วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Google เศกหน้าเว็บไซต์ให้เป็นเว็บภาษาไทยได้แล้ว

Google ได้พัฒนา Google Translate เพื่อรองรับภาษาไทยแล้ว โดยสามารถแปลจากภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ เป็นภาษาไทย และแปลจากภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ และสามารถแปลได้รูปแบบของข้อความและเว็บไซต์ โดยเข้าเว็บไซต์ http:/www.google.com/translate ซึ่งสามารถใช้แปลข้อความและเว็บไซต์ โดยการป้อนข้อความหรือ URL ของหน้าเว็บที่ต้องการแปล
อย่างเช่นเว็บไซต์ BBC ก็นำ URL ลงในช่องป้อนข้อความ Google ก็จะแปลหน้าเว็บไซต์ให้ทั้งหน้า
หรือไม่เช่นนั้น เข้าไปหน้าเว็บไซต์ Google แล้วเสิร์ชคำว่า BBC หรือชื่อเว็บไซต์ใดที่เป็นภาษาอังกฤษ แล้วลองหาคำว่า “แปลหน้านี้” เมื่อคลิก Google ก็จะโชว์หน้าเว็บไซต์นั้นๆเป็นภาษาไทย
แต่เท่าที่สังเกตดูที่ Google แปลเป็นภาษาไทยนั้น ยังไม่เป็นประโยคอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่าใดนัก ซึ่งทำให้เพียงประกอบในการหาศัพท์เท่านั้น ซึ่งคงจะต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษบ้างพอสมควร แต่ก็มีประโยชน์ทำให้ได้รับทราบข่าวสารข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การใช้หลักภาษาไทยกับการทำ SEO โปรโมทเว็บไซต์สร้างเงินล้านฝ่าวิกฤติ

เห็นหัวข้อนี้แล้วหลายคนคงจะคิดว่าเขียนผิดหรือเปล่า น่าจะเป็นคำว่า CEO มากกว่า เพราะก่อนหน้านี้คำว่า CEO ดังมากโดยเฉพาะในยุคที่คนเชื่อทักษิณเป็นนายกฯ ไม่ผิดหรอกครับคำว่า SEO นี้ถูกต้องแล้ว แต่ก็คงมีคนสงสัยอีกต่อไปว่า แล้วมันเกี่ยวข้ออะไรกับการใช้หลักภาษาไทย...เป็นงง
ยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคไซเบอร์คำว่า SEO มีส่วนสำคัญยิ่ง สามารถสร้างความเจริญก้าวหน้า สร้างรายได้ สร้างออเดอร์ คำสั่งซื้อสิ้นค้าเข้ามามากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อโลกประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ ธุรกิจออนไลน์จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก ทางตรงกันข้าสามารถสร้างรายได้มหาศาลเช่นกัน และสิ่งที่เป็นตัวเชื่อมต้านธุรกิจออนไลน์นั้นก็คือเว็บไซต์
บริษัทใดทำเว็บไซต์บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า แม้นว่ารูปของเว็บไซต์จะสวยงามเพียงใด หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆก็จะกลายเป็นเว็บไซต์ร้างในไม่ช้า หรือหากจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านหรือโปรโมทสื่อต่างๆบ้าง ก็คงจะไม่เข้าถึงลูกค้าเท่าใดนัก ดังนั้น จุดตรงนี้เองที่การทำ SEO จะต้องเข้ามามีส่วนช่วย แต่ความจริงแล้วการทำ SEO จะเข้ามามีส่วนช่วยตั้งแต่เริ่มคิดที่จะสร้างเว็บไซต์เลยทีเดียว เพราะการเริ่มต้นที่ถูกหลัก SEO แล้วย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งที่กล่าวมายืดยาวนี้คงจะไม่เห็นแนวทางเลยใช่หรือไม่ว่า การทำ SEO นี้วิเศษวิโสตรงไหนนะ
การทำ SEO วิเศษตรงที่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาหาข้อมูลจะต้องมีการค้นหาหรือเสิร์ช เอนจิน (search engine) ผ่านเว็บไซต์กูเกิล ที่ครองสถิติการเสิร์ชที่มากที่สุด ถ้าหากลูกค้าเสิร์ชพบข้อมูลบริษัทเราอยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์กูเกิลและอยู่อันดับต้นๆหรืออันดับแรกยิ่งดี โอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์เราก็จะมีสูง ดังนั้นโอกาสที่ลูกค้าจะสั่งซื้อสิ้นค้าก็ย่อมจะมีสูงตามมา เห็นหรือยังว่าการทำ SEO วิเศษตรงนี้นี่เอง
ความดีของการทำ SEO ไม่ใช่มีเพียงการเข้าไปหาข้อมูลของลูกค้าหรือผู้ต้องการหาข้อมูลเท่านั้น เจ้าของเว็บไซต์เองยังมีโอกาสที่จะมีรายได้จากการนำโฆษณาของกูเกิลมาติดไว้ เมื่อลูกค้าหรือผู้ต้องการหาข้อมูลเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราและมีการคลิกเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากลิ้งค์ของเป็นข้อความหรือฝ้ายโฆษณาของกูเกิล ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อหาของโฆษณานั้น
โฆษณาของกูเกิลดังกล่าวหรือเรียกว่า กูเกิลแอดเซนส์ เพราะตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2551 ที่ผ่านมาจะเห็น โฆษณาของกูเกิลที่เรียกว่า กูเกิลแอดเซนส์ นี้แปะตามเว็บไซต์ต่างๆมากมายเฉพาะอย่างเช่นเว็บไซต์
http://www.mhanation.net ก็ได้นำมาแปะเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ต้องมีการศึกษาอยู่พอสมควร
เมื่อการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของเราดีอย่างนี้แล้ววิธีการทำ SEO เป็นอย่างไร ก็ไม่ยาก ถ้ามีเงินหน่อยก็จ้างคนที่เขาทำ SEO มาทำให้กับเว็บไซต์ของเรา แต่จากการสำรวจขั้นต่ำก็ 5 พันบาทมากถึงหลักแสนหลักล้านขึ้นอยู่กับความยากและคู่แข่งหรือจะปรึกษาผู้เขียนก็ได้นะ...อิอิที่
http://www.mhanation.net
แต่หากไม่ต้องการจะเสียเงินขนาดนั้นก็ต้องเรียนและก็ทำเอง อย่างเว็บไซต์http://www.mhanation.net ของผู้เขียนนี้ ก็เรียนเองทำเองจ่ายค่าโดเมนแต่โฮติ้งยิงเป็น ของฟรี อยู่ซึ่งก็ไม่ตรงกับการทำ SEO เพราะการทำ SEO ไม่ค่อยชอบของฟรี ชอบของส่วนตัวมากกว่าหากคิดจะเรียนเองทำเองก็ไม่ยากเข้าไปหาข้อมูลในกูเกิลแล้วพิมพ์คำว่า SEO ก็คงเป็นแนวทางทำได้
เริ่มจาก อันดับแรก เลยก็คือเราจะต้องมีข้อมูลหรือสินค้าที่คิดว่าจะสามารถแข่งขันกับคนหรือเขาได้ เพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการทำเว็บ
อันดับที่สองก็คือการตั้งชื่อเว็บหรือการจดชื่อโดเมน ก็จะต้องให้สอดคล้องกับตัวสินค้าและเป็นที่น่าสนใจ ต่อจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการหาที่จดโดเมนและโฮสติ้งตรงนี้และที่บอกว่าไม่ควรจะใช้ของฟรีเพราะจะมีเงื่อนไขยุ่งยากมากมายสู้จ่ายเงินเป็นของตัวเองเลยจะดีกว่าเบื้องต้องก็คงไม่มากประมาณ 2 พันบาท
อันดับที่สามก็คือการทำเว็บไซต์ก็มีสองทางก็คือทำเองหรือจ้างเขาทำ ซึ่งก็อย่างที่บอกหน้าตาเว็บไซต์ไม่ต้องวิจิตรอะไรมากเอาเพียงพื้นๆก็พอ เพราะ เสิร์ช เอนจิน ของกูเกิลชอบเพียงเรียบง่ายหรือไม่ต้องมีดีไซน์ซับซ้อนหรือมีกราฟฟิคอะไรมาก แต่ต้องให้สอดคล้องกับการทำ SEO
เริ่มตั้งแต่โครงสร้างเว็บและข้อมูลภายในเว็บ โครงสร้างเว็บนั้นจะเกี่ยวข้องกับเทคนิคการเขียนเว็บ การตั้งชื่อไฟล์ข้อมูลทั้งเรื่องและภาพ ส่วนข้อมูลภายในเว็บนั้นความรู้เกี่ยวกับการหาคีย์เวิร์ดหรือคำทองเข้ามาประกอบในเนื้อหาของข้อมูลที่จะทำให้คนเสิร์ชค้นหาเข้ามาที่เว็บเรามากที่สุดจุดตรงนี้ก็ต้องศึกษาและทดลองทำพอสมควร
อันดันที่สี่ คือการโปรโมทประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักเข้ามาชมเว็บไซต์เรา ซึ่งตรงนี้นี่เองการทำ SEO จะเข้ามามีส่วนอย่างมาก เมื่อเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดหรือคำทองอยู่แล้วถ้าไม่ทำ SEO ก็อาจจะไม่ติดอันดับในหน้าเว็บกูเกิลก็เป็นได้ จะต้องทำมากกว่านี้ นอกจากการแลกลิ้งค์ ฝากลิ้งค์ และสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำก็คือการทำแอดเวิร์ด ตรงนี้เองจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับกูเกิลบ้าง เพราะของทุกอย่างไม่มีได้มาฟรีๆหากต้องการผลเลิศ ก็ต้องไปศึกษาอีกว่าการทำ แอดเวิร์ด อย่างไร
เท่านี้ก็คงจะเป็นแนวทางได้ว่าการทำ SEO ดีอย่างไร หากต้องการจะมีความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น
สมัครด่วนที่งาน Thailand eBusiness Summit วันเสาร์ที่ 21 ก.พ.นี้ ตามลิ้งค์
แล้วทีนี้หลักภาษาไทยมีส่วนสำคัญอย่างไรกับการทำ SEO จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นการเสิร์ช ค้นหาคำหรือคีย์เวิร์ดที่จะเป็นแรงจูงใจหรือเป็นคำนิยมเสิร์ชค้นหานั้นมากที่สุดคือคำอะไร จุดตรงนี้นี่เองจะต้องนำหลักภาษาไทยเข้ามาจับ แน่นอนแม้นว่า กูเกิล จะมีเครื่องมีในการหาคีย์เวิร์ดที่คนนิยมนิยมเสิร์ชค้นหาให้แล้วก็ตาม แต่คนที่สร้างข้อมูลมีความรู้ในหลักภาษาไทยด้วยแล้วก็จะมีส่วนช่วยอีกทางหนึ่ง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลักภาษาไทยนั้นมีส่วนสำคัญยิงในการทำ SEO เชื่อแน่ว่าครูภาษาไทยหากมีความรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ประโยชน์ของการทำ SEO เข้ามาประยุกต์ในบทการเรียนการสอนภาษาไทย ก็จะทำให้ชั่วโมงการเรียนการสอนภาษาไทยไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน
คงจะทำให้นักเรียนนักศึกษามองเห็นช่องทางและคุณค่าของหลักภาษาไทยมากขึ้นเลยทีเดียว ต่อไปนี้คงจะไม่มองเห็นประโยชน์ของหลักภาษาไทยเพียงแค่การเขียนจดหมาย อีเมลล์ เขียนบทความ แต่งเพลงหรือบทละคร เพราะต่อไปนี้นักเรียนนักศึกษาหรือบุคคลทั่วไปไม่คิดเพียงแค่จะศึกษาอ่านข้อมูลหรือผลงานของคนอื่นเท่านั้น ทำให้เกิดแนวความคิดที่จะสร้างผลงานของตัวเองขึ้นมาแล้วสร้างมูลค่าและราคาของผลงานนั้นแปรสภาพให้เป็นเงินหรือเสียกว่าการขายตัวผ่านทางเว็บไซต์ hi5 เสียอีก โดยนำหลักภาษาไทยออกมากลั่นให้เป็นคีย์เวิร์ดหรือคำทอง กระจายออกไปในโลกไซเบอร์ผ่านทางเว็บไซต์หรือบล็อก
จะเห็นได้ว่า กูเกิลที่มีอิทธิพลและสร้างธุรกิจเว็บไซต์เสิร์ช เอนจิน ก็เพราะการนำคีย์เวิร์ดหรือคำทองมาเป็นกระบวนการในการสร้างธุรกิจผ่านทาง กูเกิลแอดเซนส์ และ แอดเวิร์ด เป็นต้น สร้างมูลค่าเพิ่มในโลกธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง และมีมูลค่าทางธุรกิจมากว่าคนที่ขายหุ้น 7.2 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีให้กับรัฐแม้นแต่บาทเดียวเสียวอีก

http://www.mhanation.net รายงาน

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คลิปแมนฯยูชนะเวสแฮม1-0 กิ๊กยิงนาทีที่ 62

ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด กลับขึ้นมานำจ่าฝูงศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษอีกครั้ง หลังจากบุกไปชนะ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม 1-0 กิ๊กยิงนาทีที่ 62 มี (คลิป) ให้ดู ขณะที่สเปอร์เสมออาเซนอล 0-0 คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

หงส์พลิกชนะปอมปีย์3-2ตอร์เรสฮีโร่

หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กลับขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก เมืองผู้ดี เมื่อบุกชนะ "ปอมปีย์" ปอร์ทสมัธ ในคืนที่ผ่านมา 3-2 โดย ตอร์เรส ประตูที่ 3 ได้ในนาทีที่ 91 ดู คลิป

ส่วนคู่อื่นๆมีผลดังนี้
Manchester C. 1 - 0 Middlesbrough

Blackburn R. 0 - 2 Aston Villa

Chelsea 0 - 0 Hull C.

Everton 3 - 0 Bolton W.

Sunderland 2 - 0 Stoke C.

West Bromwich A. 2 - 3 Newcastle U.

Wigan Athletic 0 - 0 Fulham

สมัครด่วนงาน Thailand eBusiness Summit

เริ่มเปิดสมัครเข้าร่วมงาน งาน Thailan d eBusiness Summit แล้ว ซึ่งเป็นงานสำหรับนักธุรกิจออนไลน์ทุกคน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำ Affiliate การทำ SEO การทำ Hotel Affiliate Program และ การทำ Google AdSense ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 08.45 - 17.00 น. ครับ ที่ ณ ห้องบัวหลวง ชั้น30 ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่สีลม
มี 2 ภาค โดยภาคเช้าสมัครที่ http://www.bangkokbank.com/Bangkok+Bank+Thai/Personal+Banking/Whats+new/eBusiness_Summit+II.htm ส่วนภาคบ่ายสมัครที่ http://www.infogination.com/course/thailand-ebusiness-summit-ii-ebusiness-trend-2009

สนใจก็เข้าไปสมัครตามลิงค์ดังกล่าว

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ต่างชาติกับที่ดินไทย: ไม่ใช่ตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ

เรามักมีความคิดที่จะให้ต่างชาติซื้อที่ดิน ซื้อห้องชุด 100% หรือให้เช่าที่ดิน 99 ปีไปเลย นัยว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่เป็นข้อคิดที่เป็นจริงหรือไม่เพียงใด เราลองมาตรองดู
แต่อันที่จริง การที่มีต่างชาติมาลงทุนซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่นในบ้านเรา ถึงแม้จะเป็นการเก็งกำไร แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ประเทศเรามีอนาคต มีสิ่งดีที่พวกเขาสนใจมาลงทุน ไม่เช่นนั้นคงไม่มา แต่เราควรให้ต่างชาติมาลงทุนในกรณีนี้หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ประสบการณ์ต่างประเทศ
ผมได้ส่ง email ไปสอบถามผู้รู้ซึ่งเป็นเพื่อนผมในประเทศต่าง ๆ โดยเริ่มต้นที่ประเทศพี่เบิ้มคือ สหรัฐอเมริกา นายซิรินซิออน (Mr.John Cirincione) <3> ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินให้กับกิจการของรัฐ กล่าวว่า ในสหรัฐอเมริกาแทบไม่มีข้อจำกัดในการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยคนต่างชาติ มีชาวญี่ปุ่น ยุโรป ตะวันออกกลาง และอื่น ๆ ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์กันมากมายในประเทศนี้ ถึงขนาดมีการตั้งสมาคมนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ ( www.afire.org ) ด้วยซ้ำ
.
ที่ แคนาดา ก็คล้ายคลึงกัน โดย นายลอ (Mr.Kenneth Lau) <4> ผู้บริหารประจำภูมิภาคของสำนักงานประเมินค่าทรัพย์สินของรัฐ ให้ข้อมูลว่าชาวต่างชาติสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ เพียงแต่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย นอกจากนี้ยังสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ผ่านการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
.
สำหรับใน ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เช่นกัน ศ.คูเปอร์ (Prof.John M. Cooper) <5> อดีตผู้เชี่ยวชาญที่มาประจำการในไทยถึง 5 ปี กล่าวว่า ออสเตรเลียก็ไม่มีข้อจำกัดในการครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยคนต่างชาติ (ยกเว้นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์) แต่สำหรับทรัพย์สินที่มีราคาสูงเป็นพิเศษ ผู้ซื้อต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างชาติ (www.firb.gov.auj) ซึ่งโดยมาก 99% มักได้รับอนุมัติ
.
ในประเทศ อังกฤษ นายแซนเดอร์สัน (Mr.Paul Sanderson) <6> ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานกลางประเมินค่าทรัพย์สิน ก็กล่าวว่าอังกฤษไม่มีข้อจำกัดใด แต่ต้องดำเนินการซื้อ / ขายอย่างโปร่งใสตามพิธีการ เพื่อป้องกันการฟอกเงิน หรือกิจกรรมอื่นที่เข้าข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
.
ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่ทันสมัยอย่าง สิงคโปร์ นั้น นายฟู่ (Mr.Jeffrey Foo) <7> อดีตนายกสมาคมตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า ชาวต่างชาติสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ส่วนกรณีที่ดิน ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล และซื้อได้ในขนาดไม่เกิน 348 ตรว . ยกเว้นที่เกาะเซ็นโตซ่า ที่มีการถมทะเลมาจัดสรรที่ดินเป็นรีสอร์ทหรู ชาวต่างชาติสามารถซื้อที่ดินได้ในขนาดใหญ่กว่านี้
.
ส่วนประเทศ เวียตนาม ซึ่งเป็นรัฐสังคมนิยม นายทวน (Mr.Ngoc-Tuan Dao, ชาวเวียตนามนิยมให้เรียกชื่อหลังของชื่อตัว ) <8> นักกฎหมายและรองผู้อำนวยการฝายฝึกอบรมของรัฐวิสาหกิจประเมินค่าทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนามกล่าวว่า ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อที่ดิน แต่สามารถเช่าที่ดินได้ในโครงการพัฒนาที่ดินที่ทางราชการกำหนด
.
ในราชอาณาจักร กัมพูชา นายนง (Mr.Nong Piseth) <9> ผู้อำนวยการกองประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ชาวต่างชาติไม่สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา แต่สามารถเช่าได้ในระยะเวลา 70 ปี (ต่ออายุได้อีก หากเจ้าของยินยม) นอกจากนี้ยังไม่จำกัดในการนำเงินเข้าออกประเทศอีกด้วย
.
.
ประมวลภาพรวมในต่างประเทศ
จะเห็นได้ว่าประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ไม่ห่วงการลงทุนต่างชาติในประเทศตน อย่างกรณีสหรัฐอเมริกา มีขนาดที่ดินใหญ่กว่าไทยถึง 18 เท่า มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทยถึง 22 เท่า <10> จะไปกลัวนักลงทุนต่างชาติทำไม ก็คงคล้าย ๆ กรณีไทยกับลาว เราคงไม่กลัวเศรษฐีลาวมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ถ้าไม่ใช่ประเด็นการเมือง นักลงทุนลาวมาซื้อเท่าไหร่ ไทยก็ไม่สะเทือน ส่วนกรณีอังกฤษก็คล้ายกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น แม้เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก แต่ทรัพย์สินราคาแพงระยับ เศรษฐีต่างชาติคงไม่มีสิทธิกลืนประเทศอังกฤษเป็นแน่แท้
.
สำหรับประเทศในแถบนี้คือสิงคโปร์นั้น เขาให้ซื้อแต่อาคารชุดพักอาศัยและพาณิชยกรรม ส่วนที่ดินก็แทบจะถือว่าไม่ให้ซื้อก็ว่าได้ และราคาที่ดินเช่นที่เกาะเซ็นโตซ่าก็ตกตารางวาละถึง 410,000 บาท <11> ส่วนประเทศเวียตนามและกัมพูชาที่ล้าหลังกว่าไทย ก็ยังไม่อนุญาตให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ต่างชาติก็แห่กันไปลงทุนโดยไม่ยี่หระใดๆ
.
.
ไม่ต้องล่อด้วยกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ผมจำได้ว่าสมัยก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 สิงคโปร์อนุญาตให้คนต่างชาติซื้อห้องชุดได้ตั้งแต่ชั้น 5 ขึ้นไป ชั้นล่าง ๆ ห้ามซื้อ (สงสัยกลัวถูกยกไปทั้งแท่ง .. ฮา) แต่พอเกิดวิกฤติ ก็ให้ซื้อได้หมด เพื่อหวังจูงใจให้มาลงทุน (ขอให้มาเถอะ จะอดตายอยู่แล้ว) ประเทศทุนนิยมทุกประเทศในภาคพื้นเอเซียอาคเนย์ทั้งไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ต่างผ่อนคลายกฎหมายให้ต่างชาติสามารถซื้อห้องชุดได้ และสามารถซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยได้ โปรดดูรายละเอียดจากกรมที่ดิน <12>
.
แต่ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540-2543 แทบไม่มีต่างชาติรายใดมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2542-5 มีต่างชาติมาซื้อห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพียง 5,465 ล้านบาท หรือประมาณ 1.2% ของอาคารชุดทั้งหมดในเขตดังกล่าว <13> จนสุดท้ายเมื่อปี 2547 จึงยกเลิกให้ต่างชาติซื้อห้องชุด 100% เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนต่างชาติซื้อ <14> ยกเว้นที่ซื้อในราคาถูก ๆ แบบ " ขายยกเข่ง " อย่างกรณี ปรส. เท่านั้น และที่ต่างชาติไม่มาซื้อก็เพราะว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ซื้อไปราคาก็ไม่ขึ้น ( แถมอาจตกต่ำลงเสียอีก ) ผิดกับช่วงก่อนหน้านั้น ราคาขึ้นเร็วกว่าเงินฝากเสียอีก จึงทำให้ต่างชาติมาซื้อบ้าน ที่ดิน และห้องชุดเก็งกำไรกันมากมาย ( อย่างผิดกฎหมาย – ผ่านคนรู้จัก ) ทั้งที่ช่วงนั้นไทยไม่ได้ยอมให้ต่างชาติซื้อแต่อย่างใด
.
ในทางตรงกันข้าม ประเทศสังคมนิยม เช่น จีน เวียตนามและกัมพูชา เขาไม่อนุญาตให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ ให้แต่เช่าระยะยาว แต่ก็มีต่างชาติไปลงทุนประเทศเหล่านั้นก้นมหาศาล นี่แสดงชัดเจนว่า การ " ล่อ " ด้วยการถือครองที่ดิน ไม่ใช่ประเด็นเสียแล้ว แนวคิดการให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ จึงควรทบทวน
.
.
อย่าเข้าใจผิด
มีบางคนบอกว่า นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติลงทุนในยุโรปตะวันออกมหาศาลกว่าการซื้อขายภายในประเทศเสียอีก อันนี้เป็นความเข้าใจผิด หลักพื้นฐานของอสังหาริมทรัพย์ (real estate) ก็คือ อสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องของการใช้สอยภายในประเทศเป็นสำคัญ นักลงทุนต่างชาติเขาแค่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่โดดเด่น (prime) เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนน้อย อสังหาริมทรัพย์หลักในประเทศส่วนใหญ่คือที่อยู่อาศัยถึง 90%
.
ยกตัวอย่างกรณีประเทศไทย มีบ้านทั้งหมดประมาณ 20,089,221 หน่วย <15> หากบ้านหน่วยหนี่งมีราคาเฉลี่ย 815,789 บาท <16> มูลค่าที่อยู่อาศัยในประเทศจะมีสูงถึง 16,389 พันล้านบาท หรือสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ณ ราคาตลาด ปี 2550 ซึ่งมีมูลค่า 8,493 พันล้านบาท <17> ถึง 2 เท่า ขณะที่มูลค่าการลงทุนของต่างชาติโดยรวมตามการส่งเสริมการลงทุนในปี 2551 มีมูลค่าเพียง 746.667 พันล้านบาท <18> หรือ 4.6% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเท่านั้น)
.
ยิ่งกว่านั้นหากพิจารณาว่าการลงทุนของต่างชาตินั้นแม้จะประกอบไปด้วยเครื่องจักร บุคลากร เงิน และอสังหาริมทรัพย์ แต่เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน โรงงานหรือสถานประกอบการ) เป็นเพียงปัจจัยการผลิตไม่ถึง 10% ของการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่มาลงทุนด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วไป นอกจากนี้ช่วงชีวิตของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ มีอายุประมาณ 5-20 ปี เป็นสำคัญ จึงไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน
.
.
ส่งเสริมการลงทุนต่างชาติให้ถูกทาง
ความจริงประเทศไทยเติบโตและมั่งคั่งจนถึงวันนี้ได้ ก็เพราะการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment, FDI) โดยแท้ โดยเฉพาะการลงทุนของญี่ปุ่นภายหลังข้อตกลง Plaza Accord <19> ในปี 2528 ที่ประเทศยักษ์ใหญ่ตกลงร่วมกันแทรกแซงค่าเงินสหรัฐอเมริกาให้อ่อนค่าลงและทำให้ค่าเงินเยนแช็งขึ้น ญี่ปุ่นก็ไม่อาจส่งสินค้าไปขายในสหรัฐอเมริกาได้สะดวก จึงทำให้เกิดการลงทุนของญี่ปุ่นไปทั่วเอเซียทางด้านอุตสาหกรรมเพื่อส่งไปขายยังยุโรปและสหรัฐอเมริกาแทนการผลิตในญี่ปุ่นเอง และทำให้ญี่ปุ่นสามารถไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก เพราะค่าเงินแข็งขึ้นจาก 240 เยนต่อดอลลาร์เป็นประมาณ 120 เยนภายในเวลา 2 ปี
.
อย่างไรก็ตาม FDI ควรจะมุ่งเน้นในด้าน การลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งหลายเพื่อการส่งออก โดยเราไทยอาจให้ใช้ที่ดินฟรีหรือเช่าที่ดินในราคาต่ำเพื่อจูงใจให้มาลงทุนด้วยซ้ำไป โดยหวังผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงานเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังควรให้มาลงทุนในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ (mega-projects) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
.
ส่วนการลงทุนด้านพัฒนาที่ดินไม่จำเป็นต้องส่งเสริม ถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถทำได้โดยเฉพาะในการซื้ออาคารชุดพักอาศัย เพราะหากประเทศไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ต่างชาติก็ย่อมจะมาซื้อทรัพย์สินเอง ส่วนการทำตัวเป็นนักพัฒนาที่ดินโดยนักลงทุนต่างชาติก็สามารถทำได้ การแข่งขันกับนายทุนไทยจึงอาจเกิดขึ้น อาจมีเสียงไม่พอใจจากนายทุนไทยบ้าง แต่ก็คงต้องปล่อยไปเพราะการแข่งขันจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และรัฐบาลพึงยึดผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพียงแต่รัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้เกิดการครอบงำตลาดหรือกรณีฉ้อฉลอื่น
.
.
ที่ดินไม่จำเป็นต้องขายต่างชาติ
ในความเป็นจริงแล้วที่ดินไทย ไม่จำเป็นต้องขายใคร ไม่ผิดกติกาสากล เพราะนักลงทุนต่างชาติมีลู่ทางอื่นมากมายในการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง ถอนทุนง่าย เร็ว และซับซ้อนน้อยกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์เสียอีก เช่น การซื้อหุ้น พันธบัตร การลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ในการเจรจา FTA ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้ใครในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินอยู่แล้ว
.
การที่ต่างชาติมาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด เป็นเพียงการทำธุรกิจของกลุ่มนายหน้าข้ามชาติหรือเจ้าของที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่หาผลประโยชน์จากการนี้มากกว่า ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ในปัจจุบันมีกรณีที่ชาวต่างชาติมา " ยึด " ที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งภูเก็ตและสมุย กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะการฉ้อฉลร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวบ้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรเร่งดำเนินการแก้ไขก่อนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่โตในอนาคต
.
ลองตรองให้รอบด้านนะครับ

ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

เอนฟาฯจัดทริปมหัศจรรย์พัฒนาการลูกน้อยสู่อัจฉริยะ

เอนฟา สมาร์ท คลับ คลับเพื่อยอดคุณแม่และอัจฉริยะตัวน้อย จัดกิจกรรมสัมมนามหัศจรรย์แห่งพัฒนาการ ครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่องาน Enfa A+ Miracle Trip การเดินทางสู่งานสัมมนามหัศจรรย์แห่งพัฒนาการ A+ เพื่อการพัฒนาลูกน้อยสู่ความเป็นอัจฉริยะ โดยในการเสวนาครั้งนี้ เอนฟา สมาร์ท คลับ นำสมาชิกครอบครัวอัจฉริยะจำนวน 30 ครอบครัว มุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “เอนฟา รหัสอัจฉริยะ พัฒนาลูกน้อยสู่ความเป็นอัจฉริยะ”
สำหรับการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่และอัจฉริยะตัวน้อยจะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของลูกน้อย ผ่านกิจกรรมที่จะช่วยสร้างให้ลูกเป็นอัจฉริยภาพที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะในช่วง 1,365 วันแรกหรือ 3 ขวบปีแรก ซึ่งถือเป็นโอกาสเดียวของชีวิตที่สมองของลูกน้อยจะมีพัฒนาการสูงสุด จึงเป็นโอกาสเดียวที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพสมองอย่างเต็มระบบด้วย “เอนฟา รหัสอัจฉริยะ” ซึ่งประกอบไปด้วย Smart Nutrition คุณค่าอาหารเพื่อการพัฒนาสมองและกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมได้แก่ Smart Symphonies เสียงดนตรี สื่อดีๆ เพิ่มไอคิว, Smart Play เล่นดี สมองดี มีศักยภาพ และ Smart Language พูดคุยสื่อภาษา พัฒนาการเรียนรู้
โดยมีวิทยากรคนเก่งร่วมเสวนาให้ความรู้ อาทิ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ที่ปรึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตพัฒนา ทั้งสองท่านได้ให้แนวทางกับคุณพ่อคุณแม่ที่ร่วมฟังการเสวนาว่า...
“สมองของเด็กในช่วงเวลา 1,365 วันแรก หรือ 3 ขวบปีแรก ถือเป็นนาทีทองของการพัฒนาสมองต้นทุนสมองลูกได้มาจากพ่อแม่คือ DHA หรือพันธุกรรม เมื่อได้ต้นทุนที่ดีมาแล้วต้องทำให้ดียิ่งขึ้น เพราะเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมที่จะพัฒนาเป็นอัจฉริยะได้ ปิกัสโซ่กล่าวไว้ว่าเด็กทุกคนพร้อมที่จะเป็นศิลปินได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ดีของพ่อแม่ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถต่อยอดพัฒนาให้ลูกน้อยเป็นอัจฉริยะในอนาคต โดยเริ่มตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ(Smart Nutrition) เพราะลูกต้องการสารอาหารไปสร้างเซลล์สมอง เพราะสมองถือเป็นแม่ทัพของการควบคุมการทำงานของร่างกาย เด็กไทยในยุคใหม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ลดน้อยลงส่วนใหญ่อาหารที่เด็กๆ ชอบรับประทานในปัจจุบันจะเน้นแป้ง น้ำตาล และอาหารทอดกรอบ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ และทำให้พัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองเติบโตไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างวินัยในการรับประทานให้กับลูกโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 1 - 3 ปี ซึ่งในวัยนี้จะเป็นวัยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกโภชนาการที่ดีให้กับลูก และสามารถสร้างนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหารให้กับ
ลูกได้ อาทิเช่น การฝึกให้ลูกรับประทานผักต่างๆ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องเริ่มต้นรับประทานผักให้ดูเป็นแบบอย่าง จากนั้นก็ค่อยๆ ฝึกให้เขาหัดรับประทานผักด้วยการผสมในอาหารที่เขาชอบทีละน้อยๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เข้มงวด ไม่จุกจิกกับการรับประทานอาหารของลูก ต้องค่อยๆ บอกและสอนเขาระหว่างรับประทานอาหารคุณพ่อคุณแม่อาจจะเล่านิทานไปด้วยหรือถ้าลูกสามารถรับประทานผักก็ต้องชื่นชมเขา เพื่อที่เขาจะได้รู้สึกภูมิใจและอยากจะรับประทานผักต่อไปเรื่อยๆ เพราะเด็กในวัยนี้สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกให้ลูกติดจนเป็นนิสัย
ประการที่สองคือการพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ การนอนที่ดีคือการนอนหลับให้สนิท เพราะจะทำให้เซลส์สมองของลูกน้อยเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกน้อยฉลาดไม่ควรให้ลูกนอนดึก และระหว่างที่ลูกนอนหลับก็ไม่ควรที่จะให้ลูกต้องตื่นมาบ่อยๆ เพราะถ้าลูกตื่นเป็นระยะฮอร์โมนจะหลั่งออกมาไม่ดี คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหลับให้สนิทนานเพราะการนอนหลับเพียง 90 นาที พบว่า Growth Hormone หลั่งออกมามากซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ลูกเติบโตและช่วยเพิ่มเซลล์สมอง
ประการที่สามคือ ต้องให้ลูกดื่มน้ำเยอะๆ เพราะสัดส่วนของร่างกายร้อยละ 70 คือ น้ำ สมองลอยอยู่ในน้ำ หล่อเลี้ยงด้วยน้ำ และ ประการสุดท้ายคือการออกกำลังกาย คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพราะนอกจากจะทำให้ลูกได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดต่างๆ แล้ว สมองก็จะพัฒนาตามไปด้วย สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือตัวคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นเสมือนกระจกเงาของลูกๆ พฤติกรรมต่างๆ ที่เด็กๆ ลอกเลียนแบบ จดจำเรียนรู้ก็ล้วนมาจากคุณพ่อคุณแม่ ถ้าอยากรู้ว่าลูกเป็นอย่างไรก็ให้มองที่ตัวเอง ดังนั้นถ้าต้องการให้ลูกจดจำและเรียนรู้สิ่งดีๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเป็นเซลส์กระจกเงาที่ดี เลี้ยงลูกด้วยความอ่อนโยน เขาก็จะมีจิตใจที่อ่อนโยนด้วยเช่นกัน
นอกจากเรื่องของโภชนาการที่ดี คุณหมอชนิกาและอาจารย์ธิดายังเสริมถึงกลวิธีที่จะสร้างให้ลูกน้อยในช่วงมหัศจรรย์แห่งพัฒนาการของสมองลูกน้อยให้มีความสามารถทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาด้วยเสียงดนตรี (Smart Symphonies) ลูกน้อยจะสามารถได้ยินเสียงตั้งแต่อยู่ในท้องได้ 5 เดือน หากคุณแม่ที่ร้องเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เขาจะคุ้นเคยกับเสียงเพลงที่ได้ฟังและพอเขางอแงร้องไห้แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงดนตรีที่คุ้นเคยเขาก็จะหยุดและยิ้ม จะเห็นว่าลูกมีความมหัศจรรย์มากกับการเรียนรู้ ลูกเรียนรู้ได้เร็ว สังเกตได้ดี พ่อแม่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับลูก ผลวิจัยชี้ชัดว่าการที่ให้เด็กได้ฟังดนตรี โดยเฉพาะดนตรีซิมโฟนี่จะทำให้สมองของเด็กสามารถจดจำและทำข้อสอบได้ดีกว่าเด็กที่ฟังดนตรีร็อก ดนตรีจึงช่วยสร้างสุนทรียะได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกรักในเสียงดนตรี คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะเป็นนักดนตรีและร้องเพลงกับลูกๆได้ เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัวอีกด้วย
เรื่องการเล่นก็สำคัญ (Smart Play) ว่ากันว่าจินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้ การเล่นจะทำให้เด็กเกิดจินตนาการ เด็กๆที่ได้เล่นอย่างมีความสุขจะทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจก่อนว่าบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ คือการเล่น เช่นเดียวกับบทบาทหนึ่งในชีวิตประจำของคุณพ่อคุณแม่ก็คือการทำงาน การเล่นที่มีความสุขไม่จำเป็นต้องเล่นของเล่นที่มีราคาแพง เด็กๆ จะมีความสุขจากการเล่นเมื่อเวลาที่มีเพื่อนเล่น และเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่ควรจะแบ่งเวลามาเล่นกับลูก เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้วิธีที่จะสอนและควรทำทุกเรื่องที่สอนให้เป็นเรื่องสนุก เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้ผ่านการเล่น ดังนั้นอย่าเลี้ยงลูกด้วยทีวี โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรให้เด็กดูทีวีเลย เนื่องจากเด็กที่นั่งอยู่กับทีวีนานๆ จะทำให้เขาไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีพฤติกรรมเฉื่อยชา เพราะเวลาเด็กดูทีวีจะเหมือนถูกสะกดจิต หรือเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเด็กไฮเปอร์ สมาธิสั้น และทีวียังเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสายตาผิดปกติได้
คุณหมอชนิกาและอาจารย์ธิดาบอกกับคุณพ่อคุณแม่ผู้ร่วมเสวนาว่า รหัสอัจฉริยะตัวสุดท้าย คือ Smart Language ปกติเด็กจะเริ่มส่งเสียงเมื่ออายุ 7-8 เดือน พออายุ 1 ปี ก็จะเริ่มพูดยิ่งพอเด็กเริ่มหัดเดินเมื่อมีอายุ 2-3 ปี เขาก็จะยิ่งพูดได้มากขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลูกมีไอคิวที่ดี คำพูดของลูกก็จะแสดงถึงศักยภาพสมองของลูกอย่างชัดเจน
นอกจากภาษาพูดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องไวกับการทำความเข้าใจเรียนรู้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาพูด นั่นคือภาษาท่าทางของลูก เพราะเป็นเรื่องสำคัญสุดของการสื่อสาร คุณพ่อคุณแม่ต้องช่างสังเกตพฤติกรรมของลูก การพูดคุย การกอด การจับมือ การพยักหน้า การสัมผัส จะทำให้ลูกเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่สื่อสาร ขณะเดียวกันพ่อแม่เองก็เข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกของลูกด้วย คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกที่จะพูดถึงความรู้สึกที่จะทำให้เกิดการสื่อสารกันในเชิงหมู่ภายในครอบครัว ซึ่งการที่พ่อแม่และลูกสามารถทำความเข้าใจกันได้ทั้งภาษาพูดและภาษากายก็จะลดปัญหาการทะเลาะ การปะทะ การไม่เข้าใจกันที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อเขาโตขึ้นนั่นเอง
นอกจากเสวนาที่ให้แนวทางที่จะช่วยพัฒนาลูกน้อยสู่ความเป็นอัจฉริยะกับกิจกรรม “Enfa A+ Miracle Trip” ทริปสำหรับครอบครัวอัจฉริยะ A+ แล้วยังมีกิจกรรม Smart Symphonies for Smart Brain โดย ดร.ดนีญา อุทัยสุข อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นวิทยากรให้ความรู้และเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ร่วมเสวนาได้สนุกสนานกับการร้องเพลงและทำท่าทางประกอบน่ารักๆ ร่วมกัน ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยทั้งซีกซ้าย และซีกขวา ทำให้สมองของลูกน้อยผ่อนคลาย พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ เอนฟา สมาร์ท คลับ คลับเพื่อยอดคุณแม่และอัจฉริยะตัวน้อย จัดขึ้นเพื่อมอบสิทธิประโยชน์และสาระด้านพัฒนาการเพื่อคุณพ่อคุณแม่และอัจฉริยะตัวน้อยนั้นเอง สำหรับครอบครัวไหนที่พลาดโอกาสในการร่วมกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดกิจกรรมครั้งต่อไปได้ที่โทร. 0-2351-8080 หรือ http://www.enfababy.com/
Google