข้าสู่รัฐกว่า 300,000 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินเข้าสู่รัฐ
ขณะที่อีกฝากนักกฎหมายและนักคุ้มครองผู้บริโภคต่างก็มองว่าควรจะชลอไว้ก่อนเพราะยังไม่มีความชัดเจนหลายด้านและการเตรียมควรพร้อมอย่าง น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มองว่า จะต้องมีการติดตามตรวจสอบ และจำเป็นต้องมีกลไกติดตามการดำเนินการอย่างชัดเจน โดยกระบวนการทั้งหมดควรให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
และนายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท จำกัด (มหาชน) มองว่า ยังมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ อีก ทางสหภาพเห็นว่า รัฐควรชะลอการเรื่องนี้ออกไปก่อนจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข ทั้งเรื่องข้อกฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจ เพราะคลื่นความถี่ไม่ใช่ของคณะกทช.เพียง 3 คนแต่เป็นของประชาชน จึงขอให้ดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม
ขณะที่นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ บอกว่า ส่วนตัวไม่ได้คัดค้านโครงการ 3 จี เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อประชาชน แต่ขอตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีการเร่งดำเนินการ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจน ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ของ กทช. ควรมีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน
ขณะที่นายเศรษฐพร กล่าวต่อท้ายว่า แม้นว่าจะการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในวันที่ 12 พ.ย.แล้วไม่ใช่ว่าจะดำเนินการประมูลทันทีหรือภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณากำหนดวันประมูลอีกทีหนึ่ง
จับจุดการพูดของนายเศรษฐพรและนายเดชอุดมก็พออนุมานได้ว่า การเปิดประมูลคงไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะหาก กทช.จะดำเนินการเปิดประมูลจนกระทั้งได้ตัวตนผู้ได้รับประมูลก็ตามก็คงไม่ยุติเพียงเท่านี้ คงจะต้องดึงเรื่องไปสู่ศาลอย่างแน่นอนทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองอย่างที่เห็นๆกันอยู่
แต่ก็มีจุดที่น่ายินดีก็คือว่าเรื่อง 3 จีได้หยิบยกขึ้นสู่เวทีสาธารณะมากขึ้นแทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้อย่างเช่นวันที่ 30 ต.ค.หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นก็จะเสวนาเรื่องนี้โดยได้เชิญผู้บริหารทั้งทรู ดีเทค เอไอเอส นักกฎหมายผู้เกี่ยวข้องมาร่วมแสดงความเห็น ไปพร้อมๆ กับการพิจารณาร่างกฎหมายคลื่นความถี่ในชั้นกมธ.สภา
ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการก็ดำเนินการไปอย่างเช่น ทีโอที ได้ติดตั้งสถานีสัญญาณโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3Gเสร็จแล้ว 514 สถานี จาก 548แห่ง พร้อมเปิดบริการ 3 ธันวาคมนี้ แต่ยังไม่กำหนดค่าบริการ
หากทุกฝ่ายดำเนินการโดยตั้งอยู่บนฐานของกุศลจิต ดำเนินธุรกิจด้วยหลักของสัมมาอาชีวะ ธุรกิจสีขาว ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็เชื่อแนะว่าจะไปตามที่นายเศรษฐพรกล่าวไว้ในการเสวนาของวุฒิสภาว่า
"ยืนยันว่า กทช. จะต้องดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม นอกจากนี้ หากมีรายได้จากการประมูลก็จะส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด จึงเชื่อว่าการประมูลในครั้งนี้จะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด" กทช.ผู้นี้กล่าว
มีบุคคลที่เกี่ยวข้องไปร่วมอย่างพอเพียง โดยเฉพาะด้านไอทีอาทิ นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมการการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การสื่อสารและการคมนาคม วุฒิสภา นายธัช บุษฏีกานต์ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น
และคนไอทีก็มีเสียงเดียวกันว่า ควรเร่งรัดให้มีการดำเนินการเรื่อง 3 จีอย่างเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลก็ได้ประกาศนโยบายว่าจะส่งเสริมด้านการสื่อสารและสร้างความเท่าเทียมกัน แต่ที่ผ่านไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งตนเสียดายโอกาสนักลงทุนและเสียดายที่เงินที่จะเข้าสู่รัฐกว่า 300,000 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินเข้าสู่รัฐ
ขณะที่อีกฝากนักกฎหมายและนักคุ้มครองผู้บริโภคต่างก็มองว่าควรจะชลอไว้ก่อนเพราะยังไม่มีความชัดเจนหลายด้านและการเตรียมควรพร้อมอย่าง น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มองว่า จะต้องมีการติดตามตรวจสอบ และจำเป็นต้องมีกลไกติดตามการดำเนินการอย่างชัดเจน โดยกระบวนการทั้งหมดควรให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
และนายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท จำกัด (มหาชน) มองว่า ยังมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ อีก ทางสหภาพเห็นว่า รัฐควรชะลอการเรื่องนี้ออกไปก่อนจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข ทั้งเรื่องข้อกฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจ เพราะคลื่นความถี่ไม่ใช่ของคณะกทช.เพียง 3 คนแต่เป็นของประชาชน จึงขอให้ดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม
ขณะที่นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ บอกว่า ส่วนตัวไม่ได้คัดค้านโครงการ 3 จี เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อประชาชน แต่ขอตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีการเร่งดำเนินการ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจน ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ของ กทช. ควรมีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน
ขณะที่นายเศรษฐพร กล่าวต่อท้ายว่า แม้นว่าจะการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในวันที่ 12 พ.ย.แล้วไม่ใช่ว่าจะดำเนินการประมูลทันทีหรือภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณากำหนดวันประมูลอีกทีหนึ่ง
จับจุดการพูดของนายเศรษฐพรและนายเดชอุดมก็พออนุมานได้ว่า การเปิดประมูลคงไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะหาก กทช.จะดำเนินการเปิดประมูลจนกระทั้งได้ตัวตนผู้ได้รับประมูลก็ตามก็คงไม่ยุติเพียงเท่านี้ คงจะต้องดึงเรื่องไปสู่ศาลอย่างแน่นอนทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองอย่างที่เห็นๆกันอยู่
แต่ก็มีจุดที่น่ายินดีก็คือว่าเรื่อง 3 จีได้หยิบยกขึ้นสู่เวทีสาธารณะมากขึ้นแทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้อย่างเช่นวันที่ 30 ต.ค.หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นก็จะเสวนาเรื่องนี้โดยได้เชิญผู้บริหารทั้งทรู ดีเทค เอไอเอส นักกฎหมายผู้เกี่ยวข้องมาร่วมแสดงความเห็น ไปพร้อมๆ กับการพิจารณาร่างกฎหมายคลื่นความถี่ในชั้นกมธ.สภา
ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการก็ดำเนินการไปอย่างเช่น ทีโอที ได้ติดตั้งสถานีสัญญาณโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3Gเสร็จแล้ว 514 สถานี จาก 548แห่ง พร้อมเปิดบริการ 3 ธันวาคมนี้ แต่ยังไม่กำหนดค่าบริการ
หากทุกฝ่ายดำเนินการโดยตั้งอยู่บนฐานของกุศลจิต ดำเนินธุรกิจด้วยหลักของสัมมาอาชีวะ ธุรกิจสีขาว ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็เชื่อแนะว่าจะไปตามที่นายเศรษฐพรกล่าวไว้ในการเสวนาของวุฒิสภาว่า
"ยืนยันว่า กทช. จะต้องดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม นอกจากนี้ หากมีรายได้จากการประมูลก็จะส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด จึงเชื่อว่าการประมูลในครั้งนี้จะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด" กทช.ผู้นี้กล่าว
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรืองานเปิดตัวหนังสือคนดัง
ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วสำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่จัดขึ้นทุกปีช่วงปิดเทอม ตั้งแต่เริ่มเปิดงานก็มีบุคคลโด่งดังเปิดตัวหนังสือของตัวเองเป็นระยะๆ
อ่านต่อ
อ่านต่อ
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ศิริพงษ์ฆ่าแม่หั่นศพลูกหนาวศาลฎีกายืนประหาร"ชลอ"
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เป็นวันหวยออก ขณะเดียวกันก็เป็นวันที่ศาลฎีกาตัดสินลงโทษประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ คดีอุ้มฆ่าแม่ลูกศรีธนขันธ์ ยืนตามศาลอุทธรณ์ นับได้ว่าเป็นวันสิ้นสุดของคดีนี้ที่ยืดยาวมานานกว่า 10 ปี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพชรซาอุฯในฐานะผู้จ้างวานฆ่าด้วยพฤติการณ์อุบัติเหตุทางรถ
รูปคดีนั้นถือได้ว่ามีส่วนคล้ายกับคดีฆ่าแม่หั่นศพลูกที่ผู้ก่อเหตุคือนายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ คนขับแท็กซี่ ที่เข้ามอบตัวฆ่านางสุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี ทิ้งศพย่านวงแหวนตะวันตก และหั่นศพ ด.ช.โช มาคิโน บุตรชายของนางสุนันท์ และด.ญ.พิชญา จงงามวิลัย หรือน้องมินท์ อายุ 13 ปี บุตรสาวของนางสุนันท์ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนอยู่ขณะนี้ว่าจะขยายความไปได้มากน้อยเพียงใด
เบื้องต้นสรุปก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์เพราะผู้ต้องหามีหนี้สินมากมายเพราะของนางสุนันท์หายไปหลายรายการหลังจากก่อเหตุและตำรวจก็ติดตามได้มาบ้างแล้ว
จากรูปของคดีก็คือจะอนุมานได้ว่าผลของการตัดสินจะออกมาอย่างไรก็คงมีสถานเดียวคือประหารชีวิต ก็เชื่อว่านายศิริพงษ์ก็คงจะรู้ชะตากรรมแล้วว่าจะเป็นอย่างไรดังนั้นก็เหลือแต่เพียงลมหายใจที่มีอยู่
หากปล่อยให้อกุศลจิตครอบงำก็มีอย่างเพียงคือนรกเป็นที่หวังทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงทำตามที่แม่ของนายศิริพงษ์แนะนำคือนั่งสมาธิให้จิตสงบก็คงทำให้ชีวิตมีความสุขบ้างและสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่านายศิริพงษ์จะทนต่อภาวจิตที่เป็นทุกข์ไม่ไหวปลิดชีวิตตัวเองเสียก่อน แทนที่จะได้ทำความดีชดใช้ความชั่วที่ทำไปแล้ว ก็มีแต่จะไปชดใช้กรรมในนรกเท่านั้น ทั้งนั้นพระท่านถึงได้สติคือคุณธรรมค้ำจุนโลกหากมีสติบ้างก็คงไม่ก่อเหตุเช่นนี้
พระพุทธองค์ได้ตรัสโทษของความโกรธไว้ว่า “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วกตาม... ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ มีแต่เสื่อมสถานเดียว มิตร อมาตย์ ญาติสายโลหิต ย่อมห่างไกล เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก"
ที่นี้จะแก้โกรธอย่างไรท่านก็แนะนำให้ นึกถึงผลเสียของความเป็นคนมักโกรธ พิจารณาโทษของความโกรธ นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ พิจารณาว่าความโกรธ คือการสร้างทุกข์ให้ตัวเอง พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระพุทธเจ้า พิจารณาความเคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ พิจารณาอานิสงค์ของเมตตา พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ และปฏิบัติทาน คือ การให้หรือการแบ่งปันสิ่งของ
ก็ลองปฏิบัติดูลองปฏิบัติดูก็แล้วกันหากไม่ลองปฏิบัติแล้วเมื่อเกิดความโกรธแล้วจะแก้ไม่ทัน ก็เหมือนกระบี่ไม่มั่นลับแล้วจะคมได้อย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
รูปคดีนั้นถือได้ว่ามีส่วนคล้ายกับคดีฆ่าแม่หั่นศพลูกที่ผู้ก่อเหตุคือนายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ คนขับแท็กซี่ ที่เข้ามอบตัวฆ่านางสุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี ทิ้งศพย่านวงแหวนตะวันตก และหั่นศพ ด.ช.โช มาคิโน บุตรชายของนางสุนันท์ และด.ญ.พิชญา จงงามวิลัย หรือน้องมินท์ อายุ 13 ปี บุตรสาวของนางสุนันท์ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนอยู่ขณะนี้ว่าจะขยายความไปได้มากน้อยเพียงใด
เบื้องต้นสรุปก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์เพราะผู้ต้องหามีหนี้สินมากมายเพราะของนางสุนันท์หายไปหลายรายการหลังจากก่อเหตุและตำรวจก็ติดตามได้มาบ้างแล้ว
จากรูปของคดีก็คือจะอนุมานได้ว่าผลของการตัดสินจะออกมาอย่างไรก็คงมีสถานเดียวคือประหารชีวิต ก็เชื่อว่านายศิริพงษ์ก็คงจะรู้ชะตากรรมแล้วว่าจะเป็นอย่างไรดังนั้นก็เหลือแต่เพียงลมหายใจที่มีอยู่
หากปล่อยให้อกุศลจิตครอบงำก็มีอย่างเพียงคือนรกเป็นที่หวังทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงทำตามที่แม่ของนายศิริพงษ์แนะนำคือนั่งสมาธิให้จิตสงบก็คงทำให้ชีวิตมีความสุขบ้างและสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่านายศิริพงษ์จะทนต่อภาวจิตที่เป็นทุกข์ไม่ไหวปลิดชีวิตตัวเองเสียก่อน แทนที่จะได้ทำความดีชดใช้ความชั่วที่ทำไปแล้ว ก็มีแต่จะไปชดใช้กรรมในนรกเท่านั้น ทั้งนั้นพระท่านถึงได้สติคือคุณธรรมค้ำจุนโลกหากมีสติบ้างก็คงไม่ก่อเหตุเช่นนี้
พระพุทธองค์ได้ตรัสโทษของความโกรธไว้ว่า “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วกตาม... ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ มีแต่เสื่อมสถานเดียว มิตร อมาตย์ ญาติสายโลหิต ย่อมห่างไกล เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก"
ที่นี้จะแก้โกรธอย่างไรท่านก็แนะนำให้ นึกถึงผลเสียของความเป็นคนมักโกรธ พิจารณาโทษของความโกรธ นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ พิจารณาว่าความโกรธ คือการสร้างทุกข์ให้ตัวเอง พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระพุทธเจ้า พิจารณาความเคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ พิจารณาอานิสงค์ของเมตตา พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ และปฏิบัติทาน คือ การให้หรือการแบ่งปันสิ่งของ
ก็ลองปฏิบัติดูลองปฏิบัติดูก็แล้วกันหากไม่ลองปฏิบัติแล้วเมื่อเกิดความโกรธแล้วจะแก้ไม่ทัน ก็เหมือนกระบี่ไม่มั่นลับแล้วจะคมได้อย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สะพัดทวิตเตอร์หลวงพ่อคูณปลงอายุสังขาร
หลังจากการอาพาธของพระเทพวิทยาคมหรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลและแพทย์อนุญาตให้กลับวัดได้
จนกระทั้งล่าสุดมีการแจ้งทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์โดยผู้ใช้นามว่า @phichai โดยลงข้อความช่วงดึกของคืนวันที่ 16 ต.ค. ว่า "เมื่อวานนี้ (15ต.ค.) หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แจ้งว่า ขอปลงอายุสังขาร -แปลว่า นับจากนี้ไป ไม่เกิน 3 เดือน ท่านจะมรณภาพ ครับ"
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้นคงต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็มีการอธิบายคำว่า "ปลงอายุสังขาร" ไว้ว่า หมายถึงการกำหนดวันสิ้นสุดแห่งอายุสังขาร คือการกำหนดวันตายล่วงหน้านั่นเอง
ปลงอายุสังขาร เป็น คำที่ใช้กับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ กล่าวคือพระองค์ทรงปลงพระทัยที่จะเสด็จปรินิพพานแน่นอน โดยตรัสแก่พญามารที่มาทูลเตือนให้เสด็จปรินิพพาน ขณะที่พระองค์ประดับที่ปาวาลเจดีย์ว่า
“ดูก่อนมารผู้ต่ำช้า ท่านจงขวนขวายให้น้อยลงเถิด ไม่ช้านี้แล้วตถาคตก็จักปรินิพพานต่อจากนี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตก็จักปรินิพาน”
อย่างไรก็ตามก็จะมีคำว่า "ปลงสังขาร" หมายถึงการฌาปนกิจศพพระเถระ หรือเป็นสำนวนวัด หมายถึงพิจารณาว่าเราจะต้องตายเป็นแน่แท้
ปลงสังขาร เป็น การปล่อยวางสังขารร่างกายของตน ไม่ยึดติดในสังขาร โดยพิจารณาเห็นความจริงของสังขาร หรือของชีวิตว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่อาจให้แน่นอน คงทน และบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้แล้วก็ปล่อยวางได้
ก็ขอให้พิจารณาเป็นมรณสติก็แล้วกัน
จนกระทั้งล่าสุดมีการแจ้งทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์โดยผู้ใช้นามว่า @phichai โดยลงข้อความช่วงดึกของคืนวันที่ 16 ต.ค. ว่า "เมื่อวานนี้ (15ต.ค.) หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แจ้งว่า ขอปลงอายุสังขาร -แปลว่า นับจากนี้ไป ไม่เกิน 3 เดือน ท่านจะมรณภาพ ครับ"
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้นคงต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็มีการอธิบายคำว่า "ปลงอายุสังขาร" ไว้ว่า หมายถึงการกำหนดวันสิ้นสุดแห่งอายุสังขาร คือการกำหนดวันตายล่วงหน้านั่นเอง
ปลงอายุสังขาร เป็น คำที่ใช้กับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ กล่าวคือพระองค์ทรงปลงพระทัยที่จะเสด็จปรินิพพานแน่นอน โดยตรัสแก่พญามารที่มาทูลเตือนให้เสด็จปรินิพพาน ขณะที่พระองค์ประดับที่ปาวาลเจดีย์ว่า
“ดูก่อนมารผู้ต่ำช้า ท่านจงขวนขวายให้น้อยลงเถิด ไม่ช้านี้แล้วตถาคตก็จักปรินิพพานต่อจากนี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตก็จักปรินิพาน”
อย่างไรก็ตามก็จะมีคำว่า "ปลงสังขาร" หมายถึงการฌาปนกิจศพพระเถระ หรือเป็นสำนวนวัด หมายถึงพิจารณาว่าเราจะต้องตายเป็นแน่แท้
ปลงสังขาร เป็น การปล่อยวางสังขารร่างกายของตน ไม่ยึดติดในสังขาร โดยพิจารณาเห็นความจริงของสังขาร หรือของชีวิตว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่อาจให้แน่นอน คงทน และบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้แล้วก็ปล่อยวางได้
ก็ขอให้พิจารณาเป็นมรณสติก็แล้วกัน
หลักมิตรแท้มิตรเทียมป๋าเปรมเปิดใจถึงเพื่อนบิ๊กจิ๋ว
ไม่บ่อยครั้งนักที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวยือยาว และวันที่ 15 ต.ค ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ได้เปิดใจถึงกรณีที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวพาดพิงถึง ซึ่งพล.อ.เปรมใช้คำว่า "เพื่อน" หลายคำและใช้คำฉันท์เพื่อนดังนี้
" จิ๋วกับผม เป็นเพื่อนรักกันมานานหลายปีแล้ว และต่างคนก็ต่างทำงานให้กันและกันมา ดังนั้นความเป็นเพื่อนระหว่าง ผมกับจิ๋วคงยังอยู่ ฉะนั้นที่มีคนพูดว่า ผมก็ไม่รู้ว่าใครพูดซึ่งก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นจิ๋วพูดเองก็ได้ ว่าเขาไปลาบวช แล้วผมก็ไม่ให้ลา ซึ่งอันนี้มันไม่ใช่เพื่อนแล้วหละ เมื่อเพื่อนเขาจะไปลาบวชก็จะต้องให้อโหสิกรรม ซึ่งเรื่องจริงๆ ผมไม่ทราบ ว่าเขาจะบวชจนบัดนี้ผมยังไม่รู้ว่า เขาบวชที่ไหนเมื่อไหร่
ดังนั้นผมขอจะเรียนความจริงให้ทราบว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ ส่วนเรื่องที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า ผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติ ซึ่งอันนี้มันก็ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ วันนั้นก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยผมก็ให้คนไปบอกเขาว่าจะทำอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ซึ่งผมใช้คำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมสื่อไป ไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวนี้ เขาก็มายืนยันว่าเขาสื่ออย่างที่ผมพูด เพราะว่าเขาจดที่ผมขอให้เขาสื่อ เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาว่า เขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมือง มันไม่ใช่"
พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า มีเรื่องที่เกี่ยวกับจิ๋ว ที่สำคัญมีอยู่แค่นี้ ผมขอย้ำว่า ความเป็นเพื่อนมันยังเป็นอยู่ตลอดไป คุณ(สื่อมวลชน) เข้าใจของความเป็นเพื่อนแค่ไหน ก็โปรดคิดเอาเอง เราเป็นเพื่อนกัน เคยทำงานด้วยกัน งานสำคัญๆ ก็เคยทำด้วยกัน และก็จบจากสถาบันเดียวกัน ที่เคยให้คำสัตย์ปฏิญาณเหมือนกันด้วย เมื่อเพื่อนจะทำอะไรผมก็เตือน เพราะผมคิดว่ามีสิทธิ์ที่จะเตือนได้ ก็เตือนเขาไปด้วยความเป็นเพื่อน ด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้มีความต้องการที่ตำหนิจิ๋วเลย ซึ่งวันนี้ผมอยากพูดแค่นี้
เมื่อถามว่า ในฐานะเพื่อน ผิดหวังกับการเลือกทางเดินของพล.อ.ชวลิต หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า เพื่อนก็คือเพื่อน เขาทำอะไรผิดหรือถูก ผมก็ชี้ไม่ได้ว่า เขาทำผิดหรือทำถูกซึ่งผมไม่ได้เป็นคนตัดสิน แต่ความเป็นเพื่อนก็ต้องเตือนกัน ถ้าเห็นว่าทำอะไรไม่ดี
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในประเด็นนี้ด้วยตัวเอง โดยหลังจากผู้สื่อข่าวถามพล.อ.ชวลิตว่าจะเข้าไปมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพล.อ.เปรม กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่
พล.อ.ชวลิตได้ตอบว่า "ที่บ้านสี่เสาร์ผมยังไม่มีโอกาสเข้าไปกราบท่านเลย จะไปขออโหสิกรรมเมื่อครั้งที่ผมบวชก็ยังไม่ให้เข้าเลย ซึ่งอาจจะเข้าใจผิดกันในบางเรื่องแต่ก็ต้องเข้าใจท่าน ท่านเป็นผู้ใหญ่เราเป็นเด็กสังคมไทยต้องให้ความเคารพซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดคนเอาปืนมาจะยิงกันตายยังคุยกันได้ นี่ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่อาจจะต้องใช้เวลามากบ้างน้อยบ้าง และเมื่อวันนี้จำเป็นต้องไปกราบไปพบท่านก็ต้องไป ให้ความรักความเคารพท่านเหมือนเดิม"
เมื่อบุคคลทั้งสองเป็นเพื่อนกันแต่จะเป็นเพื่อนลักษณะใดนั้นพระพุทธศาสนามีหลักษณะที่จะพิจารณาคือมิตรแท้และมิตรเทียมฝ่ายละ 4 ประการดังนี้
คำว่า มิตร มีรากศัพท์คำเดียวกับคำว่า เมตตา ซึ่งมีความหมายว่า ความรักใคร่ห่วงใยปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข เพราะฉะนั้นคำว่า มิตรจึงหมายถึงผู้ที่รักใคร่ชอบพอกัน ปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือมีความเมตตาทั้ง ทางกาย วาจา ใจ ต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง คำว่ามิตรนั้น มักมีคำที่ใช้แทนกันหลายคำเช่น สหาย แปลว่า ผู้ไปด้วยกันมีความคิดเห็นเหมือนกัน สขา แปลว่า เพื่อน คือผู้คบกันคุ้นเคยสนิทสนม มิตรมี 2 จำพวกใหญ่คือ มิตรแท้ และมิตรเทียม
มิตรแท้ 4
มิตรแท้มี 4 ประเภท คือ
1.มิตรมีอุปการะ ได้แก่ เพื่อนที่มีบุญคุณ มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่คอยคุ้มครองป้องกันเพื่อนของตน ทั้งเป็นที่พึ่งของเพื่อนได้ มีลักษณะโดยสรุป 4 ประการ ดังนี้คือ
- ป้องกันเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่ช่วยป้องกันชีวิตชื่อเสียงและเกียรติยศของเพื่อน
- ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่คอยแนะนำห้ามปรามเพื่อนเมื่อเห็นเพื่อนใช้จ่ายทรัพย์สมบัติไปในทางอบายมุขหรือลงทุนที่มีการเสี่ยงเกินไป
- เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ หมายถึง มิตรที่คอยอุปการะช่วยเหลือเมื่อเพื่อนตกทุกข์ เมื่อเพื่อนมีภัยก็ให้การคุ้มครองป้องกัน
- เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก หมายถึง มิตรที่ช่วยเหลือเพื่อน เมื่อเพื่อนมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ออกปากขอยืมเงิน ก็ตอบสนองด้วยดี เสนอให้ยืมเกินกว่าที่ขอยืม ไม่แสดงความโลภออกมา
2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ได้แก่ เพื่อนสนิทเหมือนญาติ ไว้วางใจกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีลักษณะโดยสรุป 4 ประการ
- ขยายความลับของตนแก่เพื่อน หมายถึง ต่างฝ่ายต่างเผยความลับของตนแก่เพื่อน ถ้าความลับนั้นมีจุดอ่อนหรือปมด้อยก็ช่วยกันแก่ไข และเป็นการให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
- ปิดความลับของเพื่อนมิให้แพร่หลาย หมายถึง มิตรที่มีความจริงใจต่อเพื่อนรักษาน้ำใจซึ่งกันและเอาไว้โดยการไม่เปิดเผยความลับของเพื่อนไม่ให้ผู้อื่นรู้
- ไม่ละทิ้งยามวิบัติหมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกทุกข์ได้ยากก็คอยช่วยเหลือไม่ละทิ้ง
- แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้ หมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกอยู่ในอันตราย ก็เข้าช่วยเหลือถึงแม้ตัวเองจะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม
3.มิตรแนะนำประโยชน์ ได้แก่ เพื่อนที่คอยแนะนำแต่ในทางที่ดี มีลักษณะเหมือนครู ลักษณะของเพื่อนเช่นนี้มีอยู่ 4 ประการ คือ
-ห้ามไม่ให้ทำชั่ว หมายถึง เห็นเพื่อนทำความชั่ว เพราะความไม่รู้ หรือความประมาทคึกคะนองก็เข้าห้ามปรามแสดงถึงเหตุผล ให้เพื่อนมี หิริ คือ ความรังเกียจต่อความชั่ว และ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชั่ว
-แนะนำให้ทำแต่ความดี หมายถึง นอกจากห้ามไม่ให้เพื่อนทำชั่วแล้ว ยังสอนเพื่อนให้รู้จักคุณความดีสอนให้ประพฤติดี
-ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ หมายถึง ถ้าเพื่อนยังไม่มีความรู้ในทางหลักธรรมคุณความดีกฎแห่งกรรมมากนักก็เล่าให้เพื่อนฟัง
-บอกทางสวรรค์ให้ ทางสวรรค์ หมายถึง ทางไปสู่อนาคตอันสดใส ด้วยการแสวงหาความรู้หรือปัญญา
4.มิตรมีความรักใคร่ ได้แก่ เพื่อนประเภทสหาย มีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ
-ทุกข์ ทุกข์ ด้วย หมายถึง เมื่อเห็นเพื่อนมีความทุกข์ไม่ว่าทางใด ทางกายใจ ก็ให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ปลอบโยน แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ
-สุข สุข ด้วย หมายถึง มิตรที่เห็นเพื่อนมีความสุขไม่ว่าทางกายหรือทางใจก็พลอยยินดีกับเพื่อนด้วย เข้าไปแสดงความยินดีด้วย
-โต้เถียงผู้ที่ติเตียนเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนอื่นติเตียนเพื่อนของเรา ไม่ว่าต่อหน้าและลับหลัง ก็ช่วยพูดจาชี้แจงให้เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อนไม่ให้เพื่อนเสียหาย
-รับรองคนพูดสรรญเสริญเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนพูดจาชมเชยเพื่อนก็พูดจาสนับสนุน
มิตรเทียม 4
มิตรเทียม มาจากคำว่า มิตรปฏิรูป ซึ่งอาจมีความหมายว่า คนเทียมเป็นมิตรหรือคนปลอมเป็นมิตร ซึ่งมี 4 ประเภทคือ
1.คนปอกลอก คนประเภทนี้ไม่ใช่มิตรแต่แสดงตัวว่าเป็นมิตร ซึ่งหวังผลประโยชน์จากคนที่คบด้วย ซึ่งมี 4 ประเภทคือ
-คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คือ คนที่เอาเปรียบ
-เสียน้อย คิดเอาให้มาก คือ เมื่อในกรณีที่ทีการลงทุนจะเสียน้อยแต่พอได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนแล้ว จะรับเอาแต่มาก
-เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน คือ ตามปกติคนประเภทนี้จะไม่ยอมข่วยเหลือใคร แต่เมื่อตนประสบปัญญาแล้วจึงมาแกล้งแสดงตัวเป็นมิตร
-คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คือ คนประเภทนี้เป็นคนเห็นแก่ตัวเมื่อคบเพื่อนคนใดแล้วก็จะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนเท่านั้น
2.คนดีแต่พูด คนดีแต่พูดไม่ถึงกับใช่คนหลอกลวง แต่เป็นกะล่อน ขอให้ได้พูดพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนมากเป็นเรื่องไร้สาระมี 4 ประเภทคือ
-เก็บของล่วงแล้วมาปราศรัย คือ พววกที่คอยเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่แล้วจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาพูด
-อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย คือ พวกที่ชอบพูดในเรื่องของอนาคต พูดในทำนองการพยากรณ์ ทำตัวเป็นผู้รอบรู้
-สงเคราะด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้ คือ ถ้าช่วยเหลือคนที่คบกันอยู่ก็จะช่วยเหลือแบบเล่น ให้สิ่งที่ไม่มีประโยชน์
-ออกปากพึ่งมิได้ คืด เมื่อเพื่อนต้องการพึ่งเพราะมีความเดือดร้อนบางอย่าง ก็บ่ายเบี่ยงแบ่งรับแบ่งสู้
3.คนหัวประจบ คนหัวประจบเป็นคนที่คอยตามใจเพื่อน ให้เพื่อนเป็นผู้นำส่วนตนนั้นทำตัวเป็นผู้ตาม เพราะหวังผลประโยชน์ไม่ว่าสิ่งใดก็สิ่งหนึ่งคนจำพวกนี้มีอยู่ 4 ประเภทคือ
-จะทำชั่วก็คล้อยตาม คือ เมื่อเห็นเพื่อนทำชั่วก็ไม่ห้ามปราม กลับช่วยสนับสนุน
-จะทำดีก็คลอยตาม คือ เมื่อเพื่อนทำดีก็เห็นด้วยคอยสนับสนุนเอาใจเพื่อน
-ต่อหน้าว่าสรรญเสริญ คือ คอยยกย่องเพื่อนต่อหน้าเพื่อเอาใจเพื่อน
-ลับหลังนินทาเพื่อน คือ เมื่อเพื่อนไม่เห็น ไม่ได้ยิน กลับนินทาว่าร้ายต่างๆ
4.คนชักชวนในทางฉิบหาย คนชักชวนในทางฉิบหาย คบเพื่อนเพื่ออาศัยเพื่อนเป็นเครื่องมือหาความสนุกเพลิดเพลินของตน มีลักษณะ 4 ประการคือ
-ชักชวนดื่มน้ำเมา คือ ชักชวนให้เพื่อนดื่มสุราเมรัยซึ่งเป็นโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
-ชักชวนเที่ยวกลางคืน เช่น เที่ยวตามสถานบริการบันเทิงต่างๆ
-ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น คือ เล่นกีฬาหรือเล่นเกมต่างๆที่มีการพนันอยู่ด้วย
-ชักชวนเล่นการพนัน หมายถึง การเล่นการพนันล้วนๆ
เมื่อทราบหลักเช่นนี้แล้วพอจะทำให้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง
" จิ๋วกับผม เป็นเพื่อนรักกันมานานหลายปีแล้ว และต่างคนก็ต่างทำงานให้กันและกันมา ดังนั้นความเป็นเพื่อนระหว่าง ผมกับจิ๋วคงยังอยู่ ฉะนั้นที่มีคนพูดว่า ผมก็ไม่รู้ว่าใครพูดซึ่งก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นจิ๋วพูดเองก็ได้ ว่าเขาไปลาบวช แล้วผมก็ไม่ให้ลา ซึ่งอันนี้มันไม่ใช่เพื่อนแล้วหละ เมื่อเพื่อนเขาจะไปลาบวชก็จะต้องให้อโหสิกรรม ซึ่งเรื่องจริงๆ ผมไม่ทราบ ว่าเขาจะบวชจนบัดนี้ผมยังไม่รู้ว่า เขาบวชที่ไหนเมื่อไหร่
ดังนั้นผมขอจะเรียนความจริงให้ทราบว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ ส่วนเรื่องที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า ผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติ ซึ่งอันนี้มันก็ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ วันนั้นก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยผมก็ให้คนไปบอกเขาว่าจะทำอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ซึ่งผมใช้คำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมสื่อไป ไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวนี้ เขาก็มายืนยันว่าเขาสื่ออย่างที่ผมพูด เพราะว่าเขาจดที่ผมขอให้เขาสื่อ เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาว่า เขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมือง มันไม่ใช่"
พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า มีเรื่องที่เกี่ยวกับจิ๋ว ที่สำคัญมีอยู่แค่นี้ ผมขอย้ำว่า ความเป็นเพื่อนมันยังเป็นอยู่ตลอดไป คุณ(สื่อมวลชน) เข้าใจของความเป็นเพื่อนแค่ไหน ก็โปรดคิดเอาเอง เราเป็นเพื่อนกัน เคยทำงานด้วยกัน งานสำคัญๆ ก็เคยทำด้วยกัน และก็จบจากสถาบันเดียวกัน ที่เคยให้คำสัตย์ปฏิญาณเหมือนกันด้วย เมื่อเพื่อนจะทำอะไรผมก็เตือน เพราะผมคิดว่ามีสิทธิ์ที่จะเตือนได้ ก็เตือนเขาไปด้วยความเป็นเพื่อน ด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้มีความต้องการที่ตำหนิจิ๋วเลย ซึ่งวันนี้ผมอยากพูดแค่นี้
เมื่อถามว่า ในฐานะเพื่อน ผิดหวังกับการเลือกทางเดินของพล.อ.ชวลิต หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า เพื่อนก็คือเพื่อน เขาทำอะไรผิดหรือถูก ผมก็ชี้ไม่ได้ว่า เขาทำผิดหรือทำถูกซึ่งผมไม่ได้เป็นคนตัดสิน แต่ความเป็นเพื่อนก็ต้องเตือนกัน ถ้าเห็นว่าทำอะไรไม่ดี
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในประเด็นนี้ด้วยตัวเอง โดยหลังจากผู้สื่อข่าวถามพล.อ.ชวลิตว่าจะเข้าไปมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพล.อ.เปรม กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่
พล.อ.ชวลิตได้ตอบว่า "ที่บ้านสี่เสาร์ผมยังไม่มีโอกาสเข้าไปกราบท่านเลย จะไปขออโหสิกรรมเมื่อครั้งที่ผมบวชก็ยังไม่ให้เข้าเลย ซึ่งอาจจะเข้าใจผิดกันในบางเรื่องแต่ก็ต้องเข้าใจท่าน ท่านเป็นผู้ใหญ่เราเป็นเด็กสังคมไทยต้องให้ความเคารพซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดคนเอาปืนมาจะยิงกันตายยังคุยกันได้ นี่ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่อาจจะต้องใช้เวลามากบ้างน้อยบ้าง และเมื่อวันนี้จำเป็นต้องไปกราบไปพบท่านก็ต้องไป ให้ความรักความเคารพท่านเหมือนเดิม"
เมื่อบุคคลทั้งสองเป็นเพื่อนกันแต่จะเป็นเพื่อนลักษณะใดนั้นพระพุทธศาสนามีหลักษณะที่จะพิจารณาคือมิตรแท้และมิตรเทียมฝ่ายละ 4 ประการดังนี้
คำว่า มิตร มีรากศัพท์คำเดียวกับคำว่า เมตตา ซึ่งมีความหมายว่า ความรักใคร่ห่วงใยปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข เพราะฉะนั้นคำว่า มิตรจึงหมายถึงผู้ที่รักใคร่ชอบพอกัน ปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือมีความเมตตาทั้ง ทางกาย วาจา ใจ ต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง คำว่ามิตรนั้น มักมีคำที่ใช้แทนกันหลายคำเช่น สหาย แปลว่า ผู้ไปด้วยกันมีความคิดเห็นเหมือนกัน สขา แปลว่า เพื่อน คือผู้คบกันคุ้นเคยสนิทสนม มิตรมี 2 จำพวกใหญ่คือ มิตรแท้ และมิตรเทียม
มิตรแท้ 4
มิตรแท้มี 4 ประเภท คือ
1.มิตรมีอุปการะ ได้แก่ เพื่อนที่มีบุญคุณ มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่คอยคุ้มครองป้องกันเพื่อนของตน ทั้งเป็นที่พึ่งของเพื่อนได้ มีลักษณะโดยสรุป 4 ประการ ดังนี้คือ
- ป้องกันเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่ช่วยป้องกันชีวิตชื่อเสียงและเกียรติยศของเพื่อน
- ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่คอยแนะนำห้ามปรามเพื่อนเมื่อเห็นเพื่อนใช้จ่ายทรัพย์สมบัติไปในทางอบายมุขหรือลงทุนที่มีการเสี่ยงเกินไป
- เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ หมายถึง มิตรที่คอยอุปการะช่วยเหลือเมื่อเพื่อนตกทุกข์ เมื่อเพื่อนมีภัยก็ให้การคุ้มครองป้องกัน
- เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก หมายถึง มิตรที่ช่วยเหลือเพื่อน เมื่อเพื่อนมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ออกปากขอยืมเงิน ก็ตอบสนองด้วยดี เสนอให้ยืมเกินกว่าที่ขอยืม ไม่แสดงความโลภออกมา
2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ได้แก่ เพื่อนสนิทเหมือนญาติ ไว้วางใจกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีลักษณะโดยสรุป 4 ประการ
- ขยายความลับของตนแก่เพื่อน หมายถึง ต่างฝ่ายต่างเผยความลับของตนแก่เพื่อน ถ้าความลับนั้นมีจุดอ่อนหรือปมด้อยก็ช่วยกันแก่ไข และเป็นการให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
- ปิดความลับของเพื่อนมิให้แพร่หลาย หมายถึง มิตรที่มีความจริงใจต่อเพื่อนรักษาน้ำใจซึ่งกันและเอาไว้โดยการไม่เปิดเผยความลับของเพื่อนไม่ให้ผู้อื่นรู้
- ไม่ละทิ้งยามวิบัติหมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกทุกข์ได้ยากก็คอยช่วยเหลือไม่ละทิ้ง
- แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้ หมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกอยู่ในอันตราย ก็เข้าช่วยเหลือถึงแม้ตัวเองจะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม
3.มิตรแนะนำประโยชน์ ได้แก่ เพื่อนที่คอยแนะนำแต่ในทางที่ดี มีลักษณะเหมือนครู ลักษณะของเพื่อนเช่นนี้มีอยู่ 4 ประการ คือ
-ห้ามไม่ให้ทำชั่ว หมายถึง เห็นเพื่อนทำความชั่ว เพราะความไม่รู้ หรือความประมาทคึกคะนองก็เข้าห้ามปรามแสดงถึงเหตุผล ให้เพื่อนมี หิริ คือ ความรังเกียจต่อความชั่ว และ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชั่ว
-แนะนำให้ทำแต่ความดี หมายถึง นอกจากห้ามไม่ให้เพื่อนทำชั่วแล้ว ยังสอนเพื่อนให้รู้จักคุณความดีสอนให้ประพฤติดี
-ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ หมายถึง ถ้าเพื่อนยังไม่มีความรู้ในทางหลักธรรมคุณความดีกฎแห่งกรรมมากนักก็เล่าให้เพื่อนฟัง
-บอกทางสวรรค์ให้ ทางสวรรค์ หมายถึง ทางไปสู่อนาคตอันสดใส ด้วยการแสวงหาความรู้หรือปัญญา
4.มิตรมีความรักใคร่ ได้แก่ เพื่อนประเภทสหาย มีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ
-ทุกข์ ทุกข์ ด้วย หมายถึง เมื่อเห็นเพื่อนมีความทุกข์ไม่ว่าทางใด ทางกายใจ ก็ให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ปลอบโยน แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ
-สุข สุข ด้วย หมายถึง มิตรที่เห็นเพื่อนมีความสุขไม่ว่าทางกายหรือทางใจก็พลอยยินดีกับเพื่อนด้วย เข้าไปแสดงความยินดีด้วย
-โต้เถียงผู้ที่ติเตียนเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนอื่นติเตียนเพื่อนของเรา ไม่ว่าต่อหน้าและลับหลัง ก็ช่วยพูดจาชี้แจงให้เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อนไม่ให้เพื่อนเสียหาย
-รับรองคนพูดสรรญเสริญเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนพูดจาชมเชยเพื่อนก็พูดจาสนับสนุน
มิตรเทียม 4
มิตรเทียม มาจากคำว่า มิตรปฏิรูป ซึ่งอาจมีความหมายว่า คนเทียมเป็นมิตรหรือคนปลอมเป็นมิตร ซึ่งมี 4 ประเภทคือ
1.คนปอกลอก คนประเภทนี้ไม่ใช่มิตรแต่แสดงตัวว่าเป็นมิตร ซึ่งหวังผลประโยชน์จากคนที่คบด้วย ซึ่งมี 4 ประเภทคือ
-คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คือ คนที่เอาเปรียบ
-เสียน้อย คิดเอาให้มาก คือ เมื่อในกรณีที่ทีการลงทุนจะเสียน้อยแต่พอได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนแล้ว จะรับเอาแต่มาก
-เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน คือ ตามปกติคนประเภทนี้จะไม่ยอมข่วยเหลือใคร แต่เมื่อตนประสบปัญญาแล้วจึงมาแกล้งแสดงตัวเป็นมิตร
-คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คือ คนประเภทนี้เป็นคนเห็นแก่ตัวเมื่อคบเพื่อนคนใดแล้วก็จะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนเท่านั้น
2.คนดีแต่พูด คนดีแต่พูดไม่ถึงกับใช่คนหลอกลวง แต่เป็นกะล่อน ขอให้ได้พูดพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนมากเป็นเรื่องไร้สาระมี 4 ประเภทคือ
-เก็บของล่วงแล้วมาปราศรัย คือ พววกที่คอยเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่แล้วจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาพูด
-อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย คือ พวกที่ชอบพูดในเรื่องของอนาคต พูดในทำนองการพยากรณ์ ทำตัวเป็นผู้รอบรู้
-สงเคราะด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้ คือ ถ้าช่วยเหลือคนที่คบกันอยู่ก็จะช่วยเหลือแบบเล่น ให้สิ่งที่ไม่มีประโยชน์
-ออกปากพึ่งมิได้ คืด เมื่อเพื่อนต้องการพึ่งเพราะมีความเดือดร้อนบางอย่าง ก็บ่ายเบี่ยงแบ่งรับแบ่งสู้
3.คนหัวประจบ คนหัวประจบเป็นคนที่คอยตามใจเพื่อน ให้เพื่อนเป็นผู้นำส่วนตนนั้นทำตัวเป็นผู้ตาม เพราะหวังผลประโยชน์ไม่ว่าสิ่งใดก็สิ่งหนึ่งคนจำพวกนี้มีอยู่ 4 ประเภทคือ
-จะทำชั่วก็คล้อยตาม คือ เมื่อเห็นเพื่อนทำชั่วก็ไม่ห้ามปราม กลับช่วยสนับสนุน
-จะทำดีก็คลอยตาม คือ เมื่อเพื่อนทำดีก็เห็นด้วยคอยสนับสนุนเอาใจเพื่อน
-ต่อหน้าว่าสรรญเสริญ คือ คอยยกย่องเพื่อนต่อหน้าเพื่อเอาใจเพื่อน
-ลับหลังนินทาเพื่อน คือ เมื่อเพื่อนไม่เห็น ไม่ได้ยิน กลับนินทาว่าร้ายต่างๆ
4.คนชักชวนในทางฉิบหาย คนชักชวนในทางฉิบหาย คบเพื่อนเพื่ออาศัยเพื่อนเป็นเครื่องมือหาความสนุกเพลิดเพลินของตน มีลักษณะ 4 ประการคือ
-ชักชวนดื่มน้ำเมา คือ ชักชวนให้เพื่อนดื่มสุราเมรัยซึ่งเป็นโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
-ชักชวนเที่ยวกลางคืน เช่น เที่ยวตามสถานบริการบันเทิงต่างๆ
-ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น คือ เล่นกีฬาหรือเล่นเกมต่างๆที่มีการพนันอยู่ด้วย
-ชักชวนเล่นการพนัน หมายถึง การเล่นการพนันล้วนๆ
เมื่อทราบหลักเช่นนี้แล้วพอจะทำให้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ทมยันตีวิภาคเหลือง-แดงอวิชชาครอบหวังทางที่สาม
หน้าวรรณกรรมหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 11 ตุลาคม ได้นำเนื่องเรื่อง"ถนนสู่ดวงดาว ทมยันตี อะวอร์ด 2552" ถ้าคนที่ได้อ่านผ่านๆก็คงไม่จะทราบว่าในหน้านี้มีการกล่าวถึงการเมืองสังคมไทยในปัจจุบันนี้ของ"ทมยันตี" หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ นักเขียนเจ้าของนามปากกาอันโด่งดัง ทมยันตี, ลักษณวดี, กนกเรขา, โรสลาเรน และมายาวดี อยู่
"พรชัย จันทโสก" ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ได้แนบเนื้อหาดังกล่าวอยู่ด้านขวามือ โดยให้ชื่อเรื่องว่า"วิมล ศิริไพบูลย์กับการรอคอยทิศทางที่สาม" โดยมองสถานการณ์ความแตกแยกบนผืนแผ่นดินขวานทองขณะนี้ ด้วยการรอคอยอย่างมีความหวังว่า...จากนี้ไปจะก่อเกิดความคิดใหม่ๆ หรือทิศทางที่สามขึ้น
"ถ้าสมัยยังเป็นสาวคงจะตอบถึงความแบ่งแยก แต่สมัยนี้อายุ 73 พอเข้าสู่ปฏิบัติธรรม ดิฉันอาจจะพูดในสิ่งที่คุณหัวเราะเยาะ 'อนิจจัง' เป็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดิฉันพูดอย่างพระพุทธเจ้าสอนได้ไหม ปรกติเถอะ ความคิดเห็นของคนแตกแยกกันเป็นอย่างนี้เสมอ แต่ความแตกแยกนี้คุณรู้ไหมมันก่อให้เกิดสิ่งใหม่ คุณรู้ว่าเปลือกโลกส่วนหนึ่งมันพุ่งเข้ามาชนเปลือกโลกอีกส่วนหนึ่งอย่างเช่นเปลือกโลกพม่าและเปลือกโลกอื่นๆ จะซ้อนขึ้นมา เปลือกโลกที่พุ่งเข้าไปนั้นพุ่งเข้าไปหาความร้อนนะ และความร้อนมันจะทะลักออกมา ถ้าคุณเรียนธรณีวิทยาคุณรู้ไหมมันจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ
ทุกวันนี้มันมีสองทิศทางถูกไหม แต่มันจะมีทิศทางที่สาม ดิฉันนั่งคอยทิศทางที่สามที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อไรแรงสองแรงปะทะกันมันจะมีแรงที่สามเกิดขึ้นทันที และแรงที่สามซึ่งได้ความคิดจากสองด้านจะได้ความคิดใหม่และดีที่สุด ดิฉันคิดว่าทิศทางที่สามกำลังเริ่มก่อตัวเหมือนกับที่ดิฉันนั่งมองอยู่เหมือนกัน ดิฉันไม่ได้ไปว่าใครเลวนะ มันอวิชชาทั้งนั้นแหละ พูดด้วยความไม่รู้
มนุษย์ต้องมีความหวัง ถ้ามนุษย์หมดหวังมันจะไม่มีอะไรเลย ดิฉันมีความหวัง ตอนนี้ความหวังสูงสุดของดิฉันคืออะไรรู้ไหม ฟังแถลงการณ์สำนักพระราชวังทุกวัน นั่นแหละความหวังอันสูงสุด ดิฉันอาจจะเรียก 'พ่อหลวง' มานานก่อนที่ใครจะมานิยม ถ้าพ่อยังอยู่ ถ้าพ่อยังดี ดิฉันรู้ว่าประเทศไทยจะไม่หมดหวังเป็นอันขาด ประเทศไทยมีทางออก คนไทยไม่เคยโง่เลย แต่คนไทยนี้แปลกอย่างหนึ่ง อ่อนโยน และไม่ค่อยพูดความจริง ใครมาพูดก็เออออห่อหมกไปอย่างนั้นแหละ คือห่อแล้วหมกเอาไว้ แต่คนไทยฉลาด คุณอย่าไปคิดว่าคนต่างจังหวัดโง่นะคะ ในฐานะที่ดิฉันไปนั่งช่วยเขาดำนาไปเรียนมาจากเขา
แต่ขอให้คุณแน่ใจและขอให้คนไทยทุกคนมีความหวังว่าเราจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน ถ้าดิฉันพูดแบบนักพยากรณ์ดิฉันขอตอบว่าประเทศไทยกำลังจะย่างก้าวเข้าสู่ยุคที่ดีกว่าที่ผ่านมา จะได้คนที่คิดให้ประเทศดีกว่ายุคที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นต้องรอ ดิฉันบอกแล้วว่าทำอะไรอย่ารีบ ถ้าคุณรีบคุณจะคว้าอะไรไม่ได้เลย พระพุทธองค์รับสั่ง 'เราหยุดแล้ว...พวกเจ้าหยุดกันหรือยัง' องคุลีมาลก็นึกขึ้นได้เอง คอยดูสิ คุณจำคำป้าอี๊ดไว้นะ อย่าไปคิดว่าองคุลีมาลโง่นะ ถ้าโง่จะนึกไม่ได้เลยว่าพระพุทธเจ้ารับสั่งถึงอะไร ดิฉันเชื่อว่าพวกที่โย่ๆ กันอยู่มันฉลาด แต่มันรอใครสักคน คนเรามันจะเชื่ออะไร ด้วยรักและศรัทธา ศรัทธาอย่างเดียวก็ไม่ได้ รักอย่างเดียวก็ไม่ได้ กำลังรอใครที่เขารักและศรัทธาพูดประโยคนี้ เขาจะหยุดและเราจะได้สิ่งที่ดีเกิดขึ้น
'ทมยันตี' เป็นคนที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ดูถูกใครเลย ไม่ดูถูกเหลือง ไม่ดูถูกแดง ฟังความคิดความเห็นและกรองเอาสิ่งที่ดีที่ได้พูดมาใช้กับวิธีคิดของตน ดิฉันเชื่อมั่นเสมอว่าทุกอย่างเป็น 'อนิจจัง' ต้องแปรเปลี่ยนไป ท้ายสุดระหว่างที่มันแปรเปลี่ยนคนไทยจะทุกข์เพราะความแปรเปลี่ยนนั้น แต่เชื่อเถอะวันหนึ่งมัน 'อนัตตา' แต่อนัตตาไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร อนัตตาแปลว่ามันมีอะไร แต่ยึดไม่ได้ ถ้านั่งมองทุกสิ่งทุกอย่างว่าวันนี้ทั้งสองข้างจะพาเราไปสู่จุดจุดหนึ่ง และวันหนึ่งจุดนั้นมันจะแตกอีก ทุกคนเป็นอย่างไร เชื่อพระพุทธเจ้าดีที่สุด ไม่ต้องไปเชื่อใคร เชื่อพระพุทธองค์ดีที่สุด
"ดิฉันหวังว่าคนไทยทุกคนจะยืนอยู่บนหลักที่พระพุทธองค์ตรัส"
(http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20091012/81171/ถนนสู่ดวงดาว-ทมยันตี-อะวอร์ด-2552.html)
คนที่ติดตามการเมืองมาตลอดก็คงจะอนุมานออกว่า ทมยันตี พูดหมายถึงใครและอะไร แต่ในช่วงที่ยังมาไม่ถึงนั้นจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความขัดแย้งกันแบบสร้างสรรค์เหมือนอย่างที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้เสนอไว้
"พรชัย จันทโสก" ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ได้แนบเนื้อหาดังกล่าวอยู่ด้านขวามือ โดยให้ชื่อเรื่องว่า"วิมล ศิริไพบูลย์กับการรอคอยทิศทางที่สาม" โดยมองสถานการณ์ความแตกแยกบนผืนแผ่นดินขวานทองขณะนี้ ด้วยการรอคอยอย่างมีความหวังว่า...จากนี้ไปจะก่อเกิดความคิดใหม่ๆ หรือทิศทางที่สามขึ้น
"ถ้าสมัยยังเป็นสาวคงจะตอบถึงความแบ่งแยก แต่สมัยนี้อายุ 73 พอเข้าสู่ปฏิบัติธรรม ดิฉันอาจจะพูดในสิ่งที่คุณหัวเราะเยาะ 'อนิจจัง' เป็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดิฉันพูดอย่างพระพุทธเจ้าสอนได้ไหม ปรกติเถอะ ความคิดเห็นของคนแตกแยกกันเป็นอย่างนี้เสมอ แต่ความแตกแยกนี้คุณรู้ไหมมันก่อให้เกิดสิ่งใหม่ คุณรู้ว่าเปลือกโลกส่วนหนึ่งมันพุ่งเข้ามาชนเปลือกโลกอีกส่วนหนึ่งอย่างเช่นเปลือกโลกพม่าและเปลือกโลกอื่นๆ จะซ้อนขึ้นมา เปลือกโลกที่พุ่งเข้าไปนั้นพุ่งเข้าไปหาความร้อนนะ และความร้อนมันจะทะลักออกมา ถ้าคุณเรียนธรณีวิทยาคุณรู้ไหมมันจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ
ทุกวันนี้มันมีสองทิศทางถูกไหม แต่มันจะมีทิศทางที่สาม ดิฉันนั่งคอยทิศทางที่สามที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อไรแรงสองแรงปะทะกันมันจะมีแรงที่สามเกิดขึ้นทันที และแรงที่สามซึ่งได้ความคิดจากสองด้านจะได้ความคิดใหม่และดีที่สุด ดิฉันคิดว่าทิศทางที่สามกำลังเริ่มก่อตัวเหมือนกับที่ดิฉันนั่งมองอยู่เหมือนกัน ดิฉันไม่ได้ไปว่าใครเลวนะ มันอวิชชาทั้งนั้นแหละ พูดด้วยความไม่รู้
มนุษย์ต้องมีความหวัง ถ้ามนุษย์หมดหวังมันจะไม่มีอะไรเลย ดิฉันมีความหวัง ตอนนี้ความหวังสูงสุดของดิฉันคืออะไรรู้ไหม ฟังแถลงการณ์สำนักพระราชวังทุกวัน นั่นแหละความหวังอันสูงสุด ดิฉันอาจจะเรียก 'พ่อหลวง' มานานก่อนที่ใครจะมานิยม ถ้าพ่อยังอยู่ ถ้าพ่อยังดี ดิฉันรู้ว่าประเทศไทยจะไม่หมดหวังเป็นอันขาด ประเทศไทยมีทางออก คนไทยไม่เคยโง่เลย แต่คนไทยนี้แปลกอย่างหนึ่ง อ่อนโยน และไม่ค่อยพูดความจริง ใครมาพูดก็เออออห่อหมกไปอย่างนั้นแหละ คือห่อแล้วหมกเอาไว้ แต่คนไทยฉลาด คุณอย่าไปคิดว่าคนต่างจังหวัดโง่นะคะ ในฐานะที่ดิฉันไปนั่งช่วยเขาดำนาไปเรียนมาจากเขา
แต่ขอให้คุณแน่ใจและขอให้คนไทยทุกคนมีความหวังว่าเราจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน ถ้าดิฉันพูดแบบนักพยากรณ์ดิฉันขอตอบว่าประเทศไทยกำลังจะย่างก้าวเข้าสู่ยุคที่ดีกว่าที่ผ่านมา จะได้คนที่คิดให้ประเทศดีกว่ายุคที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นต้องรอ ดิฉันบอกแล้วว่าทำอะไรอย่ารีบ ถ้าคุณรีบคุณจะคว้าอะไรไม่ได้เลย พระพุทธองค์รับสั่ง 'เราหยุดแล้ว...พวกเจ้าหยุดกันหรือยัง' องคุลีมาลก็นึกขึ้นได้เอง คอยดูสิ คุณจำคำป้าอี๊ดไว้นะ อย่าไปคิดว่าองคุลีมาลโง่นะ ถ้าโง่จะนึกไม่ได้เลยว่าพระพุทธเจ้ารับสั่งถึงอะไร ดิฉันเชื่อว่าพวกที่โย่ๆ กันอยู่มันฉลาด แต่มันรอใครสักคน คนเรามันจะเชื่ออะไร ด้วยรักและศรัทธา ศรัทธาอย่างเดียวก็ไม่ได้ รักอย่างเดียวก็ไม่ได้ กำลังรอใครที่เขารักและศรัทธาพูดประโยคนี้ เขาจะหยุดและเราจะได้สิ่งที่ดีเกิดขึ้น
'ทมยันตี' เป็นคนที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ดูถูกใครเลย ไม่ดูถูกเหลือง ไม่ดูถูกแดง ฟังความคิดความเห็นและกรองเอาสิ่งที่ดีที่ได้พูดมาใช้กับวิธีคิดของตน ดิฉันเชื่อมั่นเสมอว่าทุกอย่างเป็น 'อนิจจัง' ต้องแปรเปลี่ยนไป ท้ายสุดระหว่างที่มันแปรเปลี่ยนคนไทยจะทุกข์เพราะความแปรเปลี่ยนนั้น แต่เชื่อเถอะวันหนึ่งมัน 'อนัตตา' แต่อนัตตาไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร อนัตตาแปลว่ามันมีอะไร แต่ยึดไม่ได้ ถ้านั่งมองทุกสิ่งทุกอย่างว่าวันนี้ทั้งสองข้างจะพาเราไปสู่จุดจุดหนึ่ง และวันหนึ่งจุดนั้นมันจะแตกอีก ทุกคนเป็นอย่างไร เชื่อพระพุทธเจ้าดีที่สุด ไม่ต้องไปเชื่อใคร เชื่อพระพุทธองค์ดีที่สุด
"ดิฉันหวังว่าคนไทยทุกคนจะยืนอยู่บนหลักที่พระพุทธองค์ตรัส"
(http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20091012/81171/ถนนสู่ดวงดาว-ทมยันตี-อะวอร์ด-2552.html)
คนที่ติดตามการเมืองมาตลอดก็คงจะอนุมานออกว่า ทมยันตี พูดหมายถึงใครและอะไร แต่ในช่วงที่ยังมาไม่ถึงนั้นจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความขัดแย้งกันแบบสร้างสรรค์เหมือนอย่างที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้เสนอไว้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)