แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552
ปาฏิหาริย์จตุคามกับทรรศนะของพระพุทธเจ้า
ขณะนี้มีความเชื่อในองค์ "จตุคามรามเทพ" ว่าทรงอานุภาพต่างๆ นานา ทรงอิทธิสิทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิปาฏิหาริย์ด้านให้โชคให้ลาภ ส่วนอานุภาพด้านการคุ้มภัยนั้นก็มีบ้างจึงทำให้การสร้างรุ่นต่าง ๆ เพื่อคุ้มภัยจากโจรใต้
ขณะเดียวกันกระแสจตุคามได้แพร่หลายไปยังกลุ่มชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงอย่างกว้างขวางเช่นกัน และรุ่นที่โด่งดังเป็นที่นิยมของชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงคือ "รุ่นสองนคร" หากเป็นของจริงราคาเช่นอยู่ที่หลักแสนบาท หากเป็นของเทียมก็หลักหมื่นบาทแล้ว โดย"รุ่นสองนคร" สร้างที่วัดนางพญา จ.นครราชสีมา
กระแสจตุคามฟีเวอร์ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็คงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ปัจจุบันนี้ได้ครอบคุ้มไปถึงพระสงฆ์ ที่ทำหน้าที่ปลุกเสก โดยอ้างว่าเพื่อหารายได้ในการสร้างวัด(เมื่อใดจะสร้างคนบ้าง) หวังดึงคนเข้าวัดอีกทาง แต่วิธีเช่นนี้ถูกต้องตามพุทธวิธีหรือไม่
หากมองย้อนไปสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์ไว้อย่างไร เรื่องนี้พระพุทธทาสภิกขุ ได้เขียนไว้ในหนังสือพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ตอนที่ 16 เรื่องปาฏิหาริย์โดยมีความสรุปว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามชนบทต่าง ๆ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ เพื่อสั่งสอนเวเนยยสัตว์ก็มีคนจำนวนมากเลื่อมใสยอมเป็นสาวกเป็นจำนวนมาก
แต่พร้อมกันนั้นก็ยังมีศาสดาศาสนาอื่นได้แสดงสิ่งซึ่งประหลาดผิดธรรมดา อันเรียกว่า "ปาฏิหาริย์" ได้ทำให้มหาชนแตกตื่นกัน และมีคนจำนวนมากได้เลื่อมใสและออกปากสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น จนกระทั้งกลายเป็นสาวกของเจ้าลัทธิ ศาสดานั้น ๆ ก็มีอยู่จำนวนมาก
พระภิกษุทั้งหลายก็ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลของร้องให้พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นบ้าง เพื่อประชาชนจักได้เลื่อมใสพอใจและเข้ามาเป็นสาวกมาก ๆ
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "พระองค์ทรงรู้สึกละอายในการที่จะล่อประชาชนให้มีความเชื่อถือ ด้วยการกระทำที่แปลกประหลาดหรือปาฏิหาริย์ทำนองนั้น แต่พระองค์ทรงสามารถทำให้คนเกิดความประหลาดถึงขนาดรู้สึกมหัศจรรย์ให้ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงอย่างอื่น
พระองค์ได้ตรัวแต่ภิกษุเหล่านั้นว่า "ตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมกระทำปาฏิหาริย์ แต่อย่างเดียวเท่านั้นคือ เมื่อพระตถาคตทั้งหลายเห็นมนุษย์ประกอบด้วย กาม กิเลสและตัณหา ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นออกมาเสียจาก กาม กิเลสและตัณหา
เมื่อทรงเห็นว่ามหาชนทั้งหลายตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นเสียจากการตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร เมื่อทรงทราบว่าประชาชนบอดเพราะความเขลาและอวิชชา ก็ทรงเปิดตามของคนเหล่านั้น ช่วยให้เขาพ้นจากความเขลาและอวิชชา ซึ่งเป็นความบอดมืด ยิ่งเสีวกว่าความมืดแห่งราตรี
ภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์อย่างเดียวดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่พระตถาคตทั้งหลายพากันทำ ส่วนปาฏิหาริย์อย่างอื่น ๆ นั้น ท่านเกลียดชังและประณาม ไม่ยอมกระทำปาฏิหาริย์เหล่านั้น
ต่อมาพระปิณโฆลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการเหาะขึ้นไปที่สูงปลดเอาบาตร พระองค์ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ทำหลายบาตรใบนั้นและทรงห้ามมิให้ทำเช่นนั้นอีก พร้อมทั้งทรงบัญญัติว่า ภิกษุทั้งหลายต้องไม่ทำการล่อลวงคนเขลาทั่วๆไปให้นับถือบูชา ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ชนิดนั้น ถ้าขืนทำจักต้องไม่อยู่ร่วมกับพระองค์หรือภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกต่อไป
ข้อบังคับอันนี้ได้ม่อยู่สืบมาเป็นวินัยข้อสำคัญข้อหนึ่งของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา (ถ้าพระภิกษุอวดว่าแสดงปาฏิหาริย์ได้ทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ จะต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ในข้ออุตตริมนุษยธรรมไม่มีในตน) ห้ามไม่ให้ภิกษุใดแสดงปาฏิหาริย์เพื่อให้คนเลื่อมใส เพื่อลาภสักการะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด
ดังนั้นมหาเนชั่นจึงไม่พระที่ทำหน้าที่ปลุกเสกทั้งหลายนั้นจะได้คำนึงคำสอนนี้หรือไม่ จะรู้สึกละอายอย่างที่พระองค์ละอายหรือไม่ หากมีการโอ้อวดแล้วก็เชื่อแน่ว่าไม่ใช่พระอีกต่อไปแล้ว เป็นคนที่หลอกลวงคนเขลาอย่างที่พระองค์ตรัส
วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม 2550
ขณะเดียวกันกระแสจตุคามได้แพร่หลายไปยังกลุ่มชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงอย่างกว้างขวางเช่นกัน และรุ่นที่โด่งดังเป็นที่นิยมของชาวพม่าและชาวกระเหรี่ยงคือ "รุ่นสองนคร" หากเป็นของจริงราคาเช่นอยู่ที่หลักแสนบาท หากเป็นของเทียมก็หลักหมื่นบาทแล้ว โดย"รุ่นสองนคร" สร้างที่วัดนางพญา จ.นครราชสีมา
กระแสจตุคามฟีเวอร์ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็คงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ แต่ปัจจุบันนี้ได้ครอบคุ้มไปถึงพระสงฆ์ ที่ทำหน้าที่ปลุกเสก โดยอ้างว่าเพื่อหารายได้ในการสร้างวัด(เมื่อใดจะสร้างคนบ้าง) หวังดึงคนเข้าวัดอีกทาง แต่วิธีเช่นนี้ถูกต้องตามพุทธวิธีหรือไม่
หากมองย้อนไปสมัยพุทธกาลแล้ว พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์ไว้อย่างไร เรื่องนี้พระพุทธทาสภิกขุ ได้เขียนไว้ในหนังสือพุทธประวัติสำหรับนักศึกษา ตอนที่ 16 เรื่องปาฏิหาริย์โดยมีความสรุปว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามชนบทต่าง ๆ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ เพื่อสั่งสอนเวเนยยสัตว์ก็มีคนจำนวนมากเลื่อมใสยอมเป็นสาวกเป็นจำนวนมาก
แต่พร้อมกันนั้นก็ยังมีศาสดาศาสนาอื่นได้แสดงสิ่งซึ่งประหลาดผิดธรรมดา อันเรียกว่า "ปาฏิหาริย์" ได้ทำให้มหาชนแตกตื่นกัน และมีคนจำนวนมากได้เลื่อมใสและออกปากสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น จนกระทั้งกลายเป็นสาวกของเจ้าลัทธิ ศาสดานั้น ๆ ก็มีอยู่จำนวนมาก
พระภิกษุทั้งหลายก็ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลของร้องให้พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นบ้าง เพื่อประชาชนจักได้เลื่อมใสพอใจและเข้ามาเป็นสาวกมาก ๆ
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "พระองค์ทรงรู้สึกละอายในการที่จะล่อประชาชนให้มีความเชื่อถือ ด้วยการกระทำที่แปลกประหลาดหรือปาฏิหาริย์ทำนองนั้น แต่พระองค์ทรงสามารถทำให้คนเกิดความประหลาดถึงขนาดรู้สึกมหัศจรรย์ให้ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงอย่างอื่น
พระองค์ได้ตรัวแต่ภิกษุเหล่านั้นว่า "ตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมกระทำปาฏิหาริย์ แต่อย่างเดียวเท่านั้นคือ เมื่อพระตถาคตทั้งหลายเห็นมนุษย์ประกอบด้วย กาม กิเลสและตัณหา ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นออกมาเสียจาก กาม กิเลสและตัณหา
เมื่อทรงเห็นว่ามหาชนทั้งหลายตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร ก็ทรงเปลื้องประชาชนเหล่านั้นเสียจากการตกเป็นทาสของโทษะและการผูกเวร เมื่อทรงทราบว่าประชาชนบอดเพราะความเขลาและอวิชชา ก็ทรงเปิดตามของคนเหล่านั้น ช่วยให้เขาพ้นจากความเขลาและอวิชชา ซึ่งเป็นความบอดมืด ยิ่งเสีวกว่าความมืดแห่งราตรี
ภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์อย่างเดียวดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่พระตถาคตทั้งหลายพากันทำ ส่วนปาฏิหาริย์อย่างอื่น ๆ นั้น ท่านเกลียดชังและประณาม ไม่ยอมกระทำปาฏิหาริย์เหล่านั้น
ต่อมาพระปิณโฆลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการเหาะขึ้นไปที่สูงปลดเอาบาตร พระองค์ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ทำหลายบาตรใบนั้นและทรงห้ามมิให้ทำเช่นนั้นอีก พร้อมทั้งทรงบัญญัติว่า ภิกษุทั้งหลายต้องไม่ทำการล่อลวงคนเขลาทั่วๆไปให้นับถือบูชา ด้วยการกระทำปาฏิหาริย์ชนิดนั้น ถ้าขืนทำจักต้องไม่อยู่ร่วมกับพระองค์หรือภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอีกต่อไป
ข้อบังคับอันนี้ได้ม่อยู่สืบมาเป็นวินัยข้อสำคัญข้อหนึ่งของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา (ถ้าพระภิกษุอวดว่าแสดงปาฏิหาริย์ได้ทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ จะต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ในข้ออุตตริมนุษยธรรมไม่มีในตน) ห้ามไม่ให้ภิกษุใดแสดงปาฏิหาริย์เพื่อให้คนเลื่อมใส เพื่อลาภสักการะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด
ดังนั้นมหาเนชั่นจึงไม่พระที่ทำหน้าที่ปลุกเสกทั้งหลายนั้นจะได้คำนึงคำสอนนี้หรือไม่ จะรู้สึกละอายอย่างที่พระองค์ละอายหรือไม่ หากมีการโอ้อวดแล้วก็เชื่อแน่ว่าไม่ใช่พระอีกต่อไปแล้ว เป็นคนที่หลอกลวงคนเขลาอย่างที่พระองค์ตรัส
วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม 2550
เปิดโลกจินตนาการ เล่าขานธรรมะ กับ ‘นิทานพระพุทธเจ้า’
แน่นอนว่า ‘เด็ก’ เปรียบดั่งผ้าขาวผืนบางๆ ที่รอให้ผู้ใหญ่ลงมือละเลงแต่งแต้มสีสันให้ และแม้เลือกได้ทุกคนต่างต้องการสีสันที่สวยงามน่ามอง น่าสัมผัสด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าในสภาวะสังคมเฉกเช่นปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าผ้าขาวเหล่านั้นกลับต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยสีที่ไม่พึงปรารถนา บ้างก็ถูกระบายด้วยความมิได้ตั้งใจ นี่จึงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายควรหันกลับมาคำนึงถึงความสำคัญ สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนนึกถึงที่เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตใจมนุษย์ได้ดีคือหลักธรรมคำสอนตามหลักศาสนา ที่ไม่ว่าจะศาสนาใดล้วนแล้วแต่มีหลักคำสอนใหญ่ไม่ต่างกันนั่นคือสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่เมื่อเอ่ยถึงวิชาพระพุทธศาสนาแล้วมีเด็กไม่น้อยเลยที่พากันเบือนหน้าหนีด้วยความเบื่อหน่าย นี่จึงเป็นโจทย์ที่ควรเร่งหาคำตอบอย่างยิ่งว่าเพราะเหตุใด และจะทำเช่นไรให้เด็กๆหันมายิ้มรับทุกคราที่ได้ยินคำว่า ‘ธรรมะ’
อาจารย์อุทมพร มุลพรม
ธรรมะนั้นมีคุณูปการยิ่งต่อคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะวัยเด็กเนื่องด้วยเป็นวัยที่พัฒนาการเรียนรู้และซึมซับได้เร็ว ดังนั้นสิ่งสำคัญคือผู้ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวให้แก่เขา นอกจากพ่อแม่ที่ใกล้ชิดที่สุดแล้วคงจะหนีไม่พ้นครูผู้สอนที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สอง อาจารย์อุทมพร มุลพรม อดีตอาจารย์โรงเรียนบางมดวิทยา ซึ่งถือเป็นคุณครูต้นแบบวิชาพุทธศาสนาผู้ทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้นเล่าว่าหน้าที่ของครูคือการให้การศึกษาแก่ลูกศิษย์ แต่ครูต้องมีความรู้และเข้าใจถึงเรื่องที่จะสอนอย่างถ่องแท้เสียก่อนจึงจะไปสอนให้เด็กเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้ อย่างเช่นวิชาพระพุทธศาสนา ส่วนตัวพอได้รับหน้าที่ให้สอนในวิชาพระพุทธศาสนาจึงมองว่าตนควรปฏิบัติให้ได้เสียก่อนจึงจะไปสอนเด็กได้ โดยเริ่มจากการถือศีล 5 ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพุทธศาสนิกชนที่สุด แล้วจึงค่อยๆไต่เต้าทำไปทีละขั้นตอนกระทั่งสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเคร่งครัดตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ริสรวล อร่ามเจริญ
นอกจากการยึดถือตามแนวทางพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว สิ่งที่จะทำให้นักเรียนหันมาใส่ใจวิชาพุทธศาสนาอย่างจริงจังนั่นคือสื่อการเรียนการสอน ซึ่งตนได้คิดค้นสื่อต่างๆขึ้นมา และสามารถเบนความสนใจของลูกศิษย์จากที่เป็นวิชาที่น่าเบื่อ จนกลายเป็นวิชาที่เด็กทุกคนชื่นชอบเพราะธรรมะสำหรับเด็กแล้วต้องเป็นเรื่องง่ายๆ ตามความต้องการของวัย เหมือนอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นสิ่งที่บริโภคง่าย แล้วยังต้องสนุก เร้าใจ
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
“เมื่อก่อนครูต้องคิดริเริ่มผลิตสื่อขึ้นมาเองสำหรับสอนเด็ก เพื่อทำให้เด็กเห็นภาพและเกิดจินตนาการ ทำให้เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะการนำธรรมะเข้ามาสอนเด็กต้องมีสื่อจับต้องได้เป็นรูปธรรม ครูต้องคลุกคลีและพยายามแทรกเข้าไปในโลกของเด็ก ซึ่งเด็กจำเป็นต้องเรียนพุทธศาสนาให้มาก เหมือนบ้านที่ต้องตอกเสาเข็ม ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูที่จะปลูกกล้าเล็กๆ เหล่านี้ ต้องสอนพุทธศาสนาให้เกิดการนำไปขบคิด หากคนเราไม่สนใจศาสนาที่นับถือ ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวิบัติแน่ เด็กวันนี้เป็นผู้ใหญ่วันหน้า ส่วนผู้ใหญ่กลายเป็นผี จึงต้องปลูกฝังให้เด็กเยาวชนเป็นคนดี เชื่อแน่ว่าถ้าทุกคนช่วยกันสักวันหนึ่งคงถึงเส้นชัย ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันสอนพุทธศาสนา สอนคุณธรรม ให้เขาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ” ด้านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี วัดเบญจมบพิตรบอกว่าธรรมะเปรียบสะเหมือนสะพานที่ทำให้เด็กก้าวจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งที่ไม่ดีไปสู่ฝั่งที่ดีกว่า รวมไปถึงการเป็นราวสะพานให้สามารถก้ามข้ามไปถึงฝั่งหมายโดยสวัสดิ์ภาพ ซึ่งการปฏิบัติธรรมะนั้นถือเป็นเรื่องที่สวนทางกับกิเลสเพราะกิเลสเป็นสิ่งที่มีติดตัวกับมนุษย์ทุกคน ดังนั้นถ้าเราสามารถปฏิบัติธรรมะได้ง่ายๆ ทุกวันนี้คงมีพระอรหันต์เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ฉะนั้นหากเราสามารถเดินสวนทางกับกิเลสกระทั่งเกิดความเคยชินก็จะทำให้เกิดการดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะการเริ่มปลูกฝังธรรมะให้แก่เด็กๆนั้นถือเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าเด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยจะซึมซับได้เร็วและติดตัวไปจนโต แต่การสอนคุณธรรมให้แก่เด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่นั้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่าย นั่นเพราะปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุนานาประการเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งท่าน ว.วชิรเมธีให้มุมมองที่ชวนคิดและปฏิบัติตามว่าเรื่องราวของพุทธศาสนาจะเป็นกุศโลบายที่ทำให้เด็กเข้าถึงหลักธรรมและคุณธรรมได้อย่างแยบยลที่สุดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีล้าสมัยและสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสงบสุขได้ แต่สิ่งสำคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นต้องมียุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนการสู้รบในลักษณะการตั้งกองทัพหลวงจะตีที่ไหนก่อนก็มีสิทธิ์ชนะ ทุกวันนี้หลายหน่วยงานต่างคนต่างทำมันก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นอันดับแรกที่ต้องทำคือการวางยุทธศาสตร์
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
“สำหรับเด็กควรเริ่มปลูกฝังให้เขาตั้งแต่ระดับอนุบาล แต่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วสอนว่าต้องปลูกฝังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เราจะปลูกฝังอะไรให้เด็กควรหันมาสนใจว่าจะให้อะไรแก่เขาบ้างต้องคำนึงถึงให้มากเพื่อเด็กจะได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะที่เจริญงอกงามต่อไป ขึ้นชื่อว่าเด็กแล้วไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเราก็สามารถสอนให้เขาเป็นคนดีได้ คนที่มืดที่สุด ต่ำที่สุดเมื่อได้พบกับธรรมะก็สามารถพบกับทางสว่างได้เสมอ ดังนั้นหากจะสร้างคนอย่าได้สร้างให้เขาเป็นแค่คนร่ำรวยเพราะอาจยิ่งเป็นหนทางฉุดให้โลกต่ำลงได้ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่คำตอบที่โลกต้องการ ฉะนั้นควรสร้างคนดีถึงจะช่วยสร้างโลกได้”
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
แน่นอนว่าสื่อที่สามารถเข้าถึงตัวเด็กได้ง่ายที่สุดก็คือของเล่น รวมไปถึงการเล่านิทาน ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆชื่นชอบกันทั้งสิ้น ซึ่งริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัดในฐานะผู้ผลิตและจำหน่าย หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”บอกกับเราถึงที่มาของหนังสือชุดนี้ว่า มีความตั้งใจที่จะจัดทำหนังสือนิทานธรรมะสำหรับเด็กมานานแล้ว จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ให้นำบทสวดมนต์คาถาพาหุง ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “พุทธชัยมงคลคาถา” ซึ่งเป็นคาถาที่ว่าด้วยชัยชนะอันเป็นมงคลทั้งแปดประการของพระพุทธเจ้าที่มีต่อมนุษย์และอมนุษย์มาแปลงเป็นเนื้อหานิทานธรรมะเพราะเป็นบทสวดมนต์ที่มีคุณค่าและจะช่วยส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี จึงได้แปลบทสวดมนต์เป็นภาษาที่ใช้สำหรับหนังสือนิทาน พร้อมเขียนภาพประกอบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด จัดทำออกมาเป็นหนังสือ “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า” ซึ่งมีทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ เรื่องพญามาร เรื่องยักษ์กินคน เรื่องช้างตกมัน เรื่องมหาโจรองคุลิมาร เรื่องสาวงามเจ้าเล่ห์ เรื่องปราชญ์ต่างลัทธิ เรื่องพญานาคมากฤทธิ์ และเรื่องพรหมผู้หลงผิด
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
จุดเด่นของหนังสือนิทานธรรมะชุดนี้ คือ ทุกเล่มมีการวาดภาพประกอบอย่างสวยงามทำให้น่าอ่าน และในหน้าสุดท้ายจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธรูปปางต่างๆ และข้อธรรมะที่ปรากฏในนิทานเรื่องนั้น เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองได้ทบทวนสรุปข้อธรรมะให้บุตร-หลาน ฟังย้ำให้เข้าใจดีขึ้น หลังจากเล่านิทานจบแล้ว
โดย ผู้จัดการออนไลน์
วันพุธ ที่ 14 มีนาคม 2550
อาจารย์อุทมพร มุลพรม
ธรรมะนั้นมีคุณูปการยิ่งต่อคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะวัยเด็กเนื่องด้วยเป็นวัยที่พัฒนาการเรียนรู้และซึมซับได้เร็ว ดังนั้นสิ่งสำคัญคือผู้ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวให้แก่เขา นอกจากพ่อแม่ที่ใกล้ชิดที่สุดแล้วคงจะหนีไม่พ้นครูผู้สอนที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สอง อาจารย์อุทมพร มุลพรม อดีตอาจารย์โรงเรียนบางมดวิทยา ซึ่งถือเป็นคุณครูต้นแบบวิชาพุทธศาสนาผู้ทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้นเล่าว่าหน้าที่ของครูคือการให้การศึกษาแก่ลูกศิษย์ แต่ครูต้องมีความรู้และเข้าใจถึงเรื่องที่จะสอนอย่างถ่องแท้เสียก่อนจึงจะไปสอนให้เด็กเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้ อย่างเช่นวิชาพระพุทธศาสนา ส่วนตัวพอได้รับหน้าที่ให้สอนในวิชาพระพุทธศาสนาจึงมองว่าตนควรปฏิบัติให้ได้เสียก่อนจึงจะไปสอนเด็กได้ โดยเริ่มจากการถือศีล 5 ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพุทธศาสนิกชนที่สุด แล้วจึงค่อยๆไต่เต้าทำไปทีละขั้นตอนกระทั่งสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเคร่งครัดตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ริสรวล อร่ามเจริญ
นอกจากการยึดถือตามแนวทางพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว สิ่งที่จะทำให้นักเรียนหันมาใส่ใจวิชาพุทธศาสนาอย่างจริงจังนั่นคือสื่อการเรียนการสอน ซึ่งตนได้คิดค้นสื่อต่างๆขึ้นมา และสามารถเบนความสนใจของลูกศิษย์จากที่เป็นวิชาที่น่าเบื่อ จนกลายเป็นวิชาที่เด็กทุกคนชื่นชอบเพราะธรรมะสำหรับเด็กแล้วต้องเป็นเรื่องง่ายๆ ตามความต้องการของวัย เหมือนอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นสิ่งที่บริโภคง่าย แล้วยังต้องสนุก เร้าใจ
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
“เมื่อก่อนครูต้องคิดริเริ่มผลิตสื่อขึ้นมาเองสำหรับสอนเด็ก เพื่อทำให้เด็กเห็นภาพและเกิดจินตนาการ ทำให้เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะการนำธรรมะเข้ามาสอนเด็กต้องมีสื่อจับต้องได้เป็นรูปธรรม ครูต้องคลุกคลีและพยายามแทรกเข้าไปในโลกของเด็ก ซึ่งเด็กจำเป็นต้องเรียนพุทธศาสนาให้มาก เหมือนบ้านที่ต้องตอกเสาเข็ม ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูที่จะปลูกกล้าเล็กๆ เหล่านี้ ต้องสอนพุทธศาสนาให้เกิดการนำไปขบคิด หากคนเราไม่สนใจศาสนาที่นับถือ ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวิบัติแน่ เด็กวันนี้เป็นผู้ใหญ่วันหน้า ส่วนผู้ใหญ่กลายเป็นผี จึงต้องปลูกฝังให้เด็กเยาวชนเป็นคนดี เชื่อแน่ว่าถ้าทุกคนช่วยกันสักวันหนึ่งคงถึงเส้นชัย ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันสอนพุทธศาสนา สอนคุณธรรม ให้เขาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ” ด้านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี วัดเบญจมบพิตรบอกว่าธรรมะเปรียบสะเหมือนสะพานที่ทำให้เด็กก้าวจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งที่ไม่ดีไปสู่ฝั่งที่ดีกว่า รวมไปถึงการเป็นราวสะพานให้สามารถก้ามข้ามไปถึงฝั่งหมายโดยสวัสดิ์ภาพ ซึ่งการปฏิบัติธรรมะนั้นถือเป็นเรื่องที่สวนทางกับกิเลสเพราะกิเลสเป็นสิ่งที่มีติดตัวกับมนุษย์ทุกคน ดังนั้นถ้าเราสามารถปฏิบัติธรรมะได้ง่ายๆ ทุกวันนี้คงมีพระอรหันต์เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ฉะนั้นหากเราสามารถเดินสวนทางกับกิเลสกระทั่งเกิดความเคยชินก็จะทำให้เกิดการดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะการเริ่มปลูกฝังธรรมะให้แก่เด็กๆนั้นถือเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าเด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยจะซึมซับได้เร็วและติดตัวไปจนโต แต่การสอนคุณธรรมให้แก่เด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่นั้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่าย นั่นเพราะปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุนานาประการเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งท่าน ว.วชิรเมธีให้มุมมองที่ชวนคิดและปฏิบัติตามว่าเรื่องราวของพุทธศาสนาจะเป็นกุศโลบายที่ทำให้เด็กเข้าถึงหลักธรรมและคุณธรรมได้อย่างแยบยลที่สุดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีล้าสมัยและสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสงบสุขได้ แต่สิ่งสำคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นต้องมียุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนการสู้รบในลักษณะการตั้งกองทัพหลวงจะตีที่ไหนก่อนก็มีสิทธิ์ชนะ ทุกวันนี้หลายหน่วยงานต่างคนต่างทำมันก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นอันดับแรกที่ต้องทำคือการวางยุทธศาสตร์
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
“สำหรับเด็กควรเริ่มปลูกฝังให้เขาตั้งแต่ระดับอนุบาล แต่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วสอนว่าต้องปลูกฝังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เราจะปลูกฝังอะไรให้เด็กควรหันมาสนใจว่าจะให้อะไรแก่เขาบ้างต้องคำนึงถึงให้มากเพื่อเด็กจะได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมะที่เจริญงอกงามต่อไป ขึ้นชื่อว่าเด็กแล้วไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเราก็สามารถสอนให้เขาเป็นคนดีได้ คนที่มืดที่สุด ต่ำที่สุดเมื่อได้พบกับธรรมะก็สามารถพบกับทางสว่างได้เสมอ ดังนั้นหากจะสร้างคนอย่าได้สร้างให้เขาเป็นแค่คนร่ำรวยเพราะอาจยิ่งเป็นหนทางฉุดให้โลกต่ำลงได้ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่คำตอบที่โลกต้องการ ฉะนั้นควรสร้างคนดีถึงจะช่วยสร้างโลกได้”
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
แน่นอนว่าสื่อที่สามารถเข้าถึงตัวเด็กได้ง่ายที่สุดก็คือของเล่น รวมไปถึงการเล่านิทาน ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆชื่นชอบกันทั้งสิ้น ซึ่งริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัดในฐานะผู้ผลิตและจำหน่าย หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”บอกกับเราถึงที่มาของหนังสือชุดนี้ว่า มีความตั้งใจที่จะจัดทำหนังสือนิทานธรรมะสำหรับเด็กมานานแล้ว จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ให้นำบทสวดมนต์คาถาพาหุง ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “พุทธชัยมงคลคาถา” ซึ่งเป็นคาถาที่ว่าด้วยชัยชนะอันเป็นมงคลทั้งแปดประการของพระพุทธเจ้าที่มีต่อมนุษย์และอมนุษย์มาแปลงเป็นเนื้อหานิทานธรรมะเพราะเป็นบทสวดมนต์ที่มีคุณค่าและจะช่วยส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี จึงได้แปลบทสวดมนต์เป็นภาษาที่ใช้สำหรับหนังสือนิทาน พร้อมเขียนภาพประกอบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด จัดทำออกมาเป็นหนังสือ “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า” ซึ่งมีทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ เรื่องพญามาร เรื่องยักษ์กินคน เรื่องช้างตกมัน เรื่องมหาโจรองคุลิมาร เรื่องสาวงามเจ้าเล่ห์ เรื่องปราชญ์ต่างลัทธิ เรื่องพญานาคมากฤทธิ์ และเรื่องพรหมผู้หลงผิด
หนังสือนิทาน “ชุด การผจญภัยของพระพุทธเจ้า”
จุดเด่นของหนังสือนิทานธรรมะชุดนี้ คือ ทุกเล่มมีการวาดภาพประกอบอย่างสวยงามทำให้น่าอ่าน และในหน้าสุดท้ายจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธรูปปางต่างๆ และข้อธรรมะที่ปรากฏในนิทานเรื่องนั้น เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองได้ทบทวนสรุปข้อธรรมะให้บุตร-หลาน ฟังย้ำให้เข้าใจดีขึ้น หลังจากเล่านิทานจบแล้ว
โดย ผู้จัดการออนไลน์
วันพุธ ที่ 14 มีนาคม 2550
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)