วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทมยันตีวิภาคเหลือง-แดงอวิชชาครอบหวังทางที่สาม

หน้าวรรณกรรมหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 11 ตุลาคม ได้นำเนื่องเรื่อง"ถนนสู่ดวงดาว ทมยันตี อะวอร์ด 2552" ถ้าคนที่ได้อ่านผ่านๆก็คงไม่จะทราบว่าในหน้านี้มีการกล่าวถึงการเมืองสังคมไทยในปัจจุบันนี้ของ"ทมยันตี" หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ นักเขียนเจ้าของนามปากกาอันโด่งดัง ทมยันตี, ลักษณวดี, กนกเรขา, โรสลาเรน และมายาวดี อยู่

"พรชัย จันทโสก" ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ได้แนบเนื้อหาดังกล่าวอยู่ด้านขวามือ โดยให้ชื่อเรื่องว่า"วิมล ศิริไพบูลย์กับการรอคอยทิศทางที่สาม" โดยมองสถานการณ์ความแตกแยกบนผืนแผ่นดินขวานทองขณะนี้ ด้วยการรอคอยอย่างมีความหวังว่า...จากนี้ไปจะก่อเกิดความคิดใหม่ๆ หรือทิศทางที่สามขึ้น

"ถ้าสมัยยังเป็นสาวคงจะตอบถึงความแบ่งแยก แต่สมัยนี้อายุ 73 พอเข้าสู่ปฏิบัติธรรม ดิฉันอาจจะพูดในสิ่งที่คุณหัวเราะเยาะ 'อนิจจัง' เป็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดิฉันพูดอย่างพระพุทธเจ้าสอนได้ไหม ปรกติเถอะ ความคิดเห็นของคนแตกแยกกันเป็นอย่างนี้เสมอ แต่ความแตกแยกนี้คุณรู้ไหมมันก่อให้เกิดสิ่งใหม่ คุณรู้ว่าเปลือกโลกส่วนหนึ่งมันพุ่งเข้ามาชนเปลือกโลกอีกส่วนหนึ่งอย่างเช่นเปลือกโลกพม่าและเปลือกโลกอื่นๆ จะซ้อนขึ้นมา เปลือกโลกที่พุ่งเข้าไปนั้นพุ่งเข้าไปหาความร้อนนะ และความร้อนมันจะทะลักออกมา ถ้าคุณเรียนธรณีวิทยาคุณรู้ไหมมันจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ

ทุกวันนี้มันมีสองทิศทางถูกไหม แต่มันจะมีทิศทางที่สาม ดิฉันนั่งคอยทิศทางที่สามที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อไรแรงสองแรงปะทะกันมันจะมีแรงที่สามเกิดขึ้นทันที และแรงที่สามซึ่งได้ความคิดจากสองด้านจะได้ความคิดใหม่และดีที่สุด ดิฉันคิดว่าทิศทางที่สามกำลังเริ่มก่อตัวเหมือนกับที่ดิฉันนั่งมองอยู่เหมือนกัน ดิฉันไม่ได้ไปว่าใครเลวนะ มันอวิชชาทั้งนั้นแหละ พูดด้วยความไม่รู้

มนุษย์ต้องมีความหวัง ถ้ามนุษย์หมดหวังมันจะไม่มีอะไรเลย ดิฉันมีความหวัง ตอนนี้ความหวังสูงสุดของดิฉันคืออะไรรู้ไหม ฟังแถลงการณ์สำนักพระราชวังทุกวัน นั่นแหละความหวังอันสูงสุด ดิฉันอาจจะเรียก 'พ่อหลวง' มานานก่อนที่ใครจะมานิยม ถ้าพ่อยังอยู่ ถ้าพ่อยังดี ดิฉันรู้ว่าประเทศไทยจะไม่หมดหวังเป็นอันขาด ประเทศไทยมีทางออก คนไทยไม่เคยโง่เลย แต่คนไทยนี้แปลกอย่างหนึ่ง อ่อนโยน และไม่ค่อยพูดความจริง ใครมาพูดก็เออออห่อหมกไปอย่างนั้นแหละ คือห่อแล้วหมกเอาไว้ แต่คนไทยฉลาด คุณอย่าไปคิดว่าคนต่างจังหวัดโง่นะคะ ในฐานะที่ดิฉันไปนั่งช่วยเขาดำนาไปเรียนมาจากเขา

แต่ขอให้คุณแน่ใจและขอให้คนไทยทุกคนมีความหวังว่าเราจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน ถ้าดิฉันพูดแบบนักพยากรณ์ดิฉันขอตอบว่าประเทศไทยกำลังจะย่างก้าวเข้าสู่ยุคที่ดีกว่าที่ผ่านมา จะได้คนที่คิดให้ประเทศดีกว่ายุคที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นต้องรอ ดิฉันบอกแล้วว่าทำอะไรอย่ารีบ ถ้าคุณรีบคุณจะคว้าอะไรไม่ได้เลย พระพุทธองค์รับสั่ง 'เราหยุดแล้ว...พวกเจ้าหยุดกันหรือยัง' องคุลีมาลก็นึกขึ้นได้เอง คอยดูสิ คุณจำคำป้าอี๊ดไว้นะ อย่าไปคิดว่าองคุลีมาลโง่นะ ถ้าโง่จะนึกไม่ได้เลยว่าพระพุทธเจ้ารับสั่งถึงอะไร ดิฉันเชื่อว่าพวกที่โย่ๆ กันอยู่มันฉลาด แต่มันรอใครสักคน คนเรามันจะเชื่ออะไร ด้วยรักและศรัทธา ศรัทธาอย่างเดียวก็ไม่ได้ รักอย่างเดียวก็ไม่ได้ กำลังรอใครที่เขารักและศรัทธาพูดประโยคนี้ เขาจะหยุดและเราจะได้สิ่งที่ดีเกิดขึ้น

'ทมยันตี' เป็นคนที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ดูถูกใครเลย ไม่ดูถูกเหลือง ไม่ดูถูกแดง ฟังความคิดความเห็นและกรองเอาสิ่งที่ดีที่ได้พูดมาใช้กับวิธีคิดของตน ดิฉันเชื่อมั่นเสมอว่าทุกอย่างเป็น 'อนิจจัง' ต้องแปรเปลี่ยนไป ท้ายสุดระหว่างที่มันแปรเปลี่ยนคนไทยจะทุกข์เพราะความแปรเปลี่ยนนั้น แต่เชื่อเถอะวันหนึ่งมัน 'อนัตตา' แต่อนัตตาไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร อนัตตาแปลว่ามันมีอะไร แต่ยึดไม่ได้ ถ้านั่งมองทุกสิ่งทุกอย่างว่าวันนี้ทั้งสองข้างจะพาเราไปสู่จุดจุดหนึ่ง และวันหนึ่งจุดนั้นมันจะแตกอีก ทุกคนเป็นอย่างไร เชื่อพระพุทธเจ้าดีที่สุด ไม่ต้องไปเชื่อใคร เชื่อพระพุทธองค์ดีที่สุด

"ดิฉันหวังว่าคนไทยทุกคนจะยืนอยู่บนหลักที่พระพุทธองค์ตรัส"

(http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20091012/81171/ถนนสู่ดวงดาว-ทมยันตี-อะวอร์ด-2552.html)

คนที่ติดตามการเมืองมาตลอดก็คงจะอนุมานออกว่า ทมยันตี พูดหมายถึงใครและอะไร แต่ในช่วงที่ยังมาไม่ถึงนั้นจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความขัดแย้งกันแบบสร้างสรรค์เหมือนอย่างที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้เสนอไว้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Google