แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกปัดสุริยเทพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกปัดสุริยเทพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

ดร.พรชัย สุจิตต์ไขปริศนาลูกปัดสุริยเทพลูกปัดหน้าคนตาโต

หลังจาก "ลูกปัดสุริยเทพ" อายุกว่า 2 พันปี ถูกโจรกรรมจากงานแสดงหินและลูกปัดโบราณ อาคารนิทรรศการหมุนเวียน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 4 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 5 มี.ค. ขณะนี้ก็ผ่านไปหลายวันแล้วไม่มีทีท่าว่าตำรวจจับได้เบาะแสจับคนร้ายได้เลย จนกระทั้ง พล.ต.ท.วงพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ตั้งสั่งระดมทีมสืบออกไล่ล่ามือฉก แม้นว่าเจ้าของ ลูกปัด "ลูกปัดสุริยเทพ" นายแพทย์บัญชา พงศ์พานิช คนนครศรีธรรมราช จะมีความมั่นใจว่าจะได้กลับคืนมาก็ตามที
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้แล้วคงจะได้ทราบความเป็นมาของ "ลูกปัดสุริยเทพ" รวมถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีความชำนาญด้านลูกปัดกันพอสมควร แต่ในจำนวนนั้นอดที่กล่างถึงไม่ได้ก็คือ ดร.พรชัย สุจิตต์ เจ้าของหนังสือ “ลูกปัด ในอดีต-ปัจจุบัน” ซึ่งเขียนไว้เมื่อปี 2546 ทำไม่ถึงต้องกล่าวถึงบุคคลคนนี้
ก็เพราะ ดร.พรชัย สุจิตต์ นั้นถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงเลยก็ว่าได้เพราะว่าท่านนั้นจบปริญญาตรี-เอก ด้านด้านมานุษยวิทยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เคยเป็นอาจารย์สอนภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ช่วยผู้แทนกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ
ดร.พรชัย สุจิตต์ นั้นเป็นผู้ค้นหาชุมชนลุ่มน้ำโบราณมาตลอดทั้งชีวิต และมีผลงานชิ้นเอกที่ได้ค้นคว้ากับนายศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ด้านโบราณคดี ก็คือการค้นพบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่หน้าผาริมแม่น้ำโขง อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี
ขณะที่ "ลูกปัดสุริยเทพ" นั้นก็ถือได้ว่า ดร.พรชัย สุจิตต์ ได้เป็นบุคคลหนึ่งที่ค้นพบที่จังหวัดกระบี่ โดยเว็บไซต์ประเพณีไทยได้ระบุไว้ว่า การสำรวจแหล่งโบราณคดีในจังหวัดกระบี่ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2517 โดยศาสตราจารย์ ดร. ดักลาส แอนเดอร์สัน และ ดร. วรรณี วิบูลสวัสดิ์ แอนเดอร์สัน ต่อมาปี พ.ศ. 2522 ได้มีการสำรวจอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ มี ดร.พรชัย สุจิตต์ ร่วมด้วย โดยได้รับความร่วมมือจากคุณวินัย และคุณโอวาท อุกฤษณ์ ในการติดต่อกับผู้ให้ข้อมูล พบว่ามีแหล่งโบราณคดีถึง 10 แหล่ง ต่อมาในเดือนตุลาคม 2525 - เดือน มกราคม 2526 มีการสำรวจเป็นครั้งที่ 3 โดยทีมงานชุดเดิมและได้รับความช่วยเหลือจากคุณจิรชัย อึ้งวิศิษฐ์วงศ์ จากการสำรวจพบว่ามีแหล่งโบราณคดีมากกว่า 10 แหล่ง ในจำนวนนี้มีแหล่งที่น่าสนใจ คือแหล่งโบราณคดี " ถ้ำหลังโรงเรียนทับปริก "
ในการสำรวจครั้งที่ 3 ศาสตราจารย์ ดร. ดักลาส แอนเดอร์สัน ได้ตัดสินใจเลือกถ้ำหลังโรงเรียนทับปริกเป็นแหล่งที่จะขุดค้นอย่างละเอียด ซึ่งจากการสำรวจพบว่าสภาพแวดล้อมบริเวณถ้ำ เป็นพื้นที่สูง น้ำท่วมไม่ถึงและมีเพิงกำบังลมและฝน เหมาะที่จะเป็นสถานที่พักชั่วคราวในปี พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2528 ศาสตราจารย์ ดร. ดักลาส แอนเดอร์สัน ได้รับทุนสนับสนุนจาก สมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาติ กรุงวอชิงตัน (The National Geographic Society) ในการขุดค้นถ้ำหลังโรงเรียน และได้ขุดลึกลงไปถึงชั้นดินที่ 10 จากการคำนวณอายุ โดยทางวิชาการในชั้นที่ 9 ให้อายุถึง 37,000 ปี แสดงถึงยุคที่น่าสนใจมากในการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ในเอเชีย เมื่อหมู่เกาะฟิลิปปินส์และอินโดนีเชียกับแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นแผ่นดินติดต่อกัน เป็นยุคการอพยพครั้งแรกสุดของมนุษย์ลงไปทางใต้สู่นิวกินี และออสเตรเลีย และเป็นช่วงที่มนุษย์สมัยโบราณ (Homo Sapians) พัฒนามาจากมนุษย์โบราณ (Hominids)
ใน ปี พ.ศ. 2533 มีการขุดค้นเป็นครั้งสุดท้าย รวมหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบจากการขุดค้นมีทั้งหลุมฝังศพ โครงกระดูก เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ เครื่องมือหิน เครื่องมือจากเขาสัตว์และกระดูก รวมทั้งกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ เปลือกหอย และเมล็ดพืช หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ประมาณอายุได้ 43,000 ปี เป็นอย่างน้อย ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งศึกษาทางโบราณคดีเกี่ยวกับมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เพราะจากหลักฐานที่พบ คำนวณอายุได้ระหว่าง 43,000 -27,000 ปี ซึ่งอยู่ในยุคไพลสโตซีน (Plistocene) นับว่าเป็นชุมชนที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเก่าแก่ที่สุดบนคาบสมุทรแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่
แต่หลังจากนั้นไม่ได้หมายความว่าขุดหาวัตถุโบราณในพื้นที่จังหวัดกระบี่จะหยุดอยู่เท่านั้นยังคงมีการขุดค้นกันมาต่อ แต่เป็นกลุ่มคนกลุ่มอื่น จนกระทั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เองก็ได้มีข่าวว่ามีการขุดค้นพบลูกปัดและเครื่องประดับโบราณนานาชนิด
ทีนี่มาถึงหนังสือ “ลูกปัด ในอดีต-ปัจจุบัน” ของ ดร.พรชัย สุจิตต์ มีเนื้อหาที่เป็นการรวบรวมเรื่องราวของลูกปัดที่ได้มีโอกาสเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีต่างๆในประเทศไทยและจากการค้นคว้า โดยมีการนำเสนอเรื่องราวด้วยภาพลูกปัดตามยุคและสถานที่ต่างๆ พร้อมคำบรรยายเกือบจะครึ่งเล่น ถัดจากนั้นจึงเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลูกปัดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็มีรูปภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับ "ลูกปัดสุริยเทพ" บรรจุไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่ได้บอกชื่อว่าเป็น
"ลูกปัดสุริยเทพ"

สำหรับรูปภาพของ "ลูกปัดสุริยเทพ" และที่เกี่ยวข้อง ดร.พรชัย สุจิตต์ ได้บรรยายไว้ว่า ลูกปัดแก้วทำเป็นหน้าคน อาจมาจากแถวตะวันออกกลางหรือของโรมัน พบที่บริเวณเมืองท่าโบราณ อ.คลองท่อม จงกระบี่

ภาพถัดมาเป็นแผ่นหินคาร์นีเลียนแกะสลักเป็นรูปผู้หญิงศิลปะแบบโรมัน อาจใช้เป็นจี้ พบที่บริเวณเมืองท่าโบราณ อ.คลองท่อม จงกระบี่ เช่นกัน

และภาพสุดท้าย ชาวโฟนิเซีย (Phoenicia) โบราณนิยมผลิดลูกปัดแก้วและทำเป็นจี้ที่ทำเป็นรูปหัวคนและหัวสัตว์ เมื่อประมาณ 2,500 ปีกว่ามาแล้ว ลูกปัดประเภทนี้พบน้อยมาก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ตัวอย่างนี้เป็นของปัจจุบัน สันนิษฐานว่ามาจากจีน โปรดสังเกตตัวตา ซึ่งจะทำให้คนร้ายเมื่อมองแล้วจะเกิดความกลัวผู้ที่ใช้จี้ประเภทนี้ห้อยคอ
ไม่แน่ใจว่าที่งานแสดงครั้งนี้มีลูกปัดของชาวโฟนิเซียแสดงคู่กับ "ลูกปัดสุริยเทพ" หรือไม่ ถ้ามีก็อาจจะทำให้คนที่ฉกไปรู้สึกกลัวแล้วไม่กล้าฉกและไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นก็ได้นะ

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

หวังกระแสฉกลูกปัดสุริยเทพ(Bead)ดันธุรกิจเครื่องประดับกลับมาฟีเวอร์


สภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดด้วยลำพังเงินเดือนสามีที่ต้องแบกรับภาระจิปาถะของสมาชิกรวม 4 ชีวิต บางครั้งขัดสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกทั้งสองซึ่งอยู่ในวัยเรียน เป็นเหตุให้ วารินทร์ สมพงษ์ วัย 34 ปี ดิ้นรนทุกวิถีทางสร้างอาชีพเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว จากลูกจ้างขายผ้า สู่พนักงานขายตรงแต่ชีวิตยังไม่ดีขึ้น กระทั่งลงตัวที่ "ร้อยลูกปัดแก้วญี่ปุ่น" หลากสไตล์ ขายทั้งปลีกและส่งเพราะมีลูกค้าอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง
วารินทร์ย้อนให้ฟังก่อนมาจับงานร้อยลูกปัดว่า ชีวิตของตนไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่ต้องดิ้นรนขวนขวาย และต้องหนักเป็นสองเท่าเพราะความรู้น้อย ดังนั้นงานที่ทำจึงมักหนีไม่พ้นการเป็นลูกจ้าง โดยเฉพาะการเป็นลูกจ้างขายผ้าที่ย่านบางลำภู ซึ่งที่นี่วารินทร์บอกเป็นเสมือนโรงเรียนให้ความรู้ด้านงานเย็บปักถักร้อย เมื่อว่างเธอจึงฝึกปรือฝีมืออยู่ตลอด
"ลูกๆ ไม่มีคนดูแล สามีให้ลาออกมาเป็นแม่บ้าน ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ รายได้ครอบครัวไม่พอรายจ่ายจึงอาศัยความรู้เดิมรับตัดเย็บเสื้อผ้า เมื่อว่างก็จะร้อยลูกปัดทั้งสร้อย แหวน กำไลขาย ช่วงนั้นสามีเป็นนักข่าวประจำรัฐสภา ทำให้มีออเดอร์จากเพื่อนๆ และข้าราชการ รายได้ตกเดือนละ 2,000-3,000 บาท" วารินทร์ บอก
พร้อมเล่าอีกว่าแม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่เมื่อยังไม่มีประสบการณ์และไม่มีเงินลงทุน เธอจึงหันไปยึดอาชีพขายตรง ทั้งเครื่องสำอาง อาหารเสริม อยู่ระยะหนึ่งทำให้เหินห่างจากการทำเครื่องประดับ แต่พอลูกทั้งสองเข้าโรงเรียนทำให้มีเวลาว่าง เธอจึงไปทำงานที่สหกรณ์บางลำภูในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
"เห็นแม่ค้าที่ขายของรอบๆ สหกรณ์ร้อยสร้อยลูกปัดแก้วญี่ปุ่นจึงสนใจ ให้เขาแนะนำการร้อยให้ หัดอยู่ 2-3 วันก็ขึ้นเส้นได้ จากนั้นก็นำกลับไปทำที่บ้านช่วงแรกๆ วันหนึ่งจะร้อยได้เส้นเดียว เมื่อใส่ตะขอใส่ห่วงแล้วจะดูสวยงาม ยิ่งถ้าเป็นลูกปัดสีทองจะสวยมาก" วารินทร์ แจงและว่า เมื่อเสร็จก็จะขายให้ญาติและคนรู้จัก ถ้าเป็นลูกปัดสีทองยาว 22 นิ้ว เส้นละ 700 บาท ยาว 15 นิ้ว 500 บาท และลูกปัดธรรมดา 100 บาท ทำให้มีออเดอร์เข้ามาพอสมควร
เธอเสริมอีกว่ายิ่งช่วงที่ผ่านมาจตุคามรามเทพฟีเวอร์ สามีจึงได้นำเสนอขายบนอินเทอร์เน็ตตามเวบไซต์ต่างๆ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ตกเดือนละ 5,000-6,000 บาท พร้อมยังได้นำไปเสนอกับร้านที่ขายเครื่องประดับตามห้างสรรพสินค้าด้วย
"เมื่อคนให้ความสนใจกันมาก จึงมีคนถักมากขึ้น ทำให้ลูกปัดแก้วญี่ปุ่นขาดตลาด เราจึงหาลูกปัดแบบอื่นมาทำแทน ทั้งสร้อยพระ สร้อยจตุคามฯ แหวน กำไล ต่างหู สร้อยหินสีแฟชั่น โดยไปซื้อวัตถุดิบที่สำเพ็ง วังบูรพา และสวนจตุจักร ขณะที่สไตล์ก็จะศึกษาจากหนังสือแฟชั่น และเวบไซต์เกี่ยวกับเครื่องประดับที่สามีรวบรวมไว้"
เมื่อจตุคามรามเทพหายฟีเวอร์ก็ยังคงรับร้อยลูกปัดเรื่อยมาแม้นว่ารายได้จะลดลงไปบ้าง มาช่วงนี้มีกระแสข่าว"ลูกปัดสุริยเทพ" ถูกโจรกรรมไปจากงานแสดงที่ อาคารนิทรรศการหมุนเวียน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม อาจะทำให้ความนิยมในการใส่เครื่องประดับที่ทำจากลูกปัดแก้ญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและทองแพงเช่นนี้ก็สามารถใส่แทนไปก่อนได้
"การทำเครื่องประดับขาย นอกจากตัวเองมีความสุขแล้ว ยังทำให้คนที่ซื้อไปใส่มีความสุขด้วย" นั่นเป็นคติประจำใจที่"วารินทร์" ยึดเหนี่ยว แต่หากท่านใดสนใจงานฝีมือของเธอ ซึ่งทุกชิ้นการันตีแฮนด์เมด กริ๊งกร๊างไปได้ที่ 086-8997-351, 08-1558-3865 หรือติดต่อโดยตรงที่ 65/76 หมู่ 2 ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

หรือลูกปัดสุริยเทพจะกลายเป็นของสะสมยอดฮิตสำหรับคุณชายตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) สำหรับคุณผู้หญิงไปแล้ว

ณ วินาทีนี้บรรดาเครื่องประดับหรือของสะสมคงจะไม่ฮิตเท่ากับ “ลูกปัดสุริยเทพ” ที่ถูกโจรกรรมไปจากงานแสดงที่ อาคารนิทรรศการหมุนเวียน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา
แต่จะการดูกล้องวงจรปิดของตำรวจแล้วน่าจะเป็นนักสะสมของเก่าและคงไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นผู้ชายอย่างแน่นอน จึงทำให้เกิดความคิดว่า “ลูกปัดสุริยเทพ” จะกลายเป็นของสะสมที่นิยมสำหรับคุณชายไปแล้วหรืออย่างไร ในขณะที่ตุ๊กตาบลายธ์(Blythe) กำลังเป็นของสะสมยอดฮิตสำหรับคุณผู้หญิงและราคาขณะนี้ก็ใกล้เคียงกัน
และเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะของสะสมทั้งสองอย่างนี้แล้วก็มีลักษณะที่คล้ายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตา “ลูกปัดสุริยเทพ” นั้นเจ้าของลูกปัดที่หายไปคือ โดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช ได้กล่าวไว้คอลัมน์ (แกะ) รอยลูกปัด ๑ สุริยเทพที่คลองท่อม ทางหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมานี้เอง บอกว่า “ลูกปัดสุริยเทพ” มีรายงานการค้นพบที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เท่านั้น เป็นลูกปัดแบนกลม หน้าคนตาโตปากเม้มเป็นเส้นตรง ในวงเส้นประสีดำพร้อมกับมีเส้นรัศมีรอบนี้
แรกพบที่ คลองท่อม ก็เรียกชื่อกันตรงไปตรงมา ว่า "ลูกปัดหน้าคน" แต่เมื่อดูกันไปมาและมีพบเรื่อยๆ นับสิบเม็ดพร้อมกับการพบสิ่งอื่นๆ ที่ล้วนแต่แปลกตา ทำให้ใครๆ พากันจินตนาการจนออกมาอย่างหาที่มาไม่ได้ นอกจากคำอธิบาย ว่าเพราะเหมือนขนนกที่คนเผ่าอินเดียนแดงนิยมใส่ประดับศีรษะจึงพากันเรียกว่า "หน้าอินเดียนแดง" อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะได้ชื่อใหม่ที่ใช้ในทุกวันนี้ว่า "สุริยเทพ"
เท่าที่เล่ากันก็ไม่ทราบเช่นกันว่าใครเป็นคนเริ่มเรียกชื่อนี้ มีแต่คำอธิบายขยายความว่าเป็นหน้าคนในดวงอาทิตย์ที่กำลังสาดแสง พร้อมกับเท้าความยาวไปถึงดินแดนโบราณอย่างมายา และอินคา ในทวีปอเมริกา ที่นิยมมีเทพสุริยะหรือสุริยเทพ (Sun God) เป็นเทพสำคัญ จนกระทั่งถึงอียิปต์โบราณที่นิยมบูชาเทพอาเท็น (Aten) หรือพระอาทิตย์ นี้เช่นกันสุริยเทพ ที่คลองท่อมนี้ ทำจากแก้วด้วยวิธีโมเสค (Mosaic Technique) คือเอาแก้วสีขาวและสีดำมาเรียงเป็นรูปใบหน้า ตา ปาก จุด และเส้นรัศมีแล้วหลอมด้วยความร้อนจนอ่อน จึงดึงยืดเป็นท่อนยาวที่มีรูปหน้าตัดเป็นใบหน้าคนยาวตลอดความยาวของท่อน ก่อนจะตัดเป็นแว่นๆ แล้วเจาะรูสำหรับร้อย
แต่ละเม็ดจึงมีรูปหน้าคล้ายกันหากตัดจากท่อนแก้วเดียวกัน ส่วนสีแดงและเขียวที่เหมือนเคลือบอยู่อีกชั้นหนึ่งนั้น ยังไม่มีการศึกษารายงานว่าทำด้วยวิธีใด แต่ถึงขณะนี้ปริศนาใหญ่ในโลกนี้อยู่ที่ยังไม่เคยมีรายงานการพบ “ลูกปัดสุริยเทพ” แบบนี้ที่ไหนอีกเลย นอกจากที่คลองท่อมแห่งเดียวเท่านั้น มีจำนวนหลายสิบเม็ดจึงยังไม่สามารถศึกษาเทียบเคียงกับสิ่งใดนอกจากลูกปัดหน้าคนแบบอื่นซึ่งมีพบของสมัยโรมัน เมโสโปเตเมีย และอัฟกานิสถานโบราณ
ขณะเดียวกัน ตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) มีลักษณะโดดเด่นที่ตาโตเช่นเดียวกัน เป็นที่นิยมสะสมของหมู่ดาราและไฮโซทั้งหลายแม้นจะมีราคาสูงถึง 6 หลักเช่นเดียวกันก็ตาม ซึ่งนิตยสาร OHO รวบรวมนักสะสมตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) เอาไว้ ผู้ที่มีมากที่สุดเป็นจะเป็นนักสะสมคนแรกๆคือ”ชมพู”อารยา เอ ฮาร์เก็ต มีร้อยตัวกว่าแล้วขณะเดียวกันก็ได้เปิดร้านจำหน่ายด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะรวยได้ถึงไหนเน้อ...อิอิ
รองลงมาก็คือ”เก๋”ชลลดา เมฆราตรี มี 35 ตัว “เอมมี่”มรกต กิตติสาระ 11 ตัว “เมย์”อรวรรษา ฐานวิเศษ 3 ตัว ขณะที่ ”นุ่น”วรนุช วงษ์สวรรค์ และแก้ม เดอะสตาร์ มีคนละตัว แต่ความจริงแล้วดาราและไฮโซก็มีหลายคนแล้วเน้อ
ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าตำรวจจะสามารถตามหาตัวคนร้ายโจรกรรม“ลูกปัดสุริยเทพ” ไปจากงานแสดงที่ อาคารนิทรรศการหมุนเวียน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยามได้หรือไม่
หรือว่าเป็นการสร้างกระแสโปรโมทหนังสือที่มีการจัดพิมพ์เรื่องลูกปัดและกำลังมีการสั่งจองกันอยู่ขณะนี้ ถ้าไม่มีเจตนาก็ต้องขออภัยด้วย อาจจะมองด้วยวิจิกิจฉามากเกินไป ซึ่งก็ต้องขออนุโมทนาด้วย
แต่ถ้าหากใช่ก็ต้องบอกว่าคนวางแผนประกอบด้วยอกุศลจิตโดยแท้ ซึ่งเป็นการตั้งข้อสงสัยเท่านั้น และกระแส “ลูกปัดสุริยเทพ” จะฮิตสู้ความนิยมในตัวตุ๊กตาบบลายธ์ (Blythe) ได้หรือไม่

"ลูกปัดสุริยเทพ"2พันปีถูกฉกจากมิวเซียมสยามโปรโมทหรือทำลาย

ทันทีที่ทราบข่าว่า "ลูกปัดสุริยเทพ" อายุกว่า 2 พันปีจากงานแสดงหินและลูกปัดโบราณ อาคารนิทรรศการหมุนเวียน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 4 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. ถูกโจรกรรม เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 5 มี.ค. ได้สร้างความสนใจให้กับคนทั่วไปไม่น้อย บ้างคนอาจจะจิตนาการเหมือนกันกการโจรกรรมงานแสดงเพชรเครื่องประดับล้ำค่าที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้ชมกัน
หลายคนคงได้ไปชมงานแสดงนี้แล้วและก็มีอีกหลายคนเช่นเดียวกันที่ยังไม่เคยไปและไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า มิวเซียมสยาม อยู่ที่ไหนเป็นมาอย่างไร รวมถึงความเป็นมาของ "ลูกปัดสุริยเทพ"
แต่หลังจากมีข่าวนี้เกิดขึ้นทำให้หลายคนหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ มิวเซียมสยาม หรือสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ทำให้ทราบว่า อาคาร มิวเซียมสยามก็คือกระทรวงพาณิชย์เดิม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ย้ายไปอยู่ย่านสนามบินน้ำ ก็ได้มีการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม ถือฤกษ์เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. พ.ศ. 2551 โดยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบโต้ตอบโดยใช้ตัวละคร 7 ตัวเป็นตัวกลาง
มิวเซียมสยาม แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้น 1 ประกอบด้วยห้องฉายภาพยนตร์สั้นเพื่อนำเข้าสู่การชมมิวเซียมสยาม ผ่านตัวละครต่าง ๆ และห้องแสดงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของไทย หรือเรียกว่าห้องไทยแท้ ชั้น 2 แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของประเทศสยามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ชั้นที่ 3 แสดงตำนานความเป็นมาของสุวรรณภูมิ ห้องพุทธิปัญญา ห้องกำเนิดสยามประเทศ และตำนานกำเนินกรุงศรีอยุธยา รวมถึงห้องแสดงการรบสมัยกรุงศรีอยุธยา
จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉก "ลูกปัดสุริยเทพ" อายุ 2 พันปีถูกฉกจาก มิวเซียมสยาม เช่นนี้เกิดขึ้นคนไทยได้หันมาสนใจประวัติศาสตร์ชาติไทยมากขึ้น และเข้าใจว่า มีหลายคนพาลูกหลายไปชมเหตุการณ์จริงถึง มิวเซียมสยาม ให้เห็นกับตาเลยว่า ที่ของ "ลูกปัดสุริยเทพ" ที่ถูกฉกหรือถูกโจรกรรมนั้นตั้งอยู่ตรงไหน คงจะทำให้ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติมอีกอย่างมาก ไม่สามารถที่จะศึกษาได้ทางตำราเรียนหรือเป็นเพราะมีการทุจริตตำราเรียนเกิดขึ้นทำให้ยัดเยียดเนื้อหาอะไรก็ไม่รู้ให้นักเรียนเรียน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนหรือความรู้นั้นไม่จำเป็นจะต้องการยึดติดกับตำรา ซึ่งพระท่านก็สอนในหลักกาลามสูตรอยู่แล้วนะ

http://www.kanchanapisek.or.th/kp8/culture///krb/krb101.html
เมื่อเข้าไปถึง มิวเซียมสยาม คงได้ความรู้เพิ่มเติมว่า “ลูกปัดสุริยเทพ" มีความเป็นมาอย่างไร แม้นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉกเกิดขึ้น นายรณฤธิ์ ธนโกเศศ หัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์และกิจกรรม ก็ได้บอกว่า “ลูกปัดสุริยเทพ" เป็นหินโบราณที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้ขอยืมมาจาก นายแพทย์บัญชา พงศ์พานิช เพื่อนำมาโชว์ในงานแสดง โดยนักสะสมต่างกล่าวขานกันว่า “ลูกปัดสุริยเทพ” เพราะมีลักษณะเป็นหินที่เกิดเองตามธรรมชาติ ค้นพบในพื้นที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซ็นติเมตร
นอกจากนี้ยังมีลวดลายคล้ายรูปหน้าตาของเทพเจ้าชนเผ่าอินเดียแดง อยู่ตรงกลาง รอบ ๆ หินมีขอบสีเขียวและสีแดงสลับกันคล้ายสีของเครื่องแต่งกายนักรบโบราณ คาดว่าหินที่สูญหายไปนี้มีอายุประมาณไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี และไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ แต่ตำรวจก็ได้ตรวจสอบมูลค่าและประเมินราคา “ลูกปัดสุริยเทพ" จากตลาดคนที่เล่นของจำพวกนี้แล้วพบว่ามีราคาอยู่ที่ราวๆ 1.5 แสนบาท
พร้อมกันนี้ “ลูกปัดสุริยเทพ" ในหมู่นักเล่นแร่แปรธาตุและผู้ต้องการสะสมของเก่า ต้องการมีไว้ในครอบครองเพราะเห็นว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติที่หายากและเนื่องจากเชื่อกันว่า หากใครได้ครองครองหินดังกล่าวจะมีโชคลาภ และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย
แม้นว่าจะมีการตีราคา “ลูกปัดสุริยเทพ" เพียง 1.5 แสนบาท แต่มูลค่าทางประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้วหาค่าไม่ได้จริงๆ เพราะจากการค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทยของเว็บไซต์คมชัดลึกพบว่า “ลูกปัดสุริยเทพ" เป็นลูกปัดหน้าคน สันนิษฐานว่าเป็นรูป "พระสุริยเทพ" ทำจากแก้วหลอม และเศษแก้วหลายสี บางก้อนมีเศษลูกปัดติดอยู่ในเนื้อแก้ว จึงสันนิษฐานว่า ควนลูกปัดใน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ อาจเคยเป็นแหล่งผลิตแก้วและลูกปัด ตราประทับที่จารึกด้วยอักษรปัลลวะ อายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 10-12
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าแหล่งคลองท่อม หรือควนลูกปัด เป็นสถานที่สำคัญในเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี วัตถุโบราณส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม ซึ่งคำว่า "ควนลูกปัด" เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก เมื่อมีการค้นพบลูกปัดแก้วสีต่างๆ บนเนินดินบริเวณนี้ สมัยก่อนไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าไม่มีค่าอะไร หรืออาจเห็นว่าเป็นของโบราณ เกรงจะเกิดอาเพศตามความเชื่อ จึงเรียกบริเวณนี้ว่า ควนลูกปัด ส่วนชื่อ "คลองท่อม" เป็นชื่ออำเภอ ตั้งขึ้นตามชื่อ "คลองท่อม" ที่ไหลผ่าน ส่วนประวัติทางโบราณคดีนั้น พบว่ามีหลักฐานการเข้าอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และมีการพบวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ด้วย สันนิษฐานว่าเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ กลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเนินดินคลองท่อมคงเป็นคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาใกล้เคียง
เพราะจากหลักฐานต่างๆ จากบริเวณอ่าวพังงาลงมาถึงบริเวณเขาขนาบน้ำ ถ้ำเสือ ถ้ำหลังโรงเรียนทับปริก ถ้ำอ่าวโกบหน้าเชิง ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ชุมชนคลองท่อมอยู่ใกล้ทะเล มีลำคลองไหลผ่าน อยู่ในเส้นทางการเดินทางข้ามแหลมจากตะวันตกไปตะวันออก เป็นที่เดินทางผ่านไปมาของบรรดาพ่อค้าต่างๆ เช่น อินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย เป็นต้น

แหล่งคลองท่อม หรือควนลูกปัด ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏจำนวนมาก ทั้งวัตถุที่ทำด้วยหิน แก้ว ดินเผา สัมฤทธิ์ เงิน และทองคำ โดย “ลูกปัดสุริยเทพ" ดังกล่าวถือเป็นวัตถุที่ทำด้วยแก้ว มีลักษณะพิเศษคือ เป็นลูกปัดหน้าคน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "หน้าอินเดียนแดง" สันนิษฐานว่าจะเป็นรูปพระสุริยเทพ โดยได้รับอิทธิพลจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน
ขณะเดี่ยวกันพื้นที่ที่ค้นพบ “ลูกปัดสุริยเทพ" นั้นก็ได้มีชาวบ้านได้ขุดและค้นเพราะพบอยู่เสมอ อย่างเช่นล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผานมานี้ก็ได้มีการขุดพบลูกปัด และเครื่องประดับโบราณนานาชนิดทำด้วยหิน แก้วโมเสค ทองคำ พร้อมอุปกรณ์การผลิต เงินตรานานาชาติ อาทิ เหรียญทองคำของจักรพรรดิแห่งโรมัน เหรียญสำริดราชวงศ์ถังของจีน ในแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า "เหมืองทอง" และที่ ต.คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่
ในครั้งนั้น นพ.บัญชา พงษ์พานิช เจ้าของ “ลูกปัดสุริยเทพ” ที่ถูกฉก ก็ได้แสดงความเห็นผ่านทางมติชนออนไลน์ว่า ลูกปัดแก้วโมเสคและลูกปัดตาตะกั่วป่าและ “ลูกปัดสุริยเทพ "คลองท่อม" ทำด้วยเทคนิคพิเศษชั้นสูง เริ่มพัฒนาครั้งแรกในดินแดนอียิปต์โบราณ อาณาจักรโรมัน และดินแดนตะวันออกกลางโบราณเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน จนกระทั่งแพร่หลายอย่างมากอยู่ระยะหนึ่ง

"การพบลูกปัดเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในด้านการศึกษาค้นคว้าทั้งทางวิชาการ ประวัติศาสตร์ โบราณคดีตลอดจนการส่งเสริมการผลิตและการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หากทางการ ท้องถิ่น และจังหวัดจะร่วมกันนำมาใช้ประกอบการศึกษาส่งเสริมและพัฒนาอย่างจริงจัง" นพ.บัญชากล่าว
พร้อมกันนี้ยังทำให้ทราบถึงวิวัฒนาการณ์ของลูกปัดแก้ว (Bead) ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ บ่งชี้ถึงสถานะทางสังคม เป็นเครื่องรางของขลัง สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนพิธีกรรม รวมทั้งเป็นสินค้า เนื่องจากนักโบราณคดีพบร่องรอยลูกปัดที่เก่าแก่ราว 45,000 ปี อย่างเช่นลูกปัดแก้วน้ำเคลือบ ผลิตขึ้นในอียิปต์ราว 4,500 ปีก่อน เป็นลูกปัดเนื้อทรายเคลือบด้วยเนื้อแก้วสีฟ้า โดยใช้เทคนิกการหลอมผิวทรายชั้นนอกส่วนลูกปดัที่ผลิตจากจีน ในยุคโบราณ มีลักษณะเหมือลูกปัดแก้วตา ใช้เทคนิกซับซ้อน ทำจากลูกปัดแก้วสีเดียวที่นำแผ่นแก้วมาหลอมรูปกลมซ้อนทับทำให้เกิดลายคล้ายดวงตาแล้วนำมาปะติดกับก้อนแก้
สำหรับลูกปัดแก้วนั้น หลังจากมนุษย์รู้จักวิธีการหลอมทรายเป็นแก้ว ได้พัฒนาเทคนิกใส่ผงแร่ให้เกิดสีสันสวยงาม จากนั้นทำลวดลาย ม้วน พัน พับ ดึง หลอมและหล่อ ตลอดจนตัดแปะกระทั่งกลายเป็นลูกปัดแก้วโมเสกในสมัยโรมันและไบเซนไทน์ ขณะที่ทองคำถูกนำมาทำเป็นลูกปัดแก้วด้วยรูปแบบหลากหลายในแทบทุกอารยธรรมโบราจนกระทั้งปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นลูกปัดแก้วสามารถถูกที่มีลักษณะเหมือนทอง สามารถหาซื้อใส่แทนทองได้แบบไม่เก้อเขิน โดยเฉพาะอย่างยิงลูกปัดแก้วญี่ปุ่น ดูตัวอย่าง
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้เขียนบทความเรื่อง”ปริศนาแห่งลูกปัด”ทางหนังสือพิมพ์โฟสต์ทูเดย์ อย่างเช่นความเห็นนี้
"เป็นเรื่องท้าทายครับสำหรับการค้นหาลูกปัด เพราะทฤษฎีเก่ากับทฤษฎีใหม่ก็ยังมีการนำมาถกเถียงเพื่อหาสรุปกันอยู่บ่อย สิ่งที่มันสะท้อนออกมามีหลายอย่างมาก แต่สำหรับผมความน่าสนใจ คือการเดินทางแบบที่สามารถเชื่อมโยงโลกใบนี้เอาไว้เสมือนอยู่ใกล้ๆ เรื่องลวดลาย หรือรูปแบบ แม้กระทั่งสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนลูกปัดก็เป็นอะไรที่น่าเรียนรู้มากๆในมิติสะท้อนถึงอารยะ ลูกปัดให้คุณค่าเรื่องนี้เด่นชัด ไม่ว่าจะบริบทใดและมุมใดของโลก ความเป็นไปเป็นมาแต่ละแห่งแต่ละชนชาติ ถูกหลอมรวมไว้ในลูกปัดทั้งสิ้น ” นายทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ มิวเซียมสยาม บอก
พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการมิวเซียมสยาม หรือสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) มองว่า เอกลักษณ์ของลูกปัดจะบอกอารยธรรมโบราณได้เป็นอย่างดี ทำให้เห็นการเชื่อมโยงยุคสมัย ซึ่งยังผลมาสู่โลกยุคใหม่ และขยายขอบเขตไปจนถึงบริบทต่างๆ
อย่างไรก็ตามสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากพิพิพิธภัณฑ์ลูกปัดคลองท่อม หรือ "พิพิธภัณฑ์ลูกปัดโบราณ" ของผู้หญิงแกร่งนาม "ผู้ใหญ่เยิ้ม เรืองดิษฐ์" ซึ่งเป็นผู้ที่เก็บสะสมมาเป็นเวลาสิบปี อยู่หาดทรายแก้ว บ้านเลขที่ 103/1 หมู่ 1 ต.ท่าขึ้น อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช
ดังนั้นการที่โจรเข้าไปฉก"ลูกปัดสุริยเทพ" อายุ 2 พันปีจาก มิวเซียมสยาม ครั้งนี้แม้จะทำให้รู้ศึกใจหายในความสูญเสีย แตะมองอีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นชนวนให้คนไทยหันมามองดูประวัติศาสตร์ของตัวเองมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะลืมกำพืดของตัวเอง ไม่แน่นะต่อไปนี้อาจจะมีคนคิดทำเหรียญสุริยเทพแล้วโปรโมทดังกว่าเหรียญจันทราเทพก็ได้นะ




Google